“ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร...ผิวดำ หรือผิวขาว...เชื้อสายฮิสแปนิก, เอเชีย หรืออินเดียนแดง...เป็นคนหนุ่มสาว หรือคนแก่...รวยหรือจน... ทุพพลภาพ...เป็นเกย์ หรือไม่ใช่เกย์ คุณสามารถประสบความสำเร็จได้ในอเมริกา ขอเพียงแต่มีความมุมานะ” สุนทรพจน์ประกาศชัยชนะของ “บารัค โอบามา” หลังพิชิตเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามาครองเป็นสมัยที่ 2 ยังคงจับจิตจับใจอเมริกันชนทั้งประเทศ
พลังความฝันในแบบอเมริกันดรีมได้รับการตอกย้ำอย่างแจ่มชัดอีกครั้ง เมื่อหญิงเหล็กลูกครึ่งอเมริกัน-ไทยจากพรรคเดโมแครต “พ.ท.หญิงลัดดา แทมมี ดั๊กเวิร์ธ” อดีตทหารผ่านศึกสมรภูมิรบอิรัก วัยย่าง 44 ปี ที่พิการขาขาด 2 ข้างจากเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ถูกข้าศึกยิงถล่มด้วยจรวดในกรุงแบกแดด สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ โดยได้รับเลือกเป็น ส.ส.เลือดไทยคนแรกที่เข้าไปนั่งในสภาคองเกรส ในฐานะตัวแทนรัฐอิลลินอยส์
ในฐานะ ส.ส.หญิงเลือดไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ “พ.ท.หญิงลัดดา แทมมี ดั๊กเวิร์ธ” ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์แบบเจาะลึกเป็นครั้งแรกกับทีมข่าวสตรีไทยรัฐ ภายใต้การประสานงานร่วมกับผู้สื่อข่าวไทยรัฐ ประจำสหรัฐอเมริกา “ณญาดา ธนะพัฒน์” และ “เอมี่ ฮาน่า”
รู้สึกอย่างไรบ้างที่ได้รับชัยชนะครั้งนี้ คนไทยทั้งประเทศคอยเชียร์อยู่นะคะ
ฝากขอบคุณคนไทย ที่คอยส่งกำลังใจและติดตามข่าวสารมาตลอด แม้ว่าการสมัครลงเลือกตั้งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ไม่ได้ย่อท้อ จนประสบความสำเร็จในวันนี้ คุณแม่ของดิฉันเป็นคนไทย ดิฉันก็เกิดที่กรุงเทพฯ และพูดภาษาไทยได้เป็นภาษาแรก จึงยังคงจดจำประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ตอนเด็กๆดิฉันยังเคยเรียนที่โรงเรียนเซนต์จอห์น และโรงเรียนนานาชาติแจ้งวัฒนะ ทุกครั้งที่มีโอกาส คุณแม่จะพาดิฉันกลับมาเยี่ยมญาติๆที่เมืองไทย โดยท่านปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กให้รักความเป็นไทย โดยมักจะพาลูกไปวัดไทย เรียนรำไทยและเป่าขลุ่ย
ดิฉันชอบอาหารไทยมากค่ะ เมนูโปรดคือ ข้าวคลุกกะปิ
ทั้งๆที่เคยพลาดหวังมาก่อน เหตุใดจึงตัดสินใจลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ในครั้งนี้
ดิฉันอยากให้มีเก้าอี้ตัวหนึ่งสำหรับคนเอเชียได้ออกเสียงในสภาคองเกรส เพื่อนำเสนอสิ่งต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย นอกเหนือจากการทำประโยชน์เพื่อประชาชนชาวอิลลินอยส์ ดิฉันตั้งใจหาเสียงเป็นเวลา 18 เดือน เพื่อจะขอโอกาสทำงานในสภาคองเกรสรับใช้ประชาชน โดยภารกิจแรกที่ต้องเร่งทำคือ การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และแก้ไขปัญหาว่างงาน
อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้ตัดสินใจรับใช้กองทัพ
ได้แรงบันดาลใจจากคุณพ่อ คุณปู่ และบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นวีรบุรุษในดวงใจ เพราะอยากไปรบเพื่อชาติ คุณพ่อเคยไปรบในสงครามเวียดนาม น้องชายเคยเป็นทหารประจำชายฝั่ง ส่วนสามีก็รับใช้ชาติในกองทัพ
ตอนเรียนปริญญาเอก ด้านรัฐศาสตร์ ได้เข้าโปรแกรมฝึกทหาร และค้นพบว่า ภายใต้รั้วทหาร ทุกคนมีความเท่าเทียมกันหมด ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง คนผิวดำ ผิวขาว หรือคนเอเชีย สิ่งสำคัญที่จะวัดความเป็นคนคือ ความทุ่มเทในการทำงาน เมื่อได้เป็นนายร้อย ต้องเลือกว่าอยากเป็นทหารสังกัดไหน ตอนแรกคิดว่าเป็น “ล่าม” เพราะพูดได้ทั้งภาษาไทยและอินโดนีเซีย แต่เมื่อทราบว่ากองทัพเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ จึงเลือกเป็นชอยส์อันดับแรก ปรากฏว่าสามารถสอบเข้าได้
ช่วยย้อนเล่าถึงเหตุการณ์วันที่เกิดอุบัติเหตุสูญเสียขาทั้ง 2 ข้าง
ดิฉันขับเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กให้กองทัพบก ในวันนั้นบินไปทั่วอิรัก เมื่อปฏิบัติหน้าที่เสร็จ กำลังจะบินกลับฐานที่พัก ได้รับคำสั่งว่า ให้กลับไปรับนายทหารที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ ขณะที่บินกลับไปในเส้นทางนั้น ได้มีการซุ่มโจมตียิงด้วยจรวดจากข้าศึก ซึ่งพุ่งตรงมาที่ตำแหน่งขาทั้ง 2 ข้างของดิฉันพอดี โดยขาข้างขวาหลุดออกไปทั้งท่อน และขาข้างซ้ายโดนตัดทิ้ง ส่วนแขนข้างขวาคุณหมอต่อให้ทันเวลา หลังจากถูกยิง ดิฉันและเพื่อนนักบินอีกคนได้ช่วยกันประคองเครื่องบินลงสู่พื้นดินอย่างปลอดภัย เมื่อเฮลิคอปเตอร์จอดลงที่ฐานทัพ ดิฉันก็สลบไปทันที เพราะเสียเลือดมาก ภายหลังเพื่อนทหารเล่าให้ฟังว่า ดิฉันสลบไป พอฟื้นตื่นขึ้นมาก็ถามหาเพื่อนๆน้องๆที่ไปปฏิบัติภารกิจด้วยกัน โดยที่ไม่รู้เลยว่า ตัวเองโดนอะไรไปบ้าง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองบาดเจ็บสาหัส ต้องใช้เวลาถึง 10 วัน กว่าจะรู้สึกตัว แม้จะต้องเสียขาทั้ง 2 ข้าง แต่ก็ภูมิใจและดีใจที่ทำงานสำเร็จ
เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ได้รับเหรียญกล้าหาญระดับเพอร์เพิล ฮาร์ต
เป็นรางวัลสำหรับทหารกล้าที่ต่อสู้เพื่อประเทศชาติ ก็ภูมิใจอย่างยิ่ง
อะไรทำให้ฮึดสู้ หลังผ่านฝันร้ายครั้งใหญ่ในชีวิต
ตอนอยู่โรงพยาบาลทหาร ดิฉันได้เห็นความทุกข์ยากลำบากของเพื่อนๆน้องๆทหารที่ผ่านศึกสงคราม ขณะนั้น ดิฉันเป็นทหารที่มียศสูงสุดในบรรดาทหารที่ได้รับบาดเจ็บด้วยกัน เวลามีปัญหาอะไรคับข้องใจ ครอบครัวของพวกเขาจึงหันมาปรึกษาดิฉัน ทั้งๆที่ตอนนั้นตัวเองยังเจ็บหนัก แต่ก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือทุกคน ดิฉันตัดสินใจเสนอเรื่องไปที่“บารัค โอบามา” เพื่อถามว่าพอจะช่วยอะไรเหล่าทหารผ่านศึกได้บ้าง ทำให้เราทั้งคู่ได้พบกัน เป็นเพื่อนกัน และทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง จากนั้น เมื่อท่านได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก ก็ถามว่าอยากไปทำงานที่วอชิงตันด้วยกันไหม ดิฉันตอบกลับไปว่าพร้อมจะไป เพราะเห็นว่า เป็นงานที่ได้ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติอย่างสูงสุด ตอนนั้น หัวใจเราสั่งว่า ต้องไป!! จึงเดินทางไปทำงานอยู่วอชิงตัน 3 ปี โดยดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงกิจการทหารผ่านศึก ก่อนจะลาออกเพื่อกลับมาเตรียมตัวหาเสียงลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส.รัฐอิลลินอยส์ในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด!!
...
ทีมข่าวหน้าสตรี