"...การที่ข้าพเจ้าเริ่มงานศิลปาชีพขึ้นนั้น ข้าพเจ้าตั้งใจจะสรรหาอาชีพให้ชาวนาที่ยากจนเลี้ยงตนเองได้ เนื่องจากข้าพเจ้ามีโอกาสตามเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปเยี่ยมราษฎรตามชนบทมาหลายสิบปี ได้พบว่าราษฎรส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ที่ต้องทำงานหนัก และต้องเผชิญอุปสรรคจากภัยธรรมชาติมากมาย ทำให้ยากจน...กระนั้น ข้าพเจ้าได้พบว่าชาวนาชาวไร่เหล่านี้มีฝีมือทางหัตถกรรมสืบทอดกันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ โดยที่หัตถกรรมส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เขาใช้สอยอยู่ในชีวิตประจำวัน...สิ่งนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้าเริ่มงานส่งเสริมการทอผ้าไหม เพื่อให้ชาวนาชาวไร่นำความสามารถของเขามายกระดับความเป็นอยู่ รวมทั้งเพิ่มพูนศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในตนเอง จนในที่สุดจึงเกิดเป็นมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ...” สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  ทรงมีพระราชดำรัสไว้เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2535

ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเล็งเห็นถึงศักยภาพของคนไทย และคุณประโยชน์ขอทรัพยากรธรรมชาติ ประกอบกับความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทย อันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น จึงทรงริเริ่มให้ฟื้นฟูและพัฒนางานฝีมือพื้นบ้านในแต่ละภูมิภาค ภายใต้ชื่อ “ศิลปาชีพ” เพื่อช่วยเหลือราษฎรให้มีรายได้เสริม นอกจากอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งไม่เพียงจะช่วยให้พสกนิกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ยังเป็นการฟื้นฟูและอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านทั่วทุกภูมิภาคมิให้สูญหาย อีกทั้งเผยแพร่ฝีมือของช่างไทยให้ระบือไกล

...

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับลูกหลานของราษฎรที่ยากจนเข้ามาเป็นนักเรียนศิลปาชีพ และฝึกฝนงานหัตถกรรมเพื่อฟื้นฟูรักษางานหัตถศิลป์แขนงต่างๆที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย โดยแรกเริ่ม โรงฝึกศิลปาชีพ เป็นเพียงเต็นท์เล็กๆข้างกองราชเลขานุการในพระองค์ฯ ภายในสวนจิตรลดาพระราชวังดุสิต ต่อมาจำนวนนักเรียนศิลปาชีพเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดจึงสร้างอาคารถาวรขึ้นในปี 2523 และเพิ่งยกสถานะขึ้นเป็น “สถาบันสิริกิติ์” เมื่อปี 2553 เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา สมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โรงฝึกศิลปาชีพฯได้พัฒนาไปไกลอย่างน่าทึ่ง โดยผลงานที่รังสรรค์ขึ้นล้วนแต่เป็นงานประณีตศิลป์ชั้นสูง ครบครันไปด้วยหัตถศิลป์ทั่วทุกแขนงของไทย ทั้งงานช่างถมทอง, ช่างเครื่องเงินเครื่องทอง, ช่างคร่ำ, ช่างลงยาสี, ช่างปักผ้า, ช่างแกะสลักไม้ และช่างเขียนลาย นอกจากจะเต็มไปด้วยความวิจิตรงดงามในระดับฝีมือช่างหลวงแล้ว ผลงานแต่ละชิ้นยังแสดงถึงเอกลักษณ์ และเกียรติภูมิของชาติไทย สมกับที่ได้รับการยกย่องเป็นงานศิลป์ของแผ่นดินอันทรงคุณค่า

เพื่อสนองแนวพระราชดำริในการฟื้นฟูรักษาหัตถกรรมไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ และสืบทอดมรดกวัฒนธรรมแก่คนรุ่นหลัง “สถาบันสิริกิติ์” ภายใต้การนำของ “ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ หลวงเทพนิมิต” รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้ระดมช่างฝีมือร่วมพันคนจากทุกแขนงของสถาบัน ผนึกกำลังกันรังสรรค์ 9 ผลงานหัตถศิลป์ชั้นเลิศจากฝีมือศิลปาชีพ สะท้อนถึงศิลปะแห่งยุคสมัยรัชกาลที่ 9 เพื่อเตรียมจัดแสดงนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี ศิลป์แผ่นดินครั้งที่ 6 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2555 เป็นต้นไป อันเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองวาระมหามงคลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในปี 2554 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในปี 2555 และสมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ ในปีนี้

สำหรับ 9 ผลงานสุดวิจิตรบรรจงของลูกหลาน เกษตรกรไทย ประกอบด้วย เรือพระที่ นั่งจำลองศรีประภัศรไชย จำลองจากเรือพระที่นั่งศรีประภัศรไชย ซึ่งสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 1 โครงสร้างตัวเรือมีขนาดกว้าง 23 ซม. ยาว 3.25 เมตร และสูง 86 ซม. ทำด้วยเงินปิดทองลงยาสี กงเรือด้านในเป็นงานไม้จำหลักปิดทองคำเปลว คานเรือทำด้วยเงินทาทอง สองข้างลำเรือและท้องเรือถมทอง ซึ่งเขียนเป็นลายดอกพุดตาน กลางลำเรือพระที่นั่งทอดบุษบกทองลงยาประดับเพชร ประดับด้วยพระวิสูตรทองคำฉลุลายลงยาประดับเพชร ขนาบสองข้างบุษบกด้วยเครื่องสูง ประกอบด้วย ฉัตรทอง 7 ชั้น ถัดไปวางฉัตรทองจำหลักลาย 5 ชั้นไว้ด้านหน้า 3 คัน ด้านหลัง 2 คัน พื้นเรือส่วนที่รองรับฐานบุษบกตกแต่งด้วยงานคร่ำทอง แกมลายจำหลักทองซับปีกแมลงทับ ใช้เวลาทำ 1 ปี 8 เดือน ระดมช่างฝีมือถึง 90 คน

...

เรือพระที่นั่งจำลองมงคลสุบรรณ เป็นผลงานจากช่างฝีมือถึง 5 แผนก ทั้งเครื่องเงินเครื่องทอง, แกะสลักไม้, เครื่องถม, ลงยาสี และตกแต่งปีกแมลงทับ สร้างจำลองจากเรือพระ ที่นั่งมงคลสุบรรณในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่เดิมหัวเรือมีรูปพญาสุบรรณหรือพญาครุฑยุดนาคเท่านั้น ต่อมาล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯให้เสริมรูปพระนารายณ์ประทับยืนบนหลังพญาสุบรรณ เพื่อเพิ่มความสง่างาม และพระราชทานนามเรือใหม่ว่า เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ สำหรับเรือพระที่นั่งจำลององค์นี้ มีขนาดกว้าง 24 ซม. ยาว 3.35 เมตร สูง 88 ซม. ต้องใช้ช่างถึง 98 คน ใช้เวลาทำ 2 ปี 7 เดือน โดยโครงเรือ รวมทั้งกระดูกงู และคานเรือ ทำด้วยเงินทาทอง แผ่นซับกงเรือทำจากไม้ปิดทองคำเปลว โขนเรือรูปครุฑยุดนาคจำหลักทองคำลงยา ด้านข้างและท้องเรือด้านนอกถมทอง

ฉากปักไหมน้อยเรื่องอิเหนา ถ่ายทอดเรื่องราวของอิเหนา บทพระราช-นิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 ต้องระดมช่างฝีมือจากแผนกปักผ้าถึง 143 คน ใช้เวลาทำนานที่สุด 4 ปีเต็ม เป็นการนำเสนองานปักผ้าขนาดใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ มีขนาดยาว 9.61 เมตร และสูง 4.29 เมตร โดยใช้เทคนิค “ปักซอย” ซึ่งเป็นงานประณีตศิลป์ของไทยแต่โบราณ ช่างปักจะบรรจงปักเรียงด้วยเส้นไหมละเอียดที่สุด ไล่ระดับสีและแสงเงาให้เกิดเป็นภาพที่มีมิติ ผสมผสานกับเทคนิคการปักหนุนตามแบบงานผ้าปักที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งปรากฏหลักฐานการปักหนุนบนฉากบังเพลิงในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะเดียวกัน ได้มีการเพิ่มลวดลายปักภาพพญาราชหงส์สีต่างๆ ให้สอดคล้องกับโอกาสมหามงคลที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ส่วนกรอบด้านบนปักเป็นภาพพญาครุฑ พระบรมราชสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ 2

...

อีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกที่ต้องระดมพลมากถึง 117 คน ใช้เวลาทำ 1 ปี 6 เดือน เพื่อรังสรรค์ชิ้นงานก็คือ ฉากถมทองเรื่องรามเกียรติ์ เป็นงานถมทองทั้งชิ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของรามเกียรติ์ แบ่งออกเป็น 3 ฉากคือ ทศกัณฐ์ลงสวนเกี้ยวนางสีดา, พระรามตามกวางกับทศกัณฐ์ลักนางสีดา และฉากจับม้าอุปการ ความโดดเด่นของฉากถมทองอยู่ที่การใช้เทคนิคหนุนดุนลาย ทั้งในส่วนของตัวละครและส่วนที่เป็นพื้นฉากหลัง แล้วจึงทำถมทาทองจนเกิดเป็นภาพที่มีมิติงดงาม

ฉากจำหลักไม้เรื่องสังข์ทองและหิมพานต์ ก็เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจ เป็นผลงานการจำหลักไม้สักที่มีความแตกต่างและพิเศษ เชื่อมต่อเรื่องราวของฉากทั้งสองด้านด้วยลายจำหลัก โดยมีขนาดยาวถึง 6 เมตร กว้าง 36 ซม. และสูง 5.20 เมตร ด้านหน้าเล่าเรื่องสังข์ทอง บทพระราชนิพนธ์ละครนอกในรัชกาลที่ 2 จำหลักไม้ให้โปร่งทะลุ ส่วนด้านหลังเป็นเรื่องหิมพานต์ จำลองจากภาพจิตรกรรมฝาผนัง วัดสุทัศนเทพ-วราราม ใช้เวลาทำ 2 ปี 7 เดือน โดยช่างฝีมือร่วมใจกัน 79 ชีวิต

และไม่น่าพลาดชมยังรวมถึง บุษบกสามยอด หนึ่งในงานศิลป์ชิ้นสำคัญจัดสร้างขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากความงดงามของพรหมวิมานที่หน้าบันของพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และนำมาสร้างสรรค์เป็นบุษบกทอง โดยรวบรวมงานฝีมือเชิงช่างศิลป์ไทยไว้มากที่สุด 197 ชีวิต เพื่อรังสรรค์ชิ้นงานขนาดกว้าง 79 ซม. ยาว 1.43 เมตร และสูง 2.91 เมตร ใช้เวลาทำ 1 ปี 7 เดือน โดยยอดบุษบกเป็นทองคำลงยาสี ประดับพุ่มข้าวบิณฑ์ประดับเพชร บุษบกด้านในเป็นงานคร่ำฉลุทองคำ เพดานไม้แกะสลักปิดทอง คล้ายซุ้มวิมาน ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร

พระที่นั่งกงคร่ำทอง  เป็นพระราชอาสน์ขนาดเล็ก มีที่วางพระกรโค้งเป็นวงโอบต่อกันถึงด้านหลัง โดยจำลองแบบจากพระที่นั่งกงไม้แกะสลักลงรักปิดทอง ในสมัยรัชกาลที่ 1 สร้างสรรค์ลวดลายพระที่นั่งกงด้วยศิลปะงานคร่ำทองทั้งองค์ มีขนาดกว้าง 1.05 เมตร ยาว 1.53 เมตร และสูง 65 ซม. พระที่นั่งสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ลดชั้นถึงฐานที่ประทับ ซึ่งมี 2 ฐาน ชั้นล่างเป็นฐานสิงห์ ชั้นบนเป็นหน้ากระดานประกอบท้องไม้ ประดับด้วยรูปพญาวานรโดยรอบ แทนความหมายของปีวอก ซึ่งเป็นพระนักษัตรประจำปีพระราช-สมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี นาถหน้ากระดานปากฐานส่วนบนประดับด้วยกระจังปฏิญาณทั้งสามด้าน ด้านหลังมีกระดานพิงประกอบกับราวกงมีก้านบัวรับ ลวดลายงานคร่ำทองอันประณีตเป็นลายไทยประยุกต์จากลายไทยประเพณี ซึ่งเป็นลายคร่ำทองศิลปะสมัยรัชกาลปัจจุบัน พร้อมซับด้วยปีกแมลงทับงดงาม ระดมฝีมือช่าง 80 คน ใช้เวลาทำ 1 ปี 4 เดือน 9 วัน

นอกจากนี้ ยังมี ห้องปีกแมลงทับ สำหรับจัดแสดงนิทรรศการศิลปกรรมชิ้นพิเศษที่ประดิษฐ์ตกแต่งด้วยปีกแมลงทับ ซึ่งปรับปรุงจากห้องเดิมเมื่องานศิลป์แผ่นดินครั้งที่ 5 ภายในห้องยังมีการจัดแสดง กลอนศิลป์แผ่นดินคร่ำทอง ประดิษฐ์ด้วยลายมือเขียนตามแบบตัวอักษรทรงประดิษฐ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ตกแต่งด้วยคร่ำทองอย่างประณีต ทรงคุณค่าทั้งเนื้อหาและรูปแบบงานศิลปะโบราณ ใช้เวลาทำ 6 เดือน 7 วัน ด้วยฝีมือช่าง 6 คน เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าฯทั้งสองพระองค์ที่ทรงอุทิศพระองค์อย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อช่วยเหลือราษฎรผู้ยากไร้ให้กลับมามีความหวังและภาคภูมิใจในเกียรติศักดิ์ของคนไทย.

...

ทีมข่าวหน้าสตรี