เกมแบบ Role-Playing Game หรือ RPG

ท่าน ผู้อ่านจะแปลกใจไหม หากจู่ๆก็เห็นคนสวมแว่นตาอันใหญ่ที่ดูรูปร่างแปลกๆ  มิหนําซํ้ายังทำท่าประหลาด เช่น เตะ ต่อยอากาศเป็นพัลวัน แถมบางทียังส่งเสียง โอ๊ะ อุ๊บ อ๊ะ ให้ได้ประหลาดใจกันมากขึ้นไปอีก

เรื่อง แบบนี้อาจจะทำให้คนดูงง แต่สำหรับคอเกมแล้ว เดี๋ยวนี้คุ้นเคยกันดีกับการพัฒนาเกมไปสู่ความสนุกสนาน ตื่นเต้นในรูปแบบใหม่ๆ ที่ผู้เล่นได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเกมมากขึ้น เป็นเสมือนหนึ่ง "ตัวละคร" ในเกมเสียเอง

และเพื่อไม่ให้ตกยุค ไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล โดยทีมงานต่วย'ตูน จึงขอนำเสนอเรื่องของเกมแบบทันสมัย หรือที่หลายท่านนิยมเรียกว่าเกมคอมพิวเตอร์ หรือวีดิโอเกม


DS Game เกมแบบ 2 หน้าจอบนเครื่องเดียว

ย้อน กลับไปในอดีต เกมคอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆ ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1940 ส่วนใหญ่เป็นเกมที่มีหน้าตาง่ายๆ เช่น ยิงจรวด และเกมปิงปอง ที่มีฉากหลังแบบเดียว จรวด หรือปิงปองเคลื่อนที่บนหน้าจอแบบง่ายๆ คือมีการขยับแค่ซ้าย ขวา หน้า หลัง เป็นหลัก แต่ตลาดเกมก็ยังค่อนข้างจำกัดในระยะแรก

สิ่งที่ทำให้เกมคอมพิวเตอร์ ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว น่าจะเป็นการที่มีผู้พัฒนาเกมสำหรับเครื่องเล่นแบบหยอดเหรียญ ทำให้มันเป็นเกมสาธารณะ โดยเกมแรกที่มีการผลิตเพื่อการค้าอย่างจริงจังคือเกมสเปซ ที่ออกสู่ตลาดใน ค.ศ.1971 และหลังจากนั้น ทั้งจำนวนเกมและนักเล่นเกมก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลัง ค.ศ.1982 ที่มีการผลิตซอฟต์แวร์เกมมาเล่นบนจอคอมพิวเตอร์มากขึ้น รวมถึงเกมแบบกล่อง ที่นำอุปกรณ์มาเสียบต่อเข้ากับโทรทัศน์ ก็ได้รับความนิยมสูง ผู้เล่นสามารถเลือกเกมที่จะเล่นจากตลับเกมที่มีให้เลือกมากมาย แล้วบังคับเกมผ่านอุปกรณ์ควบคุม เช่น จอยสติ๊ก เป็นต้น

...


ตู้เกม Space เกมยุคแรกๆ ที่ผลิตออกมาในปี 1971

แต่ สิ่งที่พลิกโฉมหน้าตลาดเกมของโลกเราอย่างจริงๆจังๆ น่าจะเป็นการพัฒนาเครื่องเล่นเกมแบบพกพา ที่สามารถหยิบไปเล่นที่ไหนก็ได้ แบบที่หลายคนนิยมเรียกว่า เกมกด ซึ่งถือกำเนิดมาในช่วงทศวรรษที่ 1980 โดยค่ายนินเทนโด จากญี่ปุ่น ถือเป็นยักษ์ใหญ่ที่ออกผลิตภัณฑ์เกมแบบพกพาออกมาหลายรุ่น และเป็นที่นิยมไปทั่ว รวมถึงพัฒนาเกมที่ถือว่าฮิตตลอดกาล เช่น เกมมาริโอ้ ฯลฯ ในขณะที่ตัวเครื่องเกมกด ก็กลายเป็นสินค้าที่มีความไฮเทคมากขึ้นเรื่อยๆ

มา ถึงยุคปัจจุบันนี้ เกมคอมพิวเตอร์ก็ยังพัฒนาไม่หยุด หลักๆที่มีการเล่นกันมาก ก็ยังคงเป็นกลุ่มเครื่องเล่นเกมแบบพกพา เช่น เกมบอยของค่ายนินเทนโด ที่แม้จะเปิดตัวเข้าตลาดมาถึง 20 ปีแล้ว แต่ก็ยังเป็นที่นิยม และพัฒนาขึ้นมาอีกหลายรุ่น, ดีเอส เกมแบบ 2 หน้าจอบนเครื่องเดียว ซึ่งยังคงมาจากค่ายนินเทนโด และคู่แข่งสำคัญคือ ค่ายโซนี่ ที่จำหน่ายเพลย์สเตชั่นพอร์เทเบิล หรือ PSP มาได้ 5 ปีแล้ว ก็ถือว่ามาแรง




เกม PSP ของค่ายโซนี่

ใน ขณะที่เกมที่เล่นในบ้าน โดยต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ หรือโทรทัศน์ ก็ขายดิบขายดีไม่แพ้กัน โดยเครื่องเล่นที่เป็นที่นิยมมากก็ยังมาจาก 2 ค่ายใหญ่ คือเพลย์สเตชั่นของโซนี่ และวี ของนินเทนโด ซึ่งมีจุดเด่นในการเล่นผ่านรีโมต คอนโทรล ในขณะที่ซอฟต์แวร์เกมของวี ก็คว้ารางวัลเกมยอดเยี่ยมมาแล้วมากมาย ในฐานะนวัตกรรมใหม่ ที่สร้างความสนุกและความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ซึ่งผู้เล่นจะไม่ต้องคร่ำเคร่ง หรือก้มหน้าก้มตาอยู่กับจอ และกดปุ่มอย่างเดียวเหมือนสมัยก่อน แต่จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของเกมไปด้วย เช่น หากเล่นเกมชกมวย ผู้เล่นก็จะต้องถือรีโมตไว้ในมือ แล้วทำท่าเหมือนชกมวยจริงๆกับคู่ต่อสู้บนจอ เช่นเดียวกับการโยนโบว์ลิ่ง ตีเทนนิส ตีกอล์ฟ รวมทั้งเกมเล่นดนตรีประเภทต่างๆ ที่ผู้เล่นก็จะต้องเล่นแบบเสมือนจริงด้วยเช่นกัน

ส่วนเกมอีกประเภท หนึ่ง ดังที่ได้เกริ่นไว้แต่ต้น คือเกมประเภทที่ไม่มีทั้งตัวเกมกด และไม่ต้องใช้โทรทัศน์ หรือคอมพิวเตอร์ แต่ผู้เล่นต้องสวมแว่นตา หรืออาจ จะพัฒนาเป็นหมวก ที่มีจออยู่ภายใน แล้วต่ออุปกรณ์เข้ากับมือ หรือขา ทำให้ผู้เล่นมองเห็นภาพในจอ แล้วใช้เซ็น-เซอร์จับการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจริง ผสานกับซอฟต์แวร์ในตัวเครื่อง ทำให้ต้องออกท่าทางจนคนที่เดินผ่านต้องเหลียวมามอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเกมประเภทเน้นการต่อสู้เป็นหลัก เช่น ชกมวย นินจา ฯลฯ โดยเกมแบบนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ปี 1991 เรียกขานกันว่า เป็นระบบเวอร์ชวล เรียลริตี้ แมชชีน หรือเครื่องเล่นเกมแบบเสมือนจริง ที่ใครจะเดินเข้าไปใกล้คนเล่นเกมประเภทนี้ ก็คงต้องเดินเลี่ยงๆหน่อย มิฉะนั้นอาจจะถูกลูกหลงได้ เพราะผู้เล่นจะมองไม่เห็นสภาพด้านนอก แต่จะเตะต่อยไปตามที่เห็นผ่านทางหน้าจอที่สวมหัวไว้


เกมในอนาคตจะยิ่งพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบไม่ต่างจากของจริง (ภาพจาก : Gamer)

ใน ขณะนี้มีข่าวออกมาว่า ได้มีการพัฒนาเกมแบบเหมือนจริงมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่กำลังเหนือชั้นไปกว่าเดิม ด้วยการคิดระบบเชื่อมต่อกระแสประสาทของผู้เล่นเข้ากับสัญญาณคอมพิวเตอร์ ที่จะทำให้การเล่นเกมสนุกไปอีกขั้น เพราะมีความเหมือนจริงมากยิ่งขึ้น ในการขยับร่างกาย หรือการเคลื่อนไหวใดๆของผู้เล่น ซึ่งคอมพิวเตอร์จะสามารถจับความเคลื่อนไหวได้ในทุกอิริยาบถ และสามารถพัฒนาเล่นได้กับทั้งเกมประเภทที่ต้องสวมอุปกรณ์ไว้กับตัว หรือเกมที่เล่นผ่านโทรทัศน์

นอกจากเกมประเภทที่ต้องเล่นเสมือนจริง แล้ว ซอฟต์แวร์เกมที่กำลังเป็นที่นิยมมากประเภทหนึ่ง ที่สามารถเล่นได้กับเครื่องเล่นเกมทุกแบบคือ การเล่นเกมที่เรียกว่า เล่นตามบทบาท หรือ Role-Playing Game : RPG ซึ่งถูกออกแบบมาโดยสมมติให้ผู้เล่นเป็นตัวละครในเกม อาจจะเป็นได้ทั้งเกมต่อสู้ การเดินทาง การผจญภัย การฝึกทักษะการบริหาร ฯลฯ แต่ส่วนใหญ่แล้วที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เห็นจะเป็นเกมประเภทการต่อสู้ที่จะสมมติให้ผู้เล่นเป็นนักรบ หรือผู้บัญชาการรบ

...


เกมแบบเสมือนจริงที่ผู้เล่นต้องต่ออุปกรณ์เข้ากับร่างกาย

การ ที่เกมประเภทการต่อสู้เป็นเกมที่มักจะได้รับความนิยมสูงนั้น ทำให้มีบางท่านเป็นห่วงว่า อาจจะทำให้ผู้เล่นกลายเป็นคนก้าวร้าว รุนแรง แต่หากเลือกเวลาเล่นได้อย่างเหมาะสม การเล่นเกมต่อสู้ด้วยการสมมติบทบาทตัวเอง ผสานเข้ากับการเล่นแบบเสมือนจริงนั้น จะให้ประโยชน์ในหลายด้าน เช่น เป็นการออกกำลังกาย เนื่องจากเป็นการเล่นแบบเสมือนจริง ที่ผู้เล่นจะต้องออกท่าออกทางจริงๆ และการได้ปลดปล่อยอารมณ์ออกมาผ่านการต่อสู้บ้าง ก็จะเป็นการผ่อนคลายความเครียดได้ระดับหนึ่ง

ปัญหาเด็กติดเกม หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ติดเกมนั้น ต้นตอของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเกม แต่อยู่ที่ตัวผู้เล่น ที่จะต้องประมาณตนให้เหมาะสม รู้จักแยกแยะชีวิตจริงออกจากเกม รู้จักควบคุมเกม และนำบทเรียนมาควบคุมชีวิต รู้ว่าตัวเองคือผู้เล่น ไม่ใช่ผู้ถูกควบคุม และรู้ว่าบทบาทสมมติในเกมนั้นสามารถพลาดพลั้ง และเริ่มต้นใหม่ได้ เช่นเดียวกับชีวิตมนุษย์นั่นเอง


เกมกดที่นินเทนโดผลิตออกมาในช่วงปี 1980

การ เล่นเกมที่ถูกต้อง จึงควรมองให้ออกว่า เกมก็คือเกม ที่เป็นเพียงซอฟต์แวร์ที่ให้ความบันเทิง และเมื่อจบเกมก็จะต้องกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ทิ้งตัวตนสมมติไว้เฉพาะในกล่องเกม ก่อนจะปลุกขึ้นมาใหม่ เมื่อมีเวลาว่างกลับมาเล่นใหม่ ไม่นำตัวตนในเกมออกไปเล่นกับชีวิตจริงที่แตกต่าง

แต่แม้จะคิดได้ อย่างนี้ บางทีก็อดนึกครึ้มขึ้นมาไม่ได้ หากลองจินตนาการในมุมกลับว่า ตัวละครในเกมเองก็อาจจะเบื่อที่ต้องติดอยู่แต่ในเกม จนนึกอยากจะ "แหกเกม" ออกมาอยู่ในโลกจริงกับเขาบ้าง เหมือนอย่างที่ภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องหนึ่งพยายามนำเสนอแนวคิดนี้ไว้ใน เรื่อง "Gamer คนเกมทะลุเกม" ที่ทำให้อดตื่นใจไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อวีรบุรุษนักรบในเกมอยากจะออกมา สู่ชีวิตจริงบนโลกมนุษย์

...

เพราะไม่มีใครรู้ว่าวันข้างหน้า คนจะเป็นผู้คุมเกม หรือเกมจะเป็นฝ่ายควบคุมชีวิตคน.

ทีมงาน ต่วย'ตูน