อยากสวยแบบไม่ต้องผ่าตัดศัลยกรรม คนเลยหันไปพึ่งวิธีฉีดกันมากขึ้น โดยเฉพาะที่นิยมในปัจจุบันนี้อย่างการฉีดฟิลเลอร์ ผลที่ได้ออกมาสร้างความพอใจได้ไม่น้อย แต่ถ้าเกิดพลาด ก็ยากที่จะแก้ไขได้เหมือนกัน
พล.ต.นพ.กฤษฎา ดวงอุไร นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับรายงานจากสมาชิกแพทย์ผิวหนังว่า มีผู้ที่ไปรับบริการฉีดสารเติมเต็ม หรือ ฟิลเลอร์ แล้วเกิดอาการแทรกซ้อนมาขอรับการรักษาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีทั้งอาการ แทรกซ้อนไม่ร้ายแรง เช่น เขียวช้ำ เป็นจ้ำเลือด บวม หน้าไม่เท่ากัน แพ้เป็นผื่นแดง เป็นก้อน จนถึงรุนแรงขั้น ผิวหนังตาย ตามองไม่เห็น หรือถึง ขั้นเสียชีวิต จึงอยากจะขอเตือนผู้ที่อยากมาฉีดสารเติมเต็ม โดยเฉพาะการฉีดเสริมดั้งจมูกหรือในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ขอให้พิจารณาศึกษาหาข้อมูล ทั้งสถานที่ ที่จะรับบริการสารที่แพทย์จะฉีดให้ และตัวแพทย์ที่ฉีดด้วย ถึงแม้ว่าผลข้างเคียงที่ร้ายแรงพบได้ไม่บ่อย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วมีอันตรายมาก ดังนั้นทางสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย แม้ว่าสารที่ฉีดได้มาตรฐานผ่านการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ใช้เครื่องมืออุปกรณ์การฉีดที่ได้มาตรฐาน แต่ผู้ที่ฉีดขาดความชำนาญ หรือแม้กระทั่งผู้ที่มีความชำนาญฉีดถูกต้องตามหลักวิชาทุกประการแต่รับบริการที่ลักษณะทางกายวิภาคผิดไปจากที่ควรเช่น อาจ ได้รับอุบัติเหตุมีพังผืดหรือเคยเสริมจมูกมาแล้วหรือเป็นความแปรผันของเส้นเลือดที่แต่ละคนไม่เหมือนกันก็เป็นสาเหตุของผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้
...
ด้าน นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า การใช้สารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์สำหรับรักษาปัญหาผิวพรรณนั้นใช้หลักการคือผิวหนังซึ่งจะมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญคือใยคอลลาเจน มีหน้าที่สำคัญโดยเป็นองค์ประกอบที่ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นแก่ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณมีรูปทรงเต่งตึง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเข้าสู่วัยชรา พบว่าใยคอลลาเจนจะค่อยๆ มีจำนวนลดน้อยลงมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผิวหนังจะมีลักษณะบางลงเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น เพื่อแก้ไขภาวะดังกล่าว จึงมีความพยายามหาทางแก้ไขโดยการฉีดสารจากภายนอกเข้าไปในผิวหนังเพื่อทดแทนใยคอลลาเจนที่สลายไปหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “Filler”
ทั้งนี้ประเภทของสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ (Filler) แบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ ได้แก่ 1. แบบชั่วคราว (Temporary Filler) มีอายุใช้งานประมาณ 4 - 6 เดือน แต่มีความปลอดภัยสูง สลายตัวได้เองตามธรรมชาติ 2. แบบกึ่งถาวร (Semi Permanent Filler) มีอายุใช้งานประมาณ 2 ปี มีความปลอดภัยปานกลาง และ 3.แบบถาวร (Permanent Filler) เช่น ซิลิโคน หรือ พาราฟิน หลังฉีดแล้วจะอยู่ในผิวตลอดไป ไม่สลายตามธรรมชาติ มักพบผลข้างเคียงระยะยาว
นพ.จินดา กล่าวต่อว่า ข้อชี้บ่งสำหรับการรักษาปัญหาผิวพรรณในปัจจุบันสารเติมเต็ม หรือฟิลเลอร์ (Filler) จะถูกนำมาใช้รักษาทางการแพทย์อย่างแพร่หลาย เราสามารถใช้ Filler กับการรักษาปัญหาผิวพรรณได้ โดยการแก้ไขปัญหาริ้วรอยของผิวอันเนื่องมาจากวัย เช่น ริ้วรอยบริเวณหน้าผาก หางตา และร่องแก้ม ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วย Filler โดยการฉีด Filler จะสามารถเติมเต็มใยคอลลาเจนที่หายไป ทำให้ริ้วรอยบริเวณดังกล่าวตื้นขึ้น สภาพผิวดูดีขึ้น การแก้ไขปัญหาแผลเป็นชนิดผิวบุ๋ม เช่น การเกิดแผลบุ๋มจากสิวอักเสบ เป็นต้น กรณีดังกล่าวนี้สามารถใช้ Filler เติมเต็มทำให้แผลบุ๋มดีขึ้น อย่างไรก็ตามต้องเลือกชนิดแผลผิวบุ๋มที่เหมาะสมต่อการรักษา
โดยแผลนั้นต้องไม่มีพังผืดในบริเวณใต้แผลบุ๋ม มิฉะนั้นผลการรักษาจะไม่ดีเท่าที่ควร และ การใช้ Filler ฉีดเพื่อเสริมเนื้อเยื่อผิวหนังให้มีลักษณะนูนเต็มขึ้นกว่าเดิม (Augmentation) เช่น เสริมจมูก เสริมคาง ริมฝีปาก หรือฉีดเพื่อทำให้รูปทรงของหน้าดูอวบอิ่มกว่าเดิม แต่ทั้งนี้ปัญหาแทรกซ้อนภายหลังการฉีดสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ (Filler) เกิดขึ้นได้ จะเห็นได้ว่าเราสามารถใช้ Filler ฉีดเพื่อเติมเต็มให้แก่เนื้อเยื่อได้หลาย ๆ ส่วน อย่างไรก็ตามผู้ที่ทำการรักษาต้องเลือกชนิด และขนาดโมเลกุลของ Filler ให้เหมาะสมกับผิวหนังในแต่ละตำแหน่ง และควรใช้ Filler ที่มีคุณภาพมีความปลอดภัยสูงเพราะต้องฉีดเข้าไปในร่างกายของเรา และผลิตภัณฑ์ควรได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของประเทศไทยหรือสหรัฐอเมริกา
มิฉะนั้นอาจเกิดผลข้างเคียงหรือาการแทรกซ้อนได้ เช่น 1. การเกิดผื่นแดงบริเวณที่ฉีด Filler เกิดจุดแดงหรือจ้ำเลือดอันเนื่องมาจากรอยเข็มที่ฉีด ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปได้เอง 2.เกิดรอยนูนมากเกินไปแก่ผิวหนังบริเวณที่ทำการรักษาเนื่องจากเลือกใช้ Filler ที่มีขนาดโมเลกุลไม่เหมาะสม หรือฉีดตื้นเกินไป เช่น ถ้าต้องการแก้ไขริ้วรอยตื้นๆ ที่อยู่บริเวณหางตา ควรเลือกใช้ Filler ที่มีขนาดโมเลกุลเล็กๆ เพื่อมิให้เกิดรอยนูนบนผิว 3.เกิดปัญหาการเคลื่อนย้าย (migration) เช่น ฉีดดั้งจมูกแล้ว Filler เคลื่อนไหลไปที่ปลายจมูก
...
ดังนั้นถ้าต้องการฉีด Filler เพื่อเสริมคางหรือจมูกต้องเลือก Filler ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่เพื่อให้ Fillerชนิดนั้นมีความหนืดเพิ่มมากขึ้น ช่วยลดปัญหาการเคลื่อนย้ายจากบริเวณที่ฉีดและทำให้มีอายุใช้งานได้ยาวนาน ขึ้นอีกด้วย 4.อาการแพ้สาร Filler ที่ให้ลักษณะเป็นก้อนนูนแดงอักเสบ อาการแพ้ชนิดนี้บางครั้งอาจพบได้ภายหลังการฉีด Filler ผ่านพ้นไปแล้วเป็นเวลาหลายๆ เดือนหรือเป็นปีๆ ทั้งนี้ขึ้นกับอายุใช้งานของ Filler ชนิดนั้นๆ และปัญหาที่ร้ายแรงที่สุด คือ 5. การที่ฉีด Filler ผิดตำแหน่งโดยฉีดเข้าไปในหลอดเลือด อาจทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดได้ โดยพบผู้ที่ไปฉีด Filler แล้วเกิดตาบอด เนื่องมาจาก Filler ที่ฉีดเกิดไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา มีผลทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ โดยที่ขณะนี้พบในประเทศไทยและต่างประเทศแล้ว นอกจากนี้เมื่อเข้าเส้นเลือดอาจทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นขาดเลือดไปเลี้ยง เป็นแผลเนื้อตายอีกด้วย
โดยสรุปการใช้ Filler เพื่อรักษาปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่น หรือเพื่อใช้เสริมสัดส่วนผิวหนังในบริเวณต่างๆ ให้ผลการรักษาที่ดี สามารถเห็นผลการรักษาได้ในทันที ผู้ที่มารับบริการค่อนข้างได้รับความสะดวก เนื่องจากเป็นการรักษาที่ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดที่มากจนเกินไป ไม่เกิดบาดแผล ง่ายต่อการดูแล ไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้นร่างกาย ด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้การรักษาปัญหาผิวพรรณด้วย Filler เป็นที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตามควรใช้ตามข้อบ่งชี้ และเลือกใช้ชนิดของ Filler ให้ถูกต้องเหมาะสม เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์
ด้าน ผศ.นพ.ถนอม บรรณประเสริฐ หัวหน้าหน่วยศัลยศาสตร์ตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้าภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หลังจากการฉีดเสริมจมูกด้วยฟิลเลอร์เป็นที่นิยมเพราะคนส่วนใหญ่เห็นว่าทำง่ายเหมือนฉีดยา ไม่บอบช้ำเหมือนการผ่าตัด ใช้เวลาไม่กี่นาที สามารถกลับไปทำงานได้ทันที ทำให้มีการฉีดเสริมจมูกกันอย่างแพร่หลายจึงพบว่า มีผู้ป่วยตาบอดจากการฉีดเสริมจมูกมากกว่าการฉีดที่บริเวณอื่นชัดเจน แสดงให้เห็นว่าบริเวณจมูกเป็นบริเวณที่เสี่ยงอันตราย เนื่องจาก มีแขนงหลอดเลือดจำนวนมาก ที่บริเวณจมูกที่เชื่อมต่อกับระบบหลอดเลือดของประสาทตาและสมองโดยตรง จึงขอให้หลีกเลี่ยงการเสริมจมูกด้วยวิธีนี้ เนื่องจากไม่คุ้มค่าความเสี่ยงตาบอดเพื่อแลกกับการทำให้จมูกโด่งเพียง ชั่วคราวแม้แต่ฟิลเลอร์ที่ อย.รับรองก็อาจเกิดตาบอดได้เช่นกัน เพราะอาการตาบอดไม่ได้เกิดจากคุณภาพของสารที่ฉีดแต่ เกิดจากกระบวนการฉีดที่มีการรั่วไหลของฟิลเลอร์เข้าไปอุดตันหลอดเลือดที่ไป เลี้ยงประสาทตาทำให้ตาบอดถาวรตลอดชีวิต
ขณะนี้มีฟิลเลอร์ที่ห้ามฉีดและประชาชนหลงไปฉีดจำนวนมากฟิลเลอร์ชนิดที่ประชาชนจำนวนมากหลงเชื่อและนิยมไปฉีดในปัจจุบันคือสาร polyacrylamide ซึ่งมีชื่อการค้าอื่นหลายชื่อสารนี้ไม่สลายตัว แต่มักถูกโฆษณาหลอกลวงว่าสลายตัวช้าอยู่ได้หลายปี ประชาชนส่วนใหญ่มักหลงเชื่อนิยมไปฉีดสะโพกหรือฉีดเสริมหน้าอก โดยสามารถฉีดเป็นจำนวนมาก หลายร้อยซีซีหรือเป็นกิโลกรัม ในราคาที่ไม่แพง หากเกิดภาวะแทรกซ้อนไม่สามารถแก้ไขได้เลย เช่น หากสารรั่วไหลเข้าเส้นเลือดไปอุดปอดหรือสมองก็อาจโคม่าหรือเสียชีวิต
นอกจากนี้ยังมีผู้รายงานว่าพบมะเร็งเต้านมชนิดร้ายแรงในผู้ป่วยที่ฉีดเต้านมทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็วฟิลเลอร์ชนิดนี้ไม่ได้รับการรับรองจาก อย. แต่มีการลักลอบนำมาใช้ฉีดกันอย่างแพร่หลายทั้งผู้ที่เป็นแพทย์จริงและแพทย์เถื่อน ประชาชนควรระมัดระวังและห้ามไปเชื่อหลงฉีดเด็ดขาด ก่อนฉีดต้องตรวจสอบกับแพทย์ที่ฉีดให้ชัดเจนถ้าสงสัยให้ปฏิเสธหรือเลื่อนไปก่อนแล้วไป ถามความเห็นแพทย์ที่อื่นเพื่อความมั่นใจ มีบางรายไปฉีดสารมาแต่ตนเองไม่รู้ ว่าฉีดสารอะไรและมาพบอันตรายแทรกซ้อนในภายหลังทำให้ต้องทรมานไปตลอดชีวิต
...