ที่ส่งตรงมาจากคณะโอเปร่าดังระดับโลก ซึ่งนอกจากผู้ชมจะได้เต็มอิ่มไปกับศาสตร์การแสดงแบบเหนือชั้น น่าทึ่งแล้ว ยังจะได้ตระการตาไปกับเครื่องแต่งงกาย ฉาก แสง สี อีกด้วย...
การแสดงโอเปร่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีประวัติยาวนานน่าทึ่ง อีกทั้งยังเป็นศาสตร์และศิลป์ชั้นสูง ซึ่งรวมศิลปะหลากหลายแขนงไว้ในการแสดงชุดเดียว ตั้งแต่เรื่องของการประพันธ์ ดนตรี การแสดง การขับร้อง ไปจนถึงการออกแบบเครื่องแต่งกาย ฉาก แสง สี
สำหรับแฟนๆในบ้านเราแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะได้ชมการแสดงโอเปร่าดีๆจากคณะดังระดับโลก แต่ในงาน มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานา ชาติ กรุงเทพฯ ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 7 ก.ย.นี้ ถึง 17 ต.ค.2552 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย มีให้ชมกันอย่างจุใจถึง 4 เรื่อง 4 รส เพื่อให้ดื่มด่ำกับ พลังเสียงของนักร้องชื่อดัง ฝีมือการแสดงของคณะเยกาเตรินเบิร์ก โอเปร่า เธียเตอร์ คณะโอเปร่าดังที่สุดของรัสเซีย
เปิดการแสดงโอเปร่าชุดแรก วันที่ 7 ก.ย.นี้ ด้วยผลงานการประพันธ์ของ "จูเซปเป แวร์ดิ" ที่ครองใจผู้ชมมายาวนานที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก กับการแสดงชุด "ลา ทราเวียตา" เป็นเรื่องรักโรแมนติก แต่น่าสะเทือนใจ ที่สะท้อนถึงสภาพสังคมของปารีสในยุคศตวรรษที่ 18 ซึ่งเต็มไปด้วยความแตกต่างทางชนชั้น ถ่ายทอดความรักระหว่างกวีหนุ่มจากครอบครัวมั่งคั่ง กับสาวงามผู้ยอมเสียสละเพื่อชายหนุ่มที่รัก แต่สุดท้าย รักอันบริสุทธิ์ก็ชนะทุกสิ่งทุกอย่าง
โอเปร่าเรื่องที่สองพร้อมเปิดแสดงในวันพุธที่ 9 ก.ย.2552 กับการแสดงชุด "ทอสกา" เป็นเรื่องอมตะของ "จิอาโคโม ปุชชินี" ที่ได้รับความชื่นชอบจากผู้ชมไม่เสื่อมคลาย เป็นบทประพันธ์ที่ผิดธรรมเนียมจากเรื่องอื่นๆของปุชชินี ที่มักให้นางเอกตายตอนจบเพียงคนเดียว แต่สำหรับเรื่องนี้ ตัวละครแทบทุกตัวต้องพบกับจุดอวสานของตัวเองในท้ายเรื่อง เขาใช้กรุงโรมช่วงเปลี่ยนจากศตวรรษที่ 18 สู่ศตวรรษที่ 19 เป็นฉากในการดำเนินเรื่องราวความรักของจิตรกรหนุ่มกับนักร้องสาวสวย ที่จบลงด้วยโศกนาฏกรรม เมื่อเกี่ยวพันกับการเมือง
ต่อกัน ด้วยโอเปร่าเรื่องดังที่รู้จักกันดี และเป็นบทประพันธ์เรื่องเยี่ยมที่สุดในชีวิตของ "จิอาโคโม ปุชชินี" นั่นคือ "มาดามบัตเตอร์ฟลาย" จัดแสดงวันที่ 11 ก.ย.นี้ เป็นโศกนาฏกรรมความรักต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม โดยใช้เมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นฉากดำเนินเรื่องราว ความรักอันบริสุทธิ์ของ "โจโจ้ซัง" หรือบัตเตอร์ฟลาย เกอิชาสาวน้อยวัย 15 ที่มีต่อนายทหารเรือชาวอเมริกัน เธอมีชีวิตที่โดดเดี่ยว ไร้ความมั่นคง ถูกทั้งสามีและญาติๆทอดทิ้ง กระนั้นยังคงเชิดหน้าอย่างทระนง
โอเปร่าเรื่องสุดท้ายในวันที่ 18 ก.ย.2552 เป็นโอเปร่าผสมบัลเลต์ สมัยใหม่เรื่อง "ลา ฟอร์ซา เดล เดสติโน" ซึ่ง "ราดู โปคลิตารู" นักออกแบบท่าเต้นชื่อดังระดับโลก ได้นำผลงานบทประพันธ์ อุปรากรคลาสสิก ชื่อเรื่องเดียวกันของ "จูเซปเป แวร์ดิ" มาตีความใหม่ตามมุมมองของคนในยุคปัจจุบัน ผสมผสานรูปแบบการแสดงโอเปร่าและบัลเลต์เข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นประสบการณ์ใหม่ที่น่าสนใจ
ถึงแม้โอเปร่าทุกชุดจะแสดงเป็นภาษาอิตาเลียนโบราณ แต่ไม่ต้องกลัวนะคะ เพราะมีบทแปลทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษประกอบ สำรองที่นั่งได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โทร. 0-2262-3456.
...