นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงสานต่อธุรกิจครอบครัวในฐานะเจเนเรชั่นที่3 โดยหนุ่มหม่ำยืนยันสู้ไม่ถอย ย้ำว่าจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด...

หม่ำ-บดีพล จูตระกูล เป็นคนรุ่นใหม่อีกคนหนึ่งที่มีพลังในการทำงานอย่างเหลือเฟือและเป็นที่ชื่นชมของผู้ใหญ่รวมถึงบรรดาเพื่อนฝูง ในความเป็นเด็กหนุ่มนิสัยดี มนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศ แม้จะเกิดมาในตระกูลดังและร่ำรวย แต่ "หม่ำ" ก็ไม่เคยอยู่นิ่งเฉยบนกองเงินกองทอง เมื่อกลุ่มบริษัทยิบอินซอย ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวผุดธุรกิจใหม่นำเข้าเฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอ็น ภาระหนักอึ้งในการบริหารธุรกิจไลน์ใหม่จึงตกอยู่ที่หนุ่มไฟแรงนิสัยดีคนนี้

หม่ำ เป็นทายาทคนเล็กของ ชัชศันสนีย์ จูตระกูล นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของเมืองไทย ซึ่งเป็นตระกูลที่มีความผูกพันเหนียวแน่นกับตระกูล "ยิบ-อินซอย" และตระกูล "ลายเลิศ" โดยมีย่าใหญ่ "มีเซียม ยิบอินซอย" ศิลปินงานปั้นที่มีชื่อเสียง ซึ่งได้ล่วงลับไปแล้ว เป็นญาติผู้ใหญ่ของทั้ง 3 ตระกูล และกลุ่มบริษัทยิบอินซอยก็เป็นธุรกิจของทั้งสามตระกูลด้วยเช่นกัน

"เราเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 3 ที่เริ่มเข้ามาทำงานในกลุ่มบริษัทยิบอินซอย ส่วนใหญ่กลุ่มยิบอินซอยจะทำด้านเกษตรกรรม ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง สีทาบ้านและไอที ส่วนธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เป็นธุรกิจใหม่ล่าสุด โดยนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ไฮเอ็นแบรนด์ B & B ITALIA" หม่ำ  สาธยายให้ฟังถึงธุรกิจของกลุ่มยิบอินซอย

เหตุที่เข้ามารับหน้าที่ดูแลธุรกิจไลน์ใหม่ของตระกูล  หม่ำ  บอกว่า  อาจเป็นเพราะตัวเองร่ำเรียนมาทางด้านอาร์คีเทคจาก Washington University และโทด้านเดียวกันจาก Domus Academy ประเทศอิตาลี รวมถึงโทอีก 1 ใบด้านดีไซน์แมเนจเม้นท์จาก Parsons  School of Design สหรัฐอเมริกา ซึ่งดูแล้วความรู้ความสามารถตรงกับธุรกิจไลน์นี้ที่สุด ในขณะที่ลูกพี่ ลูกน้องคนอื่นๆก็แยกกันดูแลธุรกิจของตระกูลไปตามความถนัด

"ตอนเรียนจบมาใหม่ๆ ผมทำงานด้านอาร์คีเทคกับบริษัทอื่นก่อน เรียนรู้ประสบการณ์อยู่ประมาณ 3-4 ปี ถึงกลับมาเริ่มธุรกิจของที่บ้าน ประจวบเหมาะกับที่ทางบ้านกำลังจะเริ่มธุรกิจนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ เลยมาคุยกันและให้ผมเข้ามาดูตรงนี้ เพราะผมรู้จักแบรนด์นี้อยู่แล้ว และก็มีแบล็กกราวน์ด้านดีไซน์แมเนจเม้นท์ น่าจะง่ายกับการเข้ามาจับงานนี้"  หม่ำ  บอกเหตุผลที่มาจับงานบริหารเฟอร์นิเจอร์

หลังเข้ามาจับธุรกิจอิมพอร์ตเฟอร์นิเจอร์ได้พักใหญ่ และอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกสะเก็ด  แต่  หม่ำ  ก็มีกำลังใจไม่น้อยกับการเริ่มธุรกิจไลน์ใหม่ เพราะตลาดเฟอร์นิเจอร์ไฮเอ็นยังไปได้สวย มีลูกค้าที่นิยมของดีมีคุณภาพ และมีกำลังทรัพย์พอที่จะซัพพอร์ตตรงนี้อีกมาก "ผมคิดว่าภายใน 5 ปี เราน่าจะมีผลกำไรและอยู่ได้ เมื่อธุรกิจนี้อยู่ได้แล้ว ผมก็จะไปลุยงานอื่นในกลุ่มธุรกิจของเรา แต่ก็ต้องดูว่าจะมีอะไรใหม่ๆเข้ามาอีกหรือไม่"

และในฐานะคนทำธุรกิจนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ    หม่ำ บอกว่า ถ้าเปลี่ยนอะไรในเมืองไทยได้ ตนอยากเปลี่ยนเรื่องระบบภาษีที่สุด เพราะทุกวันนี้ ภาษีคือสิ่งที่ทำให้สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ มาจำหน่ายในเมืองไทยนั้นราคาสูง ผู้ซื้อจึงต้องจ่ายเงินมากขึ้น  ถ้าภาษีถูกลง  ผู้ซื้อก็จะได้สินค้าในราคาที่ถูกลงตามไปด้วยแต่ไม่ว่าอนาคตทางธุรกิจจะเป็นอย่างไร หม่ำ บอกอย่างมุ่งมั่นว่า "ผมจะพยายามทำทุกวันให้ดีที่สุดครับ".

...