ถ้าพูดถึง “จระเข้” ทุกคนมักจะนึกถึงภาพความน่ากลัวสยดสยองและโหดร้ายทารุณ โดยเฉพาะ “จระเข้ไทย” ขึ้นชื่อว่าดุร้ายที่สุด และสร้างตำนานหฤโหดมาแล้วนับไม่ถ้วน  ยิ่งในยุคที่เมืองไทยใช้เส้นทางน้ำเป็นทางสัญจรหลัก “จระเข้” ในความทรงจำของคนไทย ก็ไม่ต่างจากเพชฌฆาตร้ายแห่งสายน้ำอันน่าสะพรึงกลัว!!

ภาพความโหดร้ายของ “จระเข้ไทย” ดูเหมือนจะถูกปรุงแต่งเกินความจริงไปเยอะ  เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากราชาจระเข้ไทยตัวจริงเสียงจริง “กำธร เต็มศิริพงศ์” ทายาทศรีราชาฟาร์ม กรุ๊ป วัย 41 ปี ซึ่งเติบโตและคลุกคลีกับจระเข้ไทยมาทั้งชีวิต ก่อนจะผันตัวมาเป็นเจ้าของฟาร์มเพาะพันธุ์จระเข้เพื่อการค้ายักษ์ใหญ่อันดับต้นๆของโลก ภายใต้อาณาจักรธุรกิจ ศรีราชาโมด้า สร้างรายได้เข้าประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท

เท่าที่คลุกคลีมาตั้งแต่เด็ก ธรรมชาติของ “จระเข้ไทย” ดุร้ายอย่างที่ ร่ำลือไหม

จระเข้พันธุ์ไทยไม่ดุเลย ออกจะกลัวคนด้วยซ้ำ พบในประเทศไทยเพียง 3 ชนิด คือ จระเข้น้ำจืด, จระเข้น้ำเค็ม และตะโขง  ส่วนจระเข้ที่ดุร้ายและกินคนอย่างในสารคดี คือ จระเข้พันธุ์แอฟริกา

การเพาะเลี้ยงจระเข้เพื่อการค้า มีความยุ่งยากสลับซับซ้อนมากไหม

ผมบอกตรงๆว่า จระเข้กินน้อยกว่าไก่ เลี้ยงง่ายกว่าควาย เพราะวันๆเอาแต่กินกับนอน และกินอาหารแค่อาทิตย์ละครั้ง เป็นพวกปลาสดกับเนื้อไก่ คือเลี้ยงง่ายมาก!! วันหนึ่งดูแลจระเข้ร้อยตัวใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง สำหรับคนที่มีพื้นที่เหลือ อาหารเหลือ แรง งานเหลือ สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้สบายๆ โดยศรีราชาโมด้าเป็นเจ้าแรกในเมืองไทยที่นำเทคนิคการเพาะเลี้ยงจระเข้แบบบ่อเดี่ยวมาใช้  สิ่งที่เกษตรกรจะต้องลงทุนก็คือ การสร้างบ่อเหนือพื้นดิน ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 1.80 เมตร สูง 1.20 เมตร และลงทุน ทำระบบระบายน้ำตามมาตรฐาน ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่ 1 ไร่ สามารถเลี้ยงจระเข้ได้ 400 ตัว ถ้าลงทุน 1 ล้านบาท จะเลี้ยงได้ 100 ตัว โดยทยอยเลี้ยงปีละ 50 ตัว จนโตได้ที่อายุ 3-4 ปี ก็ขายได้แล้ว ราคาดีที่สุดตัวละหมื่นกว่าบาท ซึ่งทางศรีราชาโมด้าจะรับซื้อทั้งหมด

ปัจจุบัน “ศรีราชาโมด้า” มีฟาร์มเพาะเลี้ยงจระเข้ในสังกัดมากน้อยแค่ไหน


เรามีสัญญาผูกพันกับเกษตรกรเพาะเลี้ยงจระเข้ 250 ฟาร์มทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคใต้ ในแต่ละปีสามารถผลิตจระเข้ออกสู่ตลาดไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นตัว ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว “ศรีราชาโมด้า” เป็นเพียง 1 ใน 2 รายของโลก ที่เลี้ยงจระเข้แบบบ่อเดี่ยว อีกเจ้าหนึ่งอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งรับผลิตหนังจระเข้ส่งแบรนด์เนมชั้นนำทั่วฝรั่งเศส รวมถึงแอร์เมส

ทั้งๆที่ถูกแอนตี้เยอะ ทำไมกล้านำเทคนิคเพาะเลี้ยงจระเข้บ่อเดี่ยวมาใช้ในเมืองไทย


สมัยแรกๆที่คิดทำ มีแต่คนสบประมาทว่าคงเจ๊งแน่ๆ เพราะไม่เคยมีใครทำมาก่อนในเมืองไทย แต่พอเราลงทุนศึกษาจริงจัง เพราะต้องการพัฒนาการเลี้ยงจระเข้เพื่อป้อนตลาดโลก ปรากฏว่าได้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด โดยเมื่อปี 2545 เราเริ่มนำเทคนิควิธีการเพาะเลี้ยงจระเข้แบบบ่อเดี่ยวมาใช้  ผมต้องลงพื้นที่คุยกับเกษตรกรทีละคน พอฟาร์มหนึ่งทำได้สำเร็จ และขายได้ราคาดีขึ้น เพราะคุณภาพหนังสวยได้คุณภาพ ไม่มีบาดแผล หรือร่องรอยจากการกัดกันของจระเข้ พวกเขาก็บอกกันปากต่อปาก และชวนกันมาเพาะเลี้ยงจระเข้ให้ศรีราชาโมด้า ความจริงใจเป็นเรื่องสำคัญที่สุด  เราให้โควตากับสมาชิกเก่าเท่านั้น  ถ้าเพิ่มจำนวนคนเลี้ยง ก็อาจกลายเป็นแชร์ลูกโซ่ แบบพ่อค้าตะพาบน้ำไต้หวัน ที่ขายลูกพันธุ์ไปเรื่อยๆ ถึงเวลารับซื้อคืนก็หายตัวเข้ากลีบเมฆ ทุกปีราคาหนังขึ้นตลอด พวกเขาลงทุนเท่าเดิม แต่กำไรเพิ่มทุกปี ขณะเดียวกัน เราก็ได้หนังดีมีคุณภาพ เพราะเกษตรกรเลี้ยงอย่างประคบประหงม  บางฟาร์มตั้งชื่อให้จระเข้ด้วยซ้ำ คือรักมาก ดูแลให้อย่างดี ทำให้ความสามารถในการแข่งขันกับตลาดโลกของเราดีขึ้นเยอะ

จระเข้ตัวหนึ่งสามารถทำรายได้มากมายขนาดไหน ถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจไหมคะ


ขายได้หมดทุกส่วนตั้งแต่หัวจดหาง เฉพาะ “เนื้อจระเข้” ปีหนึ่งส่งออก 100 ตัน ทำรายได้ 50 ล้านบาท โดยตลาดใหญ่สุดอยู่ที่ประเทศจีน ชาวจีนนิยมทานเนื้อจระเข้มาก เพราะเชื่อกันว่ามีสรรพคุณเป็นยาโด๊ป ช่วยรักษาโรคได้สารพัด  ถ้านำเนื้อตากแห้งไปต้มยาจีน ช่วยรักษาโรคหอบหืด และป้องกันโรคซาร์ส  คนฮ่องกงก็นิยมทานเนื้อจระเข้บำรุงร่างกายในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล  ส่วนลิ้น, แก้ม และปลายหางจระเข้ จะส่งไปขายที่ญี่ปุ่น  แม้แต่ “เลือดจระเข้” ก็แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้ เพราะอุดมด้วยธาตุเหล็ก โปรตีน และกรดอมิโน “ไขมันจระเข้” ก็นำมาสกัดทำขี้ผึ้งจระเข้ แก้พิษต่างๆได้ดี  ตอนนี้น้องชายผม (ยศพงษ์ เต็มศิริพงศ์) ซึ่งเป็นด็อกเตอร์จระเข้คนแรกและคนเดียวของเมืองไทย กำลังศึกษาวิจัยเรื่องการสกัดกรดไขมันโอเมก้า 6 จากไขมันจระเข้ แต่ต้องลงทุนสูงมาก เครื่องจักรราคาเป็นพันล้าน และต้องใช้ไขมันจระเข้ถึง 200 กิโลกรัม เพื่อแลกกับกรดไขมันโอเมก้า 6 ปริมาณแค่ 5 กรัม ตรงนี้อาจต้องพัฒนาร่วมกับกลุ่มศรีราชาโมด้า เจแปน ซึ่งเป็นกลุ่มทุนใหญ่ที่มีนวัตกรรมด้านนี้อยู่แล้ว

ถามจริงๆนะคะ ส่วนไหนของจระเข้ขายได้กำไรที่สุด


“หนังจระเข้” ทำรายได้เข้าประเทศปีละร้อยกว่าล้านบาท เดือนหนึ่งชำแหละจระเข้ประมาณ 1,000 ตัว แล้วฟอกหนังเอง เพื่อส่งออกไปขายในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดสำคัญที่สุดของวัตถุดิบเครื่องหนังโลก นอกจากนี้ ก็มีตลาดใหญ่อยู่ที่ญี่ปุ่น โดยเน้นส่งออกหนังจระเข้คุณภาพพรีเมี่ยมเป็นหลัก เมื่อปีที่แล้ว เราเพิ่งจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท Moda Sriracha Japan ขึ้นในประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าเครื่องหนังแบบคัสตอมเมด จับกลุ่มตลาดไฮเอนด์สุดๆ ภายใต้แบรนด์ KARISSA ซึ่งพัฒนาขึ้นมาเมื่อ 5 ปีก่อน โดยร่วมมือกับนักออกแบบอิตาเลียน เพื่อบุกเบิกตลาดสินค้าเครื่องหนังและแอคเซสเซอรี่ระดับสูงทั่วโลก

“หนังจระเข้” สายพันธุ์ไทย มีเอกลักษณ์โดดเด่นต่างจากพันธุ์อื่นๆอย่างไร


ในขณะที่จระเข้พันธุ์ออสเตรเลียเป็นพันธุ์ที่มีหนังสวยที่สุดในโลก เพราะตรงท้องไม่มีแคลเซียม ทำให้ฟอกหนังได้นุ่มที่สุด จึงเป็นที่ต้องการของแบรนด์เนมทั่วโลก จระเข้พันธุ์ไทยก็มีดีที่การเรียงตัวของเกร็ดหนังที่สวยที่สุด มีองค์ประกอบของลายเหลี่ยมและลายกลมที่ได้สัดส่วนลงตัว เวลาตัดกระเป๋าใบหนึ่งจึงออกมาสวยเป๊ะ

เครื่องหนังจระเข้ของไทยมีสิทธิ์ขึ้นหิ้งเทียบชั้นแบรนด์เนมโลกได้ไหม


การสร้างแบรนด์ให้มีเอกลักษณ์เป็นสิ่งที่เราพยายามทำกันอยู่ โดยผมเพิ่งจับมือกับดีไซเนอร์ดังของไทย “บอย-วรรณศิริ คงมั่น” เจ้าของกระเป๋าแบรนด์ Boyy Bag ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลก ช่วยกันปรับโฉมการดีไซน์ของแบรนด์ KARISSA ใหม่ ให้ดูหรูหราน่าใช้ในสไตล์แคชวล ลักชัวรี่ เพื่อตีตลาดระดับสูง โจทย์ของผมก็คือ เรามีหนังจระเข้คุณภาพดีที่สุดในโลกอยู่แล้ว  ราคาก็ถูกกว่าชาวบ้าน แต่ดีไซน์ยังไงให้ถูกใจตลาด และสู้กับพวกแบรนด์เนม ซึ่งตั้งราคาไว้สูงลิ่วได้  เรื่องสูตรการฟอกหนังของเราก็มาจากอิตาลี ผมมีคุณพ่อในวงการเป็นนักฟอกหนังมือหนึ่งของอิตาลี และยังได้หุ้นส่วนเป็นอดีตช่างเย็บกระเป๋าของแอร์เมส ซึ่งมาช่วยสอนเทคนิคการเย็บมือแบบฝรั่งเศสแท้ๆ

สู้มาถึงขนาดนี้แล้ว อยากฝากอะไรถึงรัฐบาลไหมคะ


ผมพูดในฐานะคนไทยทั้งประเทศ  ตอนนี้หนังจระเข้ของเราไปได้ทั่วโลก ยกเว้นอเมริกา เพราะเข้าข่ายสัตว์ที่ไม่มีอยู่ในธรรมชาติ แต่มีในฟาร์ม ซึ่งอเมริกาห้ามนำเข้า เรื่องนี้สมาคมผู้เพาะเลี้ยงจระเข้ร้องขอให้รัฐบาลช่วยเจรจามาตลอด ผมยืนยันว่า จระเข้ไทยไม่มีวันสูญพันธุ์หรอก ถ้าเราเปิดช่องทางตลาดในอเมริกาได้ รับรองว่า หนังจระเข้ไทยจะขายได้ราคาดีขึ้น ทุกวันนี้ ยุโรปกดราคาเรา เพราะอ้างว่าเข้าอเมริกาไม่ได้ อีกปัญหาหนึ่งก็คือ สมัยก่อนคนที่ทำโรงฟอกหนังจะไม่ค่อยลงมาทำฟาร์มเอง แต่จะรอรับซื้อมากกว่า เพราะการทำฟาร์มยุ่งยาก แต่ตอนนี้ ฟาร์มเพาะเลี้ยงจระเข้ในเมืองไทยถูกต่างชาติกวาดซื้อไปแล้วครึ่งประเทศ ถ้าเราไม่ช่วยกันพัฒนาวงการ แปรรูปสินค้า และสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง เราคงโดนกวาดทรัพยากรดีๆไปหมดแน่ เมื่อเร็วๆนี้ ค่าย LVMH ของหลุยส์ วิตตอง เพิ่งเข้าซื้อโรงฟอกหนังที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียในสิงคโปร์ ด้วยราคาแค่สี่พันล้านบาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าถูกมาก ขณะที่ค่ายกุชชี่ก็เข้ามาซื้อฟาร์มงูเหลือมในเมืองไทย และนี่คือแนวทางของกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ยุคนี้ที่จะกินรวบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ  เราในฐานะคนตัวเล็กๆต้องคอยตั้งรับให้ดี และพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง.

...


ทีมข่าวหน้าสตรี