“คนไทยถ้าตั้งใจทำอะไร ก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก” หนึ่งในประโยคเด็ดๆที่ใช้เพื่่อสร้างกำลังใจให้คนไทยมีแรงผลักดันในการสร้างสรรค์ผลงานและไอเดียใหม่สู่สายตาสังคมโลก เหมือนกับสาวน้อยผิวเข้ม ตาคมที่ “ไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปร่วมพูดคุยวันนี้ เธอบอกว่าเธอไม่ใช่คนดัง และไม่อยากให้ใครมาเรียกหรือมองเธอเป็นไฮโซด้วยซ้ำ แม้ว่าเธอจะปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณพ่อคุณแม่ของเธอเป็นคนดังก็ตาม สาวน้อยวัย 18 ปี คนนี้ คือ นิล-ชื่นชนก ศิริวัฒน์ หนึ่งใน 4 สาวของครอบครัว “ศิริวัฒน์”

ปัจจุบัน “น้องนิล” ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะสังคมศาสตร์ เอก South East Asian Studies วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยสาเหตุที่เลือกเรียนสาขานี้ น้องนิลบอกว่า “เป็นเพราะเห็นว่าเป็นสาขาที่กว้าง ครอบคลุมทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ ประกอบกับชอบการเมืองอยู่แล้ว ดังนั้นการเรียนด้านนี้จึงน่าจะทำให้เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายวิชาชีพ ซึ่งพอเรียนไปเรียนมาก็รู้สึกว่าน่าสนใจ โดยเฉพาะในสาขานี้ มันทำให้เรารู้ว่ามีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับภูมิภาคเราเอง การที่เราเป็นคนอาเซียนแล้วเราได้รู้อะไรหลายๆอย่าง มันก็มีประโยชน์นะ บางคนบอกว่าเรียนทำไม เพราะเป็นอะไรที่แคบมาก เรียนเฉพาะเจาะจงเกินไป สู้ไปเรียน international studies ดีกว่า แต่นิลคิดว่าในความเจาะจงมันมีความหลากหลายอยู่เยอะมากเลย อย่างประเทศอินโดนีเซียประเทศเดียวเนี่ย มันมี 1,500 กว่าภาษา ไทยเองก็มีหลายภาษา หลายอย่างที่เป็นอาเซียนก็ยังรอให้เราไปเรียนรู้”

และด้วยบทบาทการเป็นพิธีกรภาคภาษาอังกฤษในรายการกีฬา ทางช่อง T sport และ อินเตอร์เนตทีวีของสำนักข่าวแห่งชาติภายใต้การดูแลของกรมประชาสัมพันธ์ (NBT) ทำให้น้องนิลบอกว่าเป็นอีกหนึ่งความโชคดีที่ทำให้มีโอกาสศึกษาด้านนิเทศศาสตร์นอกหลักสูตรไปในตัวด้วย แต่สำหรับความใฝ่ฝันของสาวน้อยคนนี้นั้นกลับไม่ใช่พิธีกรอาชีพ หรือ ผู้ประกาศข่าวแถวหน้าอย่างที่คิด แต่ความฝันสูงสุดของเธอ กลับเป็นการเป็นอาจาย์สอนในระดับมหาวิทยาลัย

“เรียกว่าเป็นความฝันตั้งแต่เด็กก็ว่าได้ เพราะเราเติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อเป็นสส.อุตรดิตถ์ 5 สมัย รัฐมนตรีอีก 4 สมัย คุณแม่ก็เป็นสว.อุตรดิตถ์ ทำให้เราได้สัมผัสกับวิธีการคิด การเข้าหาประชาชน การรับฟังความคิดเห็น รวมถึงความรู้สึกในการช่วยเหลือคนอื่น ทำให้เราคิดว่าไม่ว่ายังไง พอโตขึ้นเราอยากทำอะไรเพื่อเป็นการตอบแทนสังคม ซึ่งการเป็นอาจารย์ก็น่าจะตอบโจทย์ในการช่วยสอนและสร้างคน”

และแม้จะพูดได้อย่างเต็มภาคภูมิว่าเกิดมาในครอบครัวที่ค่อนข้างมีโอกาสมากกว่าคนอื่นๆ แต่เธอก็พยายามใช้โอกาสและสิ่งที่ได้มาให้เป็นประโยชน์สูงสุด เพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองอย่างไม่หยุดนิ่ง ที่สำคัญคือการใช้ทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามา และทำมันให้ดีที่สุด



“นิลเริ่มทำงานมาตั้งแต่อายุ 16 ด้วยการเป็นพิธีกรภาคภาษาอังกฤษในพิธีเปิดงาน Asian  cup ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับอินโดนีเซีย จนเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นพิธีกรภาคภาษาอังกฤษในพิธีปิดซีเกมส์ 2007 อีกครั้ง คู่กับคุณวสุ แสงสิงแก้ว ซึ่งรับหน้าที่เป็นพิธีกรภาคภาษาไทย กระทั่งมาสู่การเป็นพิธีกรกีฬาคนพิการของซีเกมส์ เมื่อต้นปี 2008 คู่กับคุณสาธิต กรีกุล”

“น้องนิล” บอกว่าที่บ้านไม่เคยห้ามเรื่องการทำกิจกรรมหรือทำงานไปเรียนไป แต่ยังสนับสนุนให้เราออกไปหาประสบการณ์อีกต่างหาก เพราะถ้าเราไม่ทำเราก็ไม่รู้ อย่างพอเราทำงานเราจะรู้ว่ากว่าจะได้เงินมามันเหนื่อยนะ ทำให้เวลาจะใช้อะไรเราก็คิดมากขึ้นที่สำคัญการทำงานยังช่วยให้เราเห็นคุณค่าของตัวเองด้วยว่าที่จริงแล้วเราก็มีคุณค่าทำอะไรได้เหมือนกัน

“คุณพ่อคุณแม่สอนเสมอว่าการที่เราทำงานเอง จะทำให้เราไม่ใช่คนที่ “ขอ”อย่างเดียว แต่จะทำให้เราเป็นคนที่ “ให้”ด้วย เพื่อนบางคนบอกว่าจะไปทำงานทำไม เรียนยังไม่จบ พ่อแม่ก็ดูแลได้ ซึ่งนิลคิดว่าความคิดนั้นมันผิด ถ้าเรามัวแต่คิดว่าอยากได้นู้นได้นี่ ไปนู่นไปนี่ แต่ต้องมาขอเงินคุณพ่อคุณแม่ตลอดเวลา นิลว่าเหมือนมันยังไม่โต เพราะคนเราถ้าจะโตต้องโตทั้งความคิดและการกระทำ ที่สำคัญการทำงานทำให้เราได้เจอคนเยอะ ได้เห็นอะไรที่มันหลากหลาย เหมือนเป็นการเตรียมพร้อมให้เราตอนจบ”

สำหรับประสบการณ์ล้ำค่าที่สาวคนเก่งได้เรียนรู้จากการทำงานและคิดว่าหาไม่ได้จากที่ไหน คือ ความเชื่อมั่นในตัวเอง เพราะในห้องเรียน ต่อให้เราจะเรียนได้เกรดดีแค่ไหน ก็แค่นั้น แต่การที่เรามาทำงานข้างนอก มันเป็นการพิสูจน์ตัวเองด้วย เราไม่อยากให้คนมองว่าคุณพ่อคุณแม่เราเป็นใคร แต่อยากให้มองด้วยว่าเราทำอะไรได้บ้าง

และแม้จะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยแต่น้องนิลก็สามารถจัดการทั้งสองอย่างได้อย่างลงตัว สามารถคว้าเกรดเฉลี่ย 3.82 จากเทอมล่าสุดมาได้ แถมยังได้รางวัลชนะเลิศในการกล่าวสุนทรพจน์ในงาน "11th Asean University Network Young Speakers Contest" ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศอินโดนีเซียมาได้สำเร็จอีกด้วย แต่เห็นท่าทางจะยุ่งแบบนี้ แต่น้องนิลก็ยังแบ่งเวลามาดูแลสุขภาพด้วย โดยกีฬาที่น้องนิลชื่นชอบที่สุด คือ “กอล์ฟ”



“นิลเล่นกอล์ฟมาตั้งแต่อายุ 11 ขวบ คุณพ่อเป็นคนชวนให้เล่น ช่วงเล่นแรกๆก็รู้สึกว่าน่าเบื่อมาก แต่พอตีเป็น ไปออกรอบจริงๆ ทำให้รู้สึกสนุก ลืมทุกอย่างเลย เหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง เพราะเราอยู่ในในสังคมเมืองที่วุ่นวาย แต่ในสนามกอล์ฟทุกคนมีเป้าหมายเดียว คือเอาลูกไปที่หลุมให้ได้ เป็นการฝึกสมาธิ การตัดสินใจ การวางแผนว่าช็อตนี้เราจะทำยังไงให้ลูกไปถึงจุดหมายของเราจนได้”

“สำหรับนิลเสน่ห์ของกอล์ฟ คือ มันเหมือนชีวิตจริงนะ ทุกก้าวที่เราเดินไป ทุกช็อตที่เราจะตีมันมีความหมาย เหมือนกับชีวิตคนที่ต้องมีเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาว กอล์ฟจะฝึกให้เราคิดว่าทุกอย่างที่เราทำต้องมีความหมาย ไม่ใช่ทำลอยๆ ตีลอยๆไป เพราะถ้าทำอย่างนั้นก็เสียลูกเสียคะแนนไป  มันจึงกลับมาสู่ว่าเราจะวางแผนยังไงให้การกระทำของเรามีคุณค่า และไปถึงจุดเป้าหมายได้

ก่อนจบบทสนทนากับสาวเก่งในวันนี้ "น้องนิล" มีเทคนิคสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นพัฒนาตัวเอง แต่มักจะแพ้ความขี้เกียจของตัวเองว่า “นิลก็มีความรู้สึกขี้เกียจเหมือนกัน แต่ก็ต้องคิดว่าคนอายุเท่าเราเขาประสบความสำเร็จกันไปมากขนาดไหน แล้วเรามีทั้งคุณพ่อแม่ที่คอยสนับสนุน ให้กำลังใจเรา ดังนั้นเราน่าจะทำอะไรให้ตัวเอง ให้สังคมบ้าง ไม่ใช่วันๆเอาแต่นั่งนอนดูทีวี นอนกินบ้านกินเมือง ที่สำคัญต้องคิดว่า จะทำอย่างไรให้ตัวเองมีค่า เราจะเก่งแค่ในบ้านอย่างเดียวไม่ได้ ต้องไปเก่งนอกบ้านด้วย ถ้าจะเก่งจริงๆ ต้องเก่งให้ได้ทุกที่ ไม่ใช่แค่พูด แต่อยู่ที่การกระทำของเรา

...