ปฏิเสธไม่ได้ว่าใครๆ ก็อยากจะสวยหล่อดูดีกันทุกคน เทรนด์ความงามในปี 2023 จึงเน้นเรื่องภาพลักษณ์ที่ดูดีในแบบเอกลักษณ์ของตนเอง ที่ไม่ว่าจะเป็นเพศหรือวัยไหนก็สามารถดูดีได้ในแบบที่ต่างกัน
ในยุคที่โซเชียลเน็ตเวิร์กขับเคลื่อนกระแสสังคมได้กลายเป็นมาตรฐานที่กดดันให้ผู้คนทุกเพศทุกวัยอยากจะมีภาพลักษณ์ที่สวยงามดูดีน่ามองในทุกช่วงวัย จึงก่อให้เกิดพฤติกรรมการ “แต่งรูป” โดยใช้ฟีลเตอร์ก่อนที่จะอัปขึ้นบนโซเชียล เนื่องจากไม่มั่นใจในรูปลักษณ์ของตนเอง และหลายคนอาจมุ่งไปที่การทำศัลยกรรมเปลี่ยนแปลงตนเองให้คล้ายกับไอดอลหรือดาราที่ตนเองชื่นชอบ แต่เทรนด์ความงามในปี 2023 เปลี่ยนไปจากเดิม
...
“ถึงแม้ว่ามาตรฐานและเทรนด์ความงามจะมีอิทธิพลต่อสังคมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเกาหลีใต้ค่อนข้างมาก แต่เราสนับสนุนให้คนไข้ของเรายอมรับเอกลักษณ์เฉพาะตัวและดูดีในแบบของตัวเอง ในมุมของอุตสาหกรรม เราคาดว่าจะเห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดหัตถการความงามที่ไม่ต้องอาศัยการผ่าตัด หรือที่อาศัยการผ่าตัดน้อยที่สุดในภูมิภาคนี้ ผู้บริโภคมองหาทางเลือกการทำทรีตเมนต์เพื่อการฟื้นฟูงานผิวโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ผิวอิ่มฟู ผิวเรียบเนียน ผิวฉ่ำวาว และสีผิวเรียบเนียนเท่ากัน ด้านกลุ่มคนไข้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เรามองเห็นเทรนด์การเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุน้อยลง ซึ่งสนใจทำทรีตเมนต์ความงาม รวมถึงคนไข้กลุ่มผู้ชายก็ได้ก้าวเข้ามาในตลาดนี้อย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากความคิดและมุมมองที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ว่าการทำหัตถการความงามเป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น” ลอเรนซ์ เซียว ประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ เมิร์ซ เอสเธติกส์ (Merz Aesthetics) เผยถึงเทรนด์ความงามของชาวเอเชียแปซิฟิกและเกาหลีใต้ที่จะเกิดขึ้นในปี 2023
เทรนด์ดังกล่าวเกิดจากตลาดหัตถการความงามที่ไม่ต้องอาศัยการผ่าตัด หรือที่อาศัยการผ่าตัดน้อยที่สุด ด้วยการฉีดโบท็อกซ์ เติมฟิลเลอร์ หรือใช้เทคโนโลยียกกระชับผิวหน้า ซึ่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทั่วโลก เนื่องจากผู้คนจำนวนมากพอใจต่อความสะดวกสบายและผลลัพธ์ที่ได้จากการทำหัตถการความงามในรูปแบบดังกล่าวมากขึ้น โดยคำนึงถึงความปลอดภัยต่อผิวควบคู่กับการได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ ปราศจากการพักฟื้น หรือการพักฟื้นที่สั้นลง ซึ่งการทำหัตถการความงามนั้น จะช่วยยกระดับรูปลักษณ์เฉพาะตัวในแต่ละบุคคลให้ดูดียิ่งขึ้น ผ่านขั้นตอนการทำทรีตเมนต์แบบเฉพาะตัว ซึ่งจะช่วยผลักดันรูปลักษณ์อันโดดเด่นของแต่ละคนออกมา ให้เป็นตนเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด
สำหรับพฤติกรรมคนไทยที่มีต่อการดูแลตนเองนั้น เภสัชกรหญิง กิตติวรรณ รตนจันทร์ ผู้บริหารสูงสุดบริษัท เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย เผยว่าเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันคนไทยหลายคนกล้าที่จะหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น โดยมีเกาหลีใต้เป็นผู้นำเรื่องเทรนด์เรื่องนี้ สิ่งที่เหมือนกันคือพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงโควิดทำให้คนหันมาใส่ใจดูแลตัวเองมากขึ้น ทำให้คนอายุน้อยเริ่มหันมาใส่ใจดูแลตนเองด้วยการเข้าคลินิกเพื่อรักษาผิวพรรณของตนเองให้อ่อนวัยให้นานที่สุด
...
“แต่สิ่งที่เราตามเกาหลีใต้คือการยอมรับว่าตนเองไปเข้าคลินิกเพื่อทำหัตการ คนไทยจะไม่กล้ายอมรับในสิ่งนี้ ซึ่งเรามีการสำรวจพบว่าคนไทย 5 ใน 10 คนเท่านั้นที่กล้าบอกว่าไปทำหัตถการ ส่วนที่เหลือจะไม่อยากบอกว่าตัวเองไปทำอะไรมา อีกกลุ่มที่พบก็คือคนไทยยังเข้าคลินิกดูแลตนเองไม่เท่าเกาหลีใต้ เพราะมีทัศนคติว่าการเข้าคลินิกคือเพื่อซ่อมแซมส่วนที่บกพร่อง แต่ไม่ใช่เพื่อการดูแลตนเอง โดยหลายคนยังเชื่อว่าการบำรุงผิวพรรณด้วยการทาครีมยังได้ผลดีอยู่ และการเข้าคลีนิกความงามยังไม่จำเป็น” เภสัชกรหญิง กิตติวรรณ กล่าว
ทั้งนี้ในปี พ.ศ. 2565 เมิร์ซ เอสเธติกส์ (Merz Aesthetics) ได้ทำการสำรวจว่าด้วย ‘อิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่ส่งผลต่อความมั่นใจของผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก’ ซึ่งสำรวจผู้บริโภคกว่า 4,000 ราย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามกว่า 380 รายในประเทศออสเตรเลีย ฮ่องกง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย โดยผลลัพธ์ที่ได้ชี้ให้เห็นว่าการลงรูปตัวเองในรูปแบบที่ดูดีไร้ที่ติในโซเชียลมีเดีย ได้นำไปสู่มาตรฐานความงามที่ไม่สมจริง และส่งผลกระทบต่อการรับรู้ตนเองและความมั่นใจโดยรวมของผู้คนอย่างมีนัยสำคัญ
...
- 80% ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่าการปรับแต่งรูปภาพให้สมบูรณ์แบบลงโซเชียลมีเดียนั้นนำมาสู่มาตรฐานความงามที่เกินจริง อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบแบบสำรวจ 82% ก็ยังคงโพสต์รูปภาพลงโซเชียลมีเดียโดยผ่านการปรับแต่งมาก่อน
- 56% ของผู้ตอบแบบสำรวจไม่มั่นใจพอที่จะโพสต์รูปตนเองที่ปราศจากการปรับแต่งลงโซเชียลมีเดีย
- 73% ของผู้ตอบแบบสำรวจเกิดความรู้สึกกังวลหากผู้อื่นจะรู้สึกไม่ดีหากเห็นรูปหน้าสดไร้ฟิลเตอร์ของตน
- 93% ของผู้ตอบแบบสำรวจมองว่าการเข้ารับทำหัตถการความงามจะช่วยให้ตนเองรู้สึกมั่นใจมากขึ้น
- ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจแต่ละรายได้เวลาโดยเฉลี่ย 20 นาทีในการแก้ไขรูปภาพก่อนที่จะอัปโหลดลงโซเชียลมีเดีย
“ความนิยมใช้ฟิลเตอร์และตัวช่วยในการปรับแต่งรูปภาพให้สมบูรณ์แบบลงโซเชียลมีเดียนั้นนำมาสู่มาตรฐานความงามที่เกินจริง ในขณะที่หมอเชื่อว่าความนิยมในการทำหัตถการความงาม ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งความสมบูรณ์แบบหรือเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยยกระดับความมั่นใจจากภายในสู่ความงามภายนอก” พญ.อรุณี ทองอัครนิโรจน์ แพทย์เสริมความงาม กล่าวเสริม
...