อนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของชาติ สร้างอาชีพยั่งยืนแก่ราษฎรไทย

นอกเหนือจากการช่วยแบ่งเบาพระราชภาระอันหนักอึ้งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแสวงหาทางขจัดทุกข์สร้างสุขแก่พสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ การทุ่มเทพระองค์ให้กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมไทย ก็ถือเป็นหนึ่งในพระราชกรณียกิจหลักที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ  ทรงให้ความสำคัญตลอดมา เพื่อร่วมสืบสานมรดกอันทรงคุณค่าของชาติไทย และถ่ายทอดวัฒนธรรมดีงามของไทยให้ชาวโลกประจักษ์

ทั้งๆที่เสด็จไปศึกษาในต่างประเทศตั้งแต่พระชนมพรรษา 13 พรรษา แต่สมเด็จพระบรมราชินีนาถก็ทรงตระหนักถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างยิ่ง ทรงกระตุ้นเตือนให้คนไทยเหลียวหลังกลับมาชื่นชมยกย่องความสวยงาม ประณีตบรรจงของผ้าไทย และการแต่งกายแบบไทย ซึ่งกำลังถูกแทนที่ด้วยการแต่งกายแบบสากล โดยทรงประกาศความเป็นไทยอย่างชัดเจนในทุกสถานการณ์ นับตั้งแต่ก้าวแรกที่เสด็จกลับประเทศไทยในฐานะพระคู่หมั้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะมีพระชนมพรรษา 17 พรรษา แม้แต่ในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 ณ วังสระปทุม ก็ทรงเลือกฉลองพระองค์แบบไทยสีงาช้างงดงามวิจิตร รอบคอฉลองพระองค์ปักไหมทอง พระภูษายกทอง ขณะที่ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงพระภูษายกทองและทรงสะพัก เพื่อตอกย้ำถึงความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทย

...

อย่างไรก็ดี โอกาสสำคัญที่จะได้ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของชาติไทยให้ชาวโลกประจักษ์มาถึง เมื่อสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ตามเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปอย่างเป็นทางการครั้งแรก เมื่อปี 2503 ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงมีพระราชดำริว่า สตรีไทยไม่มีเครื่องแต่งกายที่เป็นชุดประจำชาติเหมือนสตรีชาติอื่นๆ เช่น ส่าหรีของสตรีอินเดีย หรือกิโมโนของสตรีญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของชาติ จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ผู้ เชี่ยวชาญค้นคว้าประวัติศาสตร์ธรรมเนียมการแต่งกายของสตรีไทยในราชสำนักโบราณ และออกแบบตัดเย็บฉลอง พระองค์ชุดไทยแบบต่างๆ โดยนำรูปแบบการแต่งกายของสตรีไทยในอดีต มาผสมผสานกับวิธีการตัดเย็บปัจจุบัน เพื่อให้ง่ายต่อการสวมใส่ และเหมาะสมแก่ยุคสมัย แต่ยังคงความเป็นไทยไว้อย่างกลมกลืนและสง่างาม เพื่อทรงในระหว่างเสด็จฯเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการ ทรงแนะนำให้ปรับปรุงเพิ่มเติมมีทั้งหมด 8 แบบ คือ ชุดไทยเรือนต้น, ชุดไทยจิตรลดา, ชุดไทยอมรินทร์, ชุดไทยบรมพิมาน, ชุดไทยจักรี, ชุดไทยดุสิต, ชุดไทยจักรพรรดิ และชุดไทยศิวาลัย ซึ่งเป็นที่รู้จักดีในภายหลังว่า ชุดไทยพระราชนิยม และกลายเป็นต้นแบบของชุดไทยประจำชาติมาจนถึงทุกวันนี้

ขณะเดียวกัน สมเด็จพระบรมราชินีนาถก็ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้นักออกแบบเสื้อผ้าชั้นสูงของฝรั่งเศส “ปิแอร์ บัลแมง” และช่างปักเสื้อผ้าชื่อดังแห่งยุค “ฟรองซัวส์ เลอซาจ” ทุ่มเทฝีมืออย่างเต็มที่เพื่อเพิ่มความงดงามวิจิตรให้ชุดไทยพระราชนิยม และชุดราตรีแบบตะวันตก สำหรับทรงในการเสด็จฯเยือนต่างประเทศ โดยทรงแนะนำให้ผสมผสานลวดลายแบบไทยโบราณ เข้ากับวิธีการปักของห้องเสื้อชั้นสูงยุโรป ด้วยวัสดุไหมเงินไหมทอง พลอยสี และลูกปัด เพื่อสร้างเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่งดงามร่วมสมัย ซึ่งยังทรงยึดถือเป็นแนวทางสำคัญในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ฉลองพระองค์ชุดไทยซึ่งใช้ผ้าไทยล้วนๆ มิเพียงแต่จะแสดงให้เห็นพระอัจฉริยภาพในการสร้างสรรค์ และสืบสานธรรมเนียมการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ ทว่า ยังสะท้อนถึงน้ำพระราชหฤทัยยิ่งใหญ่ที่ทรงห่วงใยในทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์ ตลอดจนพระวิสัยทัศน์ยาวไกล ที่ทรงส่งเสริมการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างรายได้เลี้ยงตนเองอย่างยั่งยืน เพื่อพลิกฟื้นชีวิตราษฎรชาวไทย โดยระหว่างตามเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเยี่ยมราษฎรตามถิ่นทุรกันดารทั่วทุกภาค การได้ทอดพระเนตรผ้าทอมือจากฝีมือชาวบ้าน ยิ่งทำให้ทรงตระหนักว่า ศิลปะบนผืนผ้ากับวัฒนธรรมไทยที่เกี่ยวเนื่องกับการทอผ้า เป็นสิ่งล้ำค่าที่ต้องอนุรักษ์ไว้ นอกจากจะทรงซื้อผ้าทอมือผลงานชาวบ้านมาตัดเย็บฉลองพระองค์ สมเด็จพระบรมราชินีนาถยังทรงส่งเสริมการทอผ้าเพื่อสร้างอาชีพอย่างยั่งยืนแก่ราษฎร ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย

และ “การส่งเสริมผ้าทอมือ” นี่เอง ได้กลายเป็นปฐมฤกษ์ของการทรงงานศิลปาชีพในชนบท และเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูงานศิลป–หัตถกรรมพื้นบ้านของไทยให้กลับคืนมาเป็นงานศิลปาชีพอันทรงคุณค่า โดยชุดแต่งกายแบบไทยที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหม ได้แผ่อานิสงส์ไปถึงงานศิลปหัตถกรรมแขนงอื่นๆด้วย  ทำให้เกิดการต่อยอดพัฒนาไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมงานจักสานย่าน ลิเภา, งานช่างเงินช่างทองไทย, การแกะสลักไม้, ศิลปะการทำคร่ำ, งานถม, งานตกแต่งปีกแมลงทับ ตลอดจนฟื้นฟูการทอผ้าพื้นบ้านในภาคต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ทำให้การทอผ้าของไทยกลับมาเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายอีกครั้ง

...

พระราชดำรัสตอนหนึ่งของสมเด็จพระบรมราชินีนาถว่า “ประชาชนไทยของเราเปรียบเสมือนคลังเก็บรักษาศิลปวัฒนธรรมของชาติอย่างแท้จริง เพียงแต่ให้เขาได้มีโอกาสแสดงออกในคุณค่าของเขาเท่านั้น...” คงพอสะท้อนได้ดีถึงความล้ำค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นมรดกของชาติที่ต้องอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลาน

ความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายไทย  ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ สำคัญของชาติมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตลอดจนพระราชกรณียกิจต่างๆ ในการอนุรักษ์ผ้าไทย ยังมีอีกหลากหลายมิติให้ศึกษาค้นคว้าที่ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ศูนย์กลางการจัดเก็บรักษาผ้าไทยที่สมบูรณ์แบบที่สุด ณ อาคารหอรัษฎากร–พิพัฒน์ พระบรมมหาราชวัง พร้อมเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2555 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0-2225-9420 และ 0-2225-9430.


ทีมข่าวหน้าสตรี