ซีโอโอ โรงพยาบาลเวชธานี เผยกลยุทธ์การบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงพยาบาล กับทิศทางที่เปลี่ยนไปในการจัดเก็บฐานข้อมูลแบบเว็บเบส ในเวทีประชุมวิชาการประจำปีสมาคมเวชสารสนเทศไทยครั้งที่ 20
สมาคมเวชสารสนเทศไทย จัดงานประชุมวิชาการครั้งที่ 20 ภายใต้ชื่อ Health Informatics: Strengthening through Meaningful Usage of Health Data ที่โรงแรมแกรนด์เมอร์เคียว ฟอร์จูนรัชดา เมื่อปลายเดือนมกราคม 2555 ซึ่งระหว่างการบรรยายหัวข้อ “Hospital Information: System Implementation Strategy” โดย ผศ.นพ.ก่อพงศ์ รุกขพันธ์ Chief Operating Officer โรงพยาบาลเวชธานี ได้เผยถึงเทรนด์เทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในโรงพยาบาลว่า ปัจจุบันระบบปฏิบัติการและการจัดการข้อมูลได้เปลี่ยนเข้าสู่ยุคเว็บเบส ซึ่งไอทีโซลูชั่นส์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลทางการแพทย์ที่พัฒนาขึ้นมาใช้ในปัจจุบัน ก็เป็นลักษณะ EHR หรือ Electronic Health Record อาจกล่าวได้ว่าเป็นยุค Paperless คือทุกอย่างถูกจัดเก็บอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์บนเว็บเบส การเปลี่ยนระบบปฏิบัติการและระบบสารสนเทศนี้ ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการบริการทางการแพทย์
...
เมื่อปลายปี ค.ศ. 2011 ได้มีการสำรวจความคิดเห็นบุคลากรที่ทำงานให้กับองค์กรที่เป็นโรงพยาบาลในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประเด็นที่น่าจับตามองหลายประเด็น เช่น ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลที่มองว่ามีผลกระทบโดยตรงต่อองค์กรในอีก 3 ปีข้างหน้า ผลปรากฏว่าร้อยละ 68 มองว่าเป็นเรื่อง EHR จากผลการสำรวจทำให้หวนกลับมาคิดว่า โรงพยาบาลของเราในอีก 3 ปีข้างหน้า มีประเด็นใดบ้างที่จะมีผลกระทบต่อการบริการผู้ป่วย
นอกจากนี้ มีข้อมูลสนับสนุนจากสถาบันรับรองมาตรฐานคุณภาพโรงพยาบาล JCI ในการประชุม JCI Executive Briefing ที่ประเทศอิตาลี เมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยหัวข้อที่ JCI เน้นเรื่องเกี่ยวกับการนำ Information มาใช้ในกระบวนการการดูแลผู้ป่วย เพราะฉะนั้น ระบบ Health IT ที่ใช้อยู่ใน รพ.ของเรา หากไม่สามารถรองรับการจัดการข้อมูลได้พร้อมและเพียงพอ เราก็เดินไปข้างหน้าได้ลำบาก การนำเทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ รวมถึงช่วยสนับสนุนการตัดสินใจจะเข้ามามีบทบาทอย่างมาก
ผศ.นพ.ก่อพงศ์ กล่าวถึง IT culture จากงานวิจัยในโรงพยาบาล พบว่าส่วนใหญ่ยังคงรอที่จะเป็นผู้ตาม รอให้ที่อื่นนำไปใช้ก่อน รอให้โซลูชั่นส์นั้นๆ มีคำตอบครบตามที่ต้องการแล้วค่อยคิดนำมาปรับใช้ สะท้อนให้กลับมาคิดว่า เรากำลังตามหลังประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย หรือแม้กระทั่งไต้หวันและเกาหลี ประเทศหล่านี้ได้ปักธงบน Road Map แล้วว่าจะเป็น Medical Hub ของเอเชีย ซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศมีความก้าวหน้าไปมาก
ผศ.นพ.ก่อพงศ์ กล่าวถึงผลสำรวจที่น่าสนใจในนิตยสาร Health Leader ฉบับเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 2012 มีการสำรวจ 10 อันดับ เทคโนโลยีที่ใช้ในโรงพยาบาลที่ต้องให้ความระมัดระวัง พบว่า Electronic Health Record (EHR) ถูกจัดให้อยู่ในลำดับแรก สะท้อนให้เห็นว่า มีความต้องการให้การเก็บข้อมูลด้านสุขภาพ เป็นระบบสารสนเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่เก็บไว้ในแฟ้มอยู่ในแผนกเวชระเบียน ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่ถูกจับตามองมากทั่วโลก ไม่เพียงแค่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น ปัจจุบันมีเพียงร้อยละ 30 เท่านั้นที่สามารถบริหารจัดการ EHR เข้าไปในการปฏิบัติงานของแพทย์ได้แบบเต็มรูปแบบ
ส่วนการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงพยาบาลเวชธานี ผศ.นพ.ก่อพงศ์ เปิดเผยว่า เมื่อประมาณต้นปี 2543 เวชธานีนำระบบ Medtrak เข้ามาใช้ ต่อมาในปลายปี 2554 ได้อัพเกรดเป็นเวอร์ชั่นที่มีความสามารถมากขึ้นและเป็น Web Base Technology ซึ่งเป็นโรงพยาบาลนำร่องสำหรับเวอร์ชั่นนี้ แพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา ดึงข้อมูลมาวิเคราะห์และสั่งการรักษาได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่รวดเร็วขึ้น ประหยัดเวลา บุคลากรมีเวลาที่จะไปพัฒนาอย่างอื่นได้ การบริหารจัดการต้นทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น แพทย์และพยาบาลไม่ต้องเสียเวลารอแฟ้มหรืออยู่หน้าเคาน์เตอร์นานๆ มีเวลาอยู่ดูแลผู้ป่วยมากขึ้น เราจึงเชื่อมั่นว่าตัดสินใจถูกแล้วที่ลงทุนด้านไอที เพื่อรองรับกับการพัฒนากระบวนการดูแลผู้ป่วยในอนาคต และสิ่งที่เรากำลังพัฒนาต่อคือ ทำให้ Health IT ช่วยให้เกิด Patient Care Standardization คือการรักษาพยาบาลอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน
มาถึงทุกวันนี้ผมเชื่อว่า การที่เวชธานีสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น มาจาก 5 ประเด็นหลักคือ 1. มีทีมที่พร้อมรับการปรับเปลี่ยน 2. มีความคล่องตัว 3. มีการสื่อสารสู่บุคลากรว่าทำไมเราต้องเปลี่ยน ทำไมเราต้องพัฒนาไปในแนวทางนี้ 4. แต่ละส่วนงานเชื่อมต่อถึงกัน และประเด็นสุดท้ายมีการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน
แต่สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการลงระบบไอทีในโรงพยาบาลคือ ทีมเวิร์ก คุณมีทีมที่พร้อมหรือไม่ หมายความว่าทีมแพทย์ พยาบาล ฝ่ายไอที และผู้ใช้งานไปด้วยกันกับเราหรือไม่
นอกจากนี้ส่วนสำคัญอีกอย่างคือ ทีมนำสูงสุดขององค์กรเห็นความสำคัญ และให้การสนับสนุนหรือไม่ จากการลงระบบเราได้นำข้อมูลที่ผ่านมาวางแผน หรือพัฒนาในการดูแลผู้ป่วยต่อไปหรือไม่ นี่คือโจทย์ที่ต้องติดตามต่อ ผศ.นพ.ก่อพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย.
...