"นู สกิน" ขึ้นแท่นขายตรงเบอร์ 1 ส่งผลิตภัณฑ์ชะลอวัย ต่อต้านความเสื่อมชรา "ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเอจล็อค อาร์สแควร์ และเอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม" ตอกย้ำความสำเร็จ เสริมด้วยกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก และแคมเปญกิจกรรมส่งเสริมการขายเพียบ...

เมื่อวันที่ 9 ก.พ. นางเมลิซ่า ทันโทโกะ คีอาโน่ ประธาน นู สกิน ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก และสมาชิกสภาที่ปรึกษาของสมาพันธ์ขายตรงโลก กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจของตลาดขายตรงในปี 2554 มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส อิงค์ อเมริกา ได้สร้างสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง ด้วยยอดขาย 1.74 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 13 % เมื่อเทียบกับยอดขายในปี 2553 ในส่วนของ นู สกิน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกสามารถสร้างยอดขายทะลุ 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นรายได้ที่สูงสุดเท่าที่เคยมีมา

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2555 นู สกิน ทั่วโลก รวมทั้ง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกจะร่วมขับเคลื่อนองค์กรไปสู่จุดหมายเดียวกันคือ การสร้างให้ นู สกิน เป็นบริษัทผู้นำด้านการต่อต้านความเสื่อมชรา โดยบริษัทฯ จะมุ่งเน้นการปรับกลยุทธ์พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมผู้บริโภค  และให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชราในการทำตลาด และสร้างยอดขายเป็นหลัก เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาด และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ล่าสุดบริษัทฯ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งเป็นไฮไลต์ในกลุ่มต่อต้านความเสื่อมชรา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเอจล็อค อาร์สแควร์ และเอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม โดยจะเปิดจำหน่ายให้กับผู้แทนจำหน่ายระดับผู้บริหารขึ้นไปในไตรมาสที่ 1 ตั้งเป้ายอดขายเติบโตที่ 5,000 ล้านบาท ภายในปี 2558

ด้านนางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เป้าหมายการเติบโตของนู สกิน ประเทศไทย ปี 2555 ยัง คงเดินตามแนวนโยบายของบริษัทแม่ในการศึกษาวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสู่มือผู้บริโภค ตลอดจนแสดงจุดยืนการเป็นผู้นำด้านต่อต้านความเสื่อมชราให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เชื่อว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าตลาดต่อต้านความเสื่อมชราทั่วโลกจะถูกจับตามอง และมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าตลาดต่อต้านความเสื่อมชราจะมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 275 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และในปี 2015 อุตสาหกรรมต่อต้านความเสื่อมชราในแต่ละภูมิภาคจะเติบโตมากกว่า 70% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเติบโตถึง 82% สำหรับมูลค่าการตลาดของประเทศไทยคาดว่า ภายใน 10 ปีข้างหน้าจะมีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% เมื่อประเมินจากจำนวนประชากรสูงวัยที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงทศวรรษนี้

...


ล่าสุดบริษัทแม่ตอกย้ำความเป็น Anti-Aging Company ทุ่มงบลงทุนกว่า 350 ล้านบาท ในการครอบครองลิขสิทธิ์กิจการสถาบันวิจัยพันธุวิศวกรรม ไลฟ์เจน เทคโนโลยี เพื่อเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและการค้นคว้ารหัสพันธุกรรม หรือ ยีน นอกจากนี้ นู สกิน จะเป็นผู้เดียว ที่ได้กรรมสิทธิ์ในการครอบครองทรัพย์สินทางวิทยาศาสตร์ของสถาบันไลฟ์เจนในการนำผลงานวิจัยมาต่อยอดพัฒนาเป็นเทคโนโลยีเอจล็อค และผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชราระดับสุดยอดนวัตกรรม ซึ่งใช้เวลาศึกษามากกว่า 30 ปี ในการชี้เฉพาะกลุ่มยีนที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมชรา และถือเป็นความภาคภูมิใจอีกขั้นของ นู สกิน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมวางแผนกลยุทธ์การสื่อสารรูปแบบใหม่ โดยจะมุ่งเน้นการสื่อสารผ่านสื่อที่เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น (Mass Communications) ภายใต้คอนเซ็ปต์ "Look young Feel young Lives young" ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ในการรุกตลาดที่มุ่งสู่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้บริโภค (End User) โดยตรง เน้นสร้างการรับรู้และสร้างการจดจำให้กับผู้บริโภคทั้งด้านภาพลักษณ์ ตราสินค้าและผลิตภัณฑ์ ตลอดจนปรับกลยุทธ์เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายให้ตรงจุดให้มากยิ่งขึ้น พร้อมตั้งเป้ายอดขายปีนี้เติบโต 15% สำหรับในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ เติบโต 10% สามารถสร้างยอดขาย 2,200 ล้านบาท รวมทั้งแผนการเพิ่มยอดผู้แทนจำหน่ายระดับผู้บริหาร (Executive) ในไตรมาสแรกเติบโต 15%.