จาก ส.ค.ส สวีทตี้ที่เพิ่งลาโรงไปไม่นาน ภาคต่อของหนังเรื่องนี้ก็กลับมาอีกครั้งในชื่อ 'วาเลนไทน์ สวีทตี้' หลายคนที่ดูภาคแรกแล้วมาดูภาคนี้ คงรู้สึกไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ก็ต้องยอมรับในเรื่องความน่ารักของตัวละคร ที่ดำเนินเรื่อง รวมไปถึงบท เพราะสอบผ่านเรื่องการสร้างอมยิ้มเล็กๆ ให้กับคนดูได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องความตลกโปกฮา คงต้องพูดกันตรงๆ ว่า มันฝืด จืดสนิทเลยจริงๆ...

ต้องขอออกตัวก่อนว่าเป็นคนที่ชอบดูหนังไทย ถึงจะไม่ใช่กูรูที่ติดตามหนังทุกเรื่องที่เข้าฉาย  แต่ในฐานะของคนที่ดูหนังไทยมาก็ไม่น้อย และเป็นผู้หญิงคนนึงที่อินกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เหมือนคนทั่วไป แต่อาจจะเส้นไม่ตื้นนัก ถ้าหนังเรื่องนั้นดันตลกฝืด...

...


ภาพของหนังจาก M 39 ที่เห็น จะเน้นหนักที่เรื่องความรักปนการตบมุก จะบอกว่ามาถูกทางแล้วก็ไม่แน่ใจ  เพราะเรื่องก่อนๆ เช่น 32 ธันวา, สุดเขตเสลดเป็ด ก็ทำรายได้ไม่น้อย จนมาถึงเรื่อง ส.ค.ส สวีทตี้ ตามมาด้วยล่าสุดคือวาเลนไทน์ สวีทตี้ ความแตกต่างของหนังค่ายนี้ กลับแทบไม่เห็น จะเปลี่ยนก็แค่พล็อตเรื่อง ส่วนนักแสดง และวิธีการนำเสนอก็ยังเหมือนเดิม 

ความจำเจ จะเกิดขึ้นอีกในไม่ช้า จนคนดูอิ่มตัวกับสไตล์หนังแบบนี้หรือไม่ ก็คงต้องกลับไปคิดกันดู...

วาเลนไทน์ สวีทตี้ ฟังชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นหนังรัก ด้วยชื่อที่ดูน่ารัก บวกกับติดแบรนด์ค่ายหนัง M39 เข้าไป หลายคนจึงคาดหวังว่าคงต้องเป็นหนังรักปนตลก เพราะด้วยตัวบทของหนังที่ต่อเนื่องมาจาก ส.ค.ส.สวีทตี้ ที่หลายคนเคยประทับใจ มันเลยฝังลึกมาว่าภาคนี้น่าจะฮามากขึ้น  แต่พอได้เข้าไปดูจริงๆ ก็ต้องบอกว่าผิดคาด เพราะมุกตลกในหนังเรื่องนี้ แทบไม่มีอิทธิพลให้คนทั้งโรงหัวเราะได้มากมายนัก อาจเป็นเพราะภาคนี้ต้องการเน้นความดราม่าของคู่โก๊ะตี๋กับ สายป่าน และ จ๋า-ณัฐาวีรนุชกับบีม-กวี เพราะภาคที่แล้วสองคู่นี้แทบไม่มีบทบาทในการดำเนินเรื่อง ส่วนคู่อื่นที่มีบทบาทในภาคแรก ก็ต้องแลกเปลี่ยนมาเป็นตัวประกอบ คอยเล่นมุกต่อปากต่อคำไปเรื่อยๆ จนจบไดอะล็อค


ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ ถ้าใครมาดูเพราะอยากหัวเราะ คงต้องคิดใหม่ แต่ถ้าหวังว่าอยากเห็นมุมมองของความรัก และคำคมกระแทกใจก็พลาดไม่ได้ เพราะคู่รักทั้ง 5 คู่ ที่มีอยู่ในชีวิตจริง และถ่ายทอดเรื่องราวลงในหนัง ให้ข้อคิดดีๆ หลายอย่าง จนอดอมยิ้มไม่ได้ เช่น

ยิบโซ กับโทนี่  คู่ขวัญของค่ายหนัง M 39 ซึ่งมารับบทเป็นเพื่อนสนิท ซี้ปึ้ก แถมยังเปิดกิจการร้านทำเล็บบวกขายเบเกอรี่ด้วยกัน โดยมีดีเจหนุ่มสุดกะล่อนอย่างนายว่าน มาร่วมหุ้นกิจการ ความรักแบบเพื่อนสนิท คงไม่คืบหน้า ถ้าเง็ก (ยิบโซ) ดันไม่ทำอะไรบ้าๆ เพื่อประชดแฟนเก่าที่กำลังไปอี๋อ๋อกับผู้หญิงคนอื่น จนตัวเองรู้สึกดีเกินเพื่อนกับอุ่น (โทนี่) มุมมองความรักแบบนี้ มันเลยโดน

...


ความน่ารักของตัวละครที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรักให้คนดูเชื่อ มันเลยกลบข้อด้อยของหนังเรื่องนี้ไปทันที เพราะนอกจากเรื่องความฮาที่สอบตกแล้ว อีกเรื่องก็คือวิธีการดำเนินเหตุการณ์ของหนัง ที่ยังร้อยเรื่องตัดไปตัดมา สลับคู่นี้ ไปคู่นั้น สลับคู่นั้นตบมุก ปิดท้ายด้วยดนตรีประกอบที่พยายามกระตุ้นให้คนดูหัวเราะให้ได้ ซึ่งเรื่องการร้อยเรียงเหตุการณ์ด้วยวิธีนี้ เป็นไปได้ที่ตัวละครมันเยอะ จนต้องรวบรัดตัดตอน แต่มันก็ทำให้หนังขาดเสน่ห์ และชั้นเชิงไปจนหมด เพราะตลอดทั้งเรื่องมันราบเรียบตั้งแต่ต้นจนจบ แม้แต่ฉากดราม่าเช่น ดี้กับฟินทะเลาะกัน จริงๆ แล้วน่าเรียกอารมณ์ให้คนกระชากใจได้ แต่ก็ยังไม่ถึง 

หนังเรื่องนี้ที่พอดึงจุดขายออกมาได้ ก็คงเป็นที่คาแรกเตอร์ของตัวละคร เพราะนักแสดงที่มาเล่นก็มีความชัดเจน พอได้เล่นบทที่คล้ายกับตัวเอง หรือเล่นแล้วเชื่อว่าเป็นตัวละครนั้น มันเลยส่งให้คนดูเชื่อตามได้  หักลบจุดเด่นและข้อด้อยในหนังเรื่องนี้แล้ว เลยต้องบอกว่าข้อดีก็มีเยอะกว่า เพราะอย่างน้อยดูไปก็อมยิ้มไป ส่วนมันจะคุ้มค่าหรือเปล่า คงต้องตัดสินหลังดูจบกันเอง

...


เอาเป็นว่า รักชอบนักแสดงคนไหน ก็ไม่น่าผิดหวัง เพราะเล่นกันได้เนียนดีทุกคน เห็นมุมมองของความรัก และได้ข้อคิดที่ดีหลายอย่าง

-แอบรักแฟนเพื่อน หรือเพื่อนแฟน

-รักแบบไม่รู้ตัวว่าคนที่ตัวเองรัก ควรจะเป็นเพื่อนหรือแฟนเหมาะกว่ากัน

-รักกันแต่ก็พยายามเป็นคู่แข่งกัน

-รักแฟน แต่ผูกพันกับแม่แฟนจนเป็นแม่ที่รัก

...

-รักแฟน แต่ไม่ดูแล จนสุดท้ายก็กลับมาโหยหาความรักที่หายไป


ถูกใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง กับการเอาเรื่องมาเล่าแบบนี้ก็อย่าว่ากัน เอาเป็นว่าสาวกหนังไทยทั้งหลาย ก็ควรไปอุดหนุนดูหนังไทยกันดีกว่า อย่าคิดว่าหนังมันดีหรือไม่ดี เพราะตัวคุณเองเท่านั้นแหละที่จะเป็นคนตัดสินถ้าชอบ ก็แสดงว่าสำหรับคุณหนังเรื่องนี้มันดี

Twitter : sriploi_social