สุนัขป่าสีเทา
ปัจจุบัน เพียงแค่ในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวก็มีน้องหมาอยู่ราว 77 ล้านตัวเข้าไปแล้ว ไม่รู้ว่าทั้งโลกจะปาเข้าไปเท่าไร หมาหรือสุนัข เจ้าตูบน้อย หรือชื่อวิทยาศาสตร์ที่ฟังดูขลังว่า Canis Lupus Familiaris นี้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อไม่ช้าไม่นานราวสองหมื่นปีมานี้เอง สุนัขบ้านที่เชื่องและคุ้นเคยกับคนจนเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดนั้น จะสืบสายมาอย่างไรนั้น นักวิทยาศาสตร์ยังถกเถียงกันไม่จบ แรกทีเดียวเชื่อกันว่าสุนัขบ้านสืบเชื้อสายมาจากสุนัขจิ้งจอก (Jackal) แต่ต่อมาก็มีสมมติฐานใหม่ว่า สุนัขบ้านสืบสายมาจากสุนัขป่าสีเทา (Gray Wolf/Canis Lupus) อันเป็นพันธุ์ใหญ่ที่สุดของสัตว์ตระกูล Canidae ที่รวมทั้งสุนัขป่า สุนัขจิ้งจอก และสุนัขป่าโคโยต (Coyotes) ที่ไม่ใช่โคโยตี้เอวอ่อน สะโพกไหวนะจ๊ะ
แน่นอน ว่าไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน จะต้องพาแฟนานุแฟนไปขุดคุ้ยค้นหาความเป็นมาของเหล่าหมาน้อยธรรมดามาเล่าให้ เห็นถึงความไม่ธรรมดา แถมยังน่าทึ่งสุดๆกันอีกเช่นเคย
ซากสุนัขบ้าน โบราณที่สุดเท่าที่ค้นพบคือที่ถํ้าโกเยต์ (Goyet) ในประเทศเบลเยียม ซึ่งเก่าขนาด 31,700 ปีมาแล้ว เรารู้ว่ามันเป็นสุนัขบ้านก็เพราะพวยจมูกของมันสั้นกว่าสุนัขป่าในยุค เดียวกัน แต่ที่แน่ๆ เมื่อประมาณ 10,000 ปีที่แล้ว น้องสุนัขก็ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตมนุษย์ทั้งโลกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน เป็นยาม เป็นเครื่องเซ่น หรือเป็นแหล่งโปรตีน!
...
หลัก ฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ว่าสุนัขถูกคนนำมาเลี้ยงในต่างถิ่นและต่างช่วงเวลา นักวิจัยรายหนึ่งยืนยันว่าสุนัขบ้านทั้งหลายในโลกนี้สืบสายมาจากแม่สุนัขราว 50 ตัว ที่ถูกคนนำมาเลี้ยงที่ทางใต้ของแม่นํ้าแยงซีเกียง ประเทศจีน เมื่อ 16,300 ปีที่แล้ว ในยุคที่มนุษย์เริ่มรู้จักการเพาะปลูก นักวิจัยอีกคณะก็ว่า DNA ของสุนัขบ้านใกล้เคียงกับสุนัขป่าสีเทาของตะวันออกกลาง มันจึงน่าจะถือกำเนิดในดินแดนนี้มากกว่า ส่วนอีกรายก็ค้นพบว่าสุนัขบ้านแห่งทวีปอเมริกา เหนือนั้น มีสายพันธุ์ที่แตกต่างจากสุนัขที่สืบสายจากตะวันออก กลาง สรุปว่าถูกทุกข้อ สุนัขป่ากลายพันธุ์มาเป็นสุนัขบ้านในหลายท้องถิ่นและในหลายระยะเวลาต่างๆกัน
ที่ หลังตลาดโบราณแห่งเอเธนส์นั้น การขุดค้นพบหลุมศพสมัยศตวรรษที่ 4 แห่งหนึ่งที่มีโครงกระดูกสุนัขที่มีกระดูกวัวท่อนใหญ่วางไว้ใกล้หัวของมัน ชนเปรูโบราณชิริบายา (Chiri Baya ค.ศ.900-1400) ฝังสุนัขของพวกเขาโดยมีของกินชิ้นโปรดวางไว้ใกล้ๆ การขุดค้นสุสานโบราณใกล้เมืองอิโล ทางใต้ของเปรู ก็พบว่ามีศพสุนัขราว 80 ตัว ถูกฝังอยู่ในสุสานเดียวกับคน แต่ละตัวจะมีหลุมของมันเองเคียงข้างเจ้าของ บางตัวถูกห่อด้วยผ้าห่มทำจากขนของตัวลามา (สัตว์ตระกูลเดียวกับอูฐ) อย่างดี หลายตัวมีกระดูกลามาหรือก้างปลาอยู่ใกล้ๆ สุนัขเหล่านี้ตายด้วยสาเหตุธรรมชาติ ไม่ใช่ถูกฆ่าสังเวยหรือฆ่าเป็นอาหารแต่อย่างใด พวกมันคงจะมีหน้าที่ต้อนฝูงลามาด้วย จึงได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี และแม้ตายไปแล้วก็ยังผูกพันห่วงใย
ชาว อียิปต์ก็รักสุนัขไม่น้อยหน้ากัน ที่สุสานแห่งหนึ่งในเมืองอะปิดอส คณะขุดค้นพบมัมมี่สุนัขตัวหนึ่งอยู่แทบเท้าศพชายผู้มีนามจารึกบนฝาโลงว่า ฮาปิ-เมน (Hapi-Men) เขามีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 4 ก่อน ค.ศ. เจ้าตูบซึ่งได้ชื่อตามนายว่า ลูกสุนัขฮาปิ (Hapi-Puppy) ตัวนี้มีอายุราว 2 ปี เป็น สุนัขพันธุ์เล็กคล้ายแจ๊ครัสเซลเทอร์เรีย มันคงเป็นที่รักยิ่งของฮาปิ-เมน จึงอาจถูกฆ่าทำมัมมี่เพื่อให้ไปใช้ชีวิตด้วยกันในโลกหน้า
ศพสุนัขใน สุสานที่น่าทึ่งอีกตัวคือที่สุสานยัสมินา คาร์เทจ ประเทศตูนิเซีย เป็นสุสานสมัยศตวรรษที่ 3 ในยุคโรมัน หลุมศพหนึ่งในสุสานนี้อันเป็นหลุมที่มีการตกแต่งประดับประดาด้วยหินและ กระเบื้องมีศพเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีโครงกระดูกสุนัขแก่อยู่ที่ปลายเท้า
เจ้า สุนัขแก่แห่งสุสานยัสมินานี้มีลักษณะคล้ายพันธุ์ปอมเมราเนียน นับเป็นตัวอย่างยุคแรกๆของสุนัขเลี้ยงพันธุ์เล็ก (Toy Breed) สิ่งที่น่าทึ่งของเจ้าตัวนี้ก็คือ สภาพร่างกายของมันมีปัญหาหลายอย่าง ทั้งสะโพกเคลื่อน กระดูกสันหลังผิดรูป และยังเป็นโรคกระดูกและข้ออีกด้วย ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้มันเคลื่อนไหวยากทั้งสิ้น แถมท้ายด้วยฟันก็หัก ซึ่งคงจะกินได้แต่อาหารนิ่มๆ แต่มันก็ยังอยู่ดีมีชีวิตรอดมาได้จนอายุราวสิบกลางๆถึงปลายๆที่นับว่าสูงวัย ทีเดียว
...
ณ เมืองซิลเชสเตอร์ (Silchester) ทางใต้ของอังกฤษ มีซากเมืองโรมันโบราณขนาดใหญ่ Calleva Atrebatum การขุดค้นที่นี่พบซากสุนัขนับสิบ ซึ่งมีตั้งแต่เล็กๆ จำพวกเทอร์เรียไปจนถึงใหญ่ๆ อย่างลาบราดอร์ หรือเกรย์ฮาวนด์ บางตัวนั้นได้รับการดูแลอย่างดี เจ้าตัวหนึ่งมีร่องรอยกระดูกขาหักหลายแห่งที่คงทำให้มันเดินลำบาก แต่กลับไม่มีร่องรอยการอักเสบติดเชื้อเลย แสดงว่ามันอยู่ภายใต้การดูแลบังคับมิให้เคลื่อนไหว กระดูกจึงสมานได้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม บางตัวก็มิได้โชคดีเช่นนั้น ในหลุมแห่งหนึ่งมีซากสุนัขสามตัวกับกาอีกตัวถูกฝังอยู่กับเศษหม้อทะลุและมีด ด้ามงาเล่มหนึ่งที่ด้ามเป็นรูปสุนัขสองตัวทับกัน มีดเช่นนี้เป็นของมีค่าราคาแพง ดังนั้น สุนัขในหลุมนี้จึงน่าจะเป็นสุนัขที่ได้รับการยกย่องเป็นพิเศษ หรือไม่ก็ถูกฆ่าเซ่นสังเวย
...
ซาก สุนัขที่ซิลเชสเตอร์นี้บ่งบอกว่าชาวโรมันยุคนั้นนิยมสุนัขขนาดเล็ก ดูเหมือนจะเป็นแฟชั่นของพวกผู้ดีมีเงินที่จะเลี้ยงสุนัขไว้อวดความรํ่ารวย คงจะจูงหรืออุ้มอวดกันเหมือนสาวๆ สมัยนี้ถือกระเป๋าแบรนด์เนมกระมัง สุนัขพันธุ์ขาโค้ง ต้นตระกูลของสุนัขจำพวกบูลด๊อก บาสเส็ทฮาวนด์ ดัตช์ฮุนด์ ก็เกิดขึ้นในยุคนี้
คนในบางอารยธรรมก็เห็นคุณค่าของสุนัขในอีกแง่ มุม คือเป็นผู้ส่งสารไปยังเทพไท้เทวดาหรือเป็นเครื่องเซ่นนั่นเอง การฆ่าสุนัขเซ่นสังเวยเพื่อบรรเทาภัยธรรมชาตินั้น ปรากฏในต่างๆถิ่น เช่น กรีกโบราณ ที่ชาวสปาร์ตาฆ่าสุนัขเซ่นสังเวยเพื่อชัยชนะในการศึก กระดูกเสี่ยงทายจากราชวงศ์ชางของจีนกล่าวถึงพิธีหนิง (Ning) ซึ่งมีการฆ่าสุนัขถวายเทพเจ้าแห่งลม ที่เกาะครีต ดินแดนอารยธรรมไมโนอันก็พบโครงกระดูกสุนัขที่ปราศจากศีรษะอยู่ใกล้โต๊ะบูชา เล็กๆ นักโบราณคดีตีความว่านี่เป็นการเซ่นสรวงสังเวยเทพเจ้าหลังเกิดแผ่นดิน ไหวครั้งใหญ่ ซึ่งเห็นได้จากร่องรอยกำแพงปรักหักพังและไฟไหม้ทั่วบริเวณใกล้เคียงนั้น
ที่ เมืองซาร์ดิส (Sardis) ในตุรกี ซึ่งในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรลิเดีย (Lydia 680-546 ก่อน ค.ศ.) นักโบราณคดีพบหลุมที่มีหม้อไหถ้วยชามสำหรับพิธีเลี้ยงอาหารกับมีกระดูกลูก สุนัขตัวหนึ่งด้วย สันนิษฐานว่านี่คือการรับประทานอาหารในพิธีกรรมที่จัดขึ้นถวายเทพเจ้า อาหารที่ว่าคงจะมีเนื้อเจ้าตูบเป็นจานพิเศษอยู่จานหนึ่งด้วย
ส่วนที่ อะโกรา ตลาดใหญ่แห่งเอเธนส์โบราณ นักโบราณคดีก็พบบ่อนํ้าที่มีกระดูกคนมากมายหลายร้อยร่าง ในจำนวนนั้นมีกระดูกเด็กแรกเกิดอยู่ด้วยราว 450 ร่าง กับกระดูกสุนัขปะปนอีกร้อยกว่าตัว จากการวิเคราะห์กระดูกทั้งหมดพบว่าเด็กทารกน่าจะตายด้วยสาเหตุธรรมชาติ แต่สุนัขนั้นถูกฆ่าแน่ๆ สันนิษฐานว่าเป็นการฆ่าสังเวยในพิธีล้างบาปเด็กแรกเกิด และในฮังการี ที่เมืองคานา (Kana) ใกล้บูดาเปสต์อันเป็นเมืองในยุคกลาง (คริสต์ศตวรรษที่ 5-15) นี่เอง นักโบราณคดีขุดพบกระดูกสุนัขและสัตว์อื่นๆอีกมากมายที่ถูกฆ่าในลักษณะเซ่น สรวงสังเวย สุนัขบางตัวถูกฆ่าใส่ไหกลบฝังใต้ฐานรากอาคาร การฆ่าแล้วฝังสัตว์เป็นธรรมเนียมที่ชาวฮังการีถือปฏิบัติกันมาจนถึงในศตวรรษ ที่ 20 โดยเชื่อว่าจะช่วยขจัดสิ่งชั่วร้ายได้
...
นอกจาก นี้ สุนัขยังถูกฆ่าเพื่อการบริโภคเป็นอาหารเปิบพิสดารจานเด็ด เมนูนี้ดูเหมือนว่าชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาจะชื่นชอบเป็นพิเศษ การขุดค้นที่เกาะเดวอน แคนาดา ปรากฏหลักฐานว่าชาวธูเล (Thule บรรพบุรุษของพวกอินูอิต หรือชาวเอสกิโมปัจจุบัน) เลี้ยงสุนัขไว้ทั้งใช้งานและเป็นอาหารในช่วงศตวรรษที่ 12-15
บรรพบุรุษ ของพวกแอสเท็คแห่งอเมริกาใต้ที่มีชื่อว่าชาวชิชิเม็ค (Chichimec) หรือชนสุนัข (Dog People) ก็เลี้ยงสุนัขขนเกรียนพันธุ์ Xoloitzcuintle ไว้บริโภคในงานเลี้ยงไฮโซระดับวังหลวง ชื่อ Dog People ก็คงจะได้มาเพราะอย่างนี้เอง และที่เมืองฮาลลิเดย์ (Halliday) รัฐมิสซูรี ใกล้คาโฮเกีย (Cahokia) แหล่งวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองโบราณบริเวณหุบเขาแม่นํ้ามิสซิสซิปปี สหรัฐอเมริกา การขุดค้นก็พบกระดูกสุนัขที่ถูกชำแหละจำนวนมากในช่วงปี ค.ศ.1050-1400 แสดงว่าชนพวกนี้เปิบสุนัขกันเป็นอาหารประจำวัน
ชาว โอลเม็ค ชนโบราณผู้เฟื่องฟูอยู่แถบที่ราบลุ่มตํ่าตามแนวอ่าวเม็กซิโก ตั้งแต่ปี 1400-400 ก่อน ค.ศ. ก็เป็นอีกพวกที่ เอร็ดอร่อยกับเนื้อสุนัข ทั้งๆที่มีอาหารอื่นๆอีกสารพัดอุดมสมบูรณ์ไม่รู้ว่าเชื่อเรื่องเนื้อสุนัข เป็นยาโด๊ปหรือไง การขุดค้นที่ซาน โลเรนโซ (San Lorenzo) พบซากสุนัขปะปน กับสัตว์ที่เป็นอาหารอื่นๆอย่างนก กวาง ปลา ในกองขยะครัวเรือนของชาวโอลเม็ค แต่ที่น่าสังเกตก็คือกระดูกสุนัขที่พบในแหล่งโบราณคดีที่เป็นท้องไร่ท้องนาน อกเมืองนั้น มักจะเป็นส่วนกระดูกขาและกะโหลกที่ไม่ค่อยมีเนื้อ ในขณะที่ตามที่อยู่ของชนชั้นสูงในเมือง จะพบส่วนที่มีเนื้ออวบๆเต็มๆ จึงสันนิษฐานว่าชาวไร่ชาวนาเลี้ยงสุนัขเพื่อส่งไปเวียดนาม เอ้อ ไม่ใช่สิ ส่งให้เจ้าขุนมูลนายแทนค่าภาษีที่ดิน คงชำแหละส่วนดีๆส่งไปแล้วตัวเองก็เหลือส่วนกระดูกๆไว้แทะ การตรวจพิสูจน์พบว่ามันถูกขุนให้อวบอ้วนด้วยข้าวโพดเพียงอย่างเดียว กลายเป็นสุนัขเจไป
การ ฝังศพสุนัขนั้น บางแห่งก็มีสุสานให้พวกมันเป็นสัดเป็นส่วนต่างหาก อย่างที่ซัคคาราในอียิปต์มีสุสานสำหรับสุนัขและสัตว์ต่างๆเป็นอุโมงค์ใต้ บริเวณวิหารเทพอนูบิส เทพเศียรสุนัข สุนัขเหล่านี้บางตัวก็ถูกฆ่าสังเวยเทพเจ้า แต่บางตัวก็ถูกเลี้ยงดูอย่างดีในลักษณะที่เป็นตัวแทนหรือสาวกของเทพเจ้า พวกหลังนี้จะได้รับการฝังอย่างยกย่องในเวิ้งผนังด้านข้างอุโมงค์ แทนที่จะถูกกองรวมๆกันอย่างรายอื่นๆ
ชนโบราณมักเชื่อว่าสุนัขมีความ ผูกพันบางประการกับวิญญาณและโลกหลังความตาย อย่างเซอร์บิรุส สุนัขสามเศียรผู้เฝ้าประตูสู่ยมโลกตามตำนานกรีกและโรมัน เทพสุนัข Xoloti ของแอสเท็ค ซึ่งคนตายจะต้องเกาะหางของมันสู่ยมโลก ชนพื้นเมืองแถบนิวเม็กซิโกถือว่าสุนัขเป็นผู้พิทักษ์สู่โลกหลังความตาย และต้องฆ่าสุนัขฝังไปกับศพ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีลัทธิศาสนาเกิดขึ้นในราว ค.ศ.1300 สุนัขก็ไม่ปรากฏตามหลุมศพในสุสานอีก ดูเหมือนมนุษย์จะไม่ถือว่ามันเป็นผู้นำสู่โลกหลังความตายอีกแล้ว มันถูกลดบทบาท (ด้วยความโล่งใจของสุนัข) เหลือเพียงเพื่อน...
เพื่อนแท้ที่แสนจะน่ารักและจงรักภักดีโดยไม่มีเงื่อนไข.
ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน