กษิดิศ

วิกฤติจากอุทกภัยที่ผ่านมา ทำให้เราได้เห็นแล้วว่า หมดยุค! ที่เราจะอยู่ในสังคมแบบเห็นแก่ส่วนตน เราต้องหันมามองส่วนรวม ชุมชน และใส่ใจในสิ่งแวดล้อม รวมถึงการมีจิตอาสา เป็นเทรนด์ที่สังคมยุคใหม่ต้องมี ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับหนุ่มสาวรุ่นใหม่หลายๆคนที่ล้วนเป็นกำลังสำคัญในสังคมหนึ่งในตัวแทนของคนรุ่นใหม่หัวใจสีเขียว อย่าง สิทธิ์พล ทองสุข ที่เคยเดินเข้ามาในทำเนียบยังก์เจนเนอเรชั่นของหน้าสตรีไทยรัฐแล้วครั้งหนึ่ง เขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มวัย 26 ปี เจ้าของโรงแรมแฟร์เฮ้าส์ วิลล่า แอนด์ สปา บนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเป็นหนึ่งในอนุกรรมการมูลนิธิกรีนไอแลนด์ของเกาะสมุย ซึ่งลุยทำงานด้านการอนุรักษ์อย่างจริงจัง

“อาจจะมองว่าผมทำธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว จึงมีแนวคิดเรื่องการอนุรักษ์ ส่วนหนึ่งอาจจะใช่ เพราะว่าถ้าท้องทะเลเราสวยงาม มีปะการัง คนเขาต้องอยากมาเที่ยว แต่เหตุผลหลักคือ ผมเกิดและโตที่นี่ เกาะสมุยของเรามีทรัพยากรทางธรรมชาติชายฝั่งทะเลที่สวยงาม เรามีแนวปะการังที่สมบูรณ์ที่สุดในอ่าวไทย แต่พอต่อมาได้เห็นทรัพยากรธรรมชาติของบ้านเราเสื่อมโทรมลง หากเราไม่บริหารทรัพยากรทางธรรมชาติให้ดีๆ บ้านเราก็จะมีความเสื่อมโทรม ผมจึงเห็นว่า เราควรช่วยกันขับเคลื่อนฟื้นฟูเกาะสมุยให้สวยงามดังเดิม”

ด้วยจิตสำนึกรักบ้านเกิดนี้ จึงจุดประกายให้นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงคนนี้เริ่มต้นการอนุรักษ์จากโรงแรมของตัวเองก่อนโดยฝึกพนักงานให้รู้จักการอนุรักษ์ จนในที่สุด ปี 2009 โรงแรมของเขาก็ได้รับรางวัล The ASEAN Green Hotel Award พร้อมกันนี้ สิทธิ์พล อยากที่จะทำให้สมุยเป็นเกาะสีเขียวเช่นกัน เขาจึงร่วมกับพรรคพวกเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ


“กรีนไอแลนด์” ในปี 2550 โดยร่วมกับสมาคมโรงแรมไทยและเทศบาลสมุย โดยเขาเล่าว่า การทำงานของเราเริ่มต้นจากการเข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียน รวมทั้งการจัดกิจกรรมอนุรักษ์ในโรงเรียน พยายามทำให้เป็น Eco-School จากนั้นเราก็พยายามทำให้โรงแรมของเราเป็น Eco-Hotel โดยเริ่มต้นด้วยการจัดการขยะ, ลดการใช้สารพิษ ฯลฯ

ส่วนแรงบันดาลใจในการทำงานอนุรักษ์นั้น สิทธิ์พลบอกว่า “เรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เป็นรุ่นของผม ของคุณ หรือรุ่นไหนๆ แต่เป็นเรื่องของทุกคน เราต้องเข้าใจว่า สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใกล้ตัวเรา หากเสื่อมโทรมลง อาจจะส่งผลกระทบต่อทุกคนในสังคมได้”

อีกหนุ่มคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่งานได้สอนให้เขาเรียนรู้ การมีจิตอาสา ทำงานเพื่อสังคม กษิดิศ รัตนโอภาส หนุ่มวัย 31 ปี ซึ่งผันตัวเองจากหนุ่มเมืองกรุง เคยเป็นทั้งผู้สื่อข่าว เป็นนักเขียนสารคดี ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก (ฉบับภาษาไทย) และบรรณาธิการบทความ นิตยสารดิจิตอล ลิฟวิ่ง และบรรณาธิการบริหาร นิตยสารไทยแลนด์ อินดัสเทรียล ทูเดย์ มารับตำแหน่ง ผู้จัดการพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) ในดินแดนห่างไกลในตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

กษิดิศ เล่าว่า ก่อนหน้าตนไม่รู้จักโครงการหลวงเชิงลึก พอมีอาจารย์ที่นับถือ ขณะที่เรียนปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่าให้มาลองสมัครทำงานนี้ เพราะคิดว่าเหมาะกับตนจึงลองมาทำดู จากวันนั้นถึงวันนี้ 3 ปีแล้วที่งานนี้ทำให้ตนเองรู้จักคุณค่าในตัวเองมากขึ้น รู้จักทำงานเพื่อคนอื่น สร้างความสุขใจ

“งานของผมไม่ได้นั่งโต๊ะอยู่แต่ในออฟฟิศ พิพิธภัณฑ์ของเราเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ได้มาเรียนรู้โครงการพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงแก้ปัญหาพื้นที่สูงภาคเหนืออย่างรอบด้านและยั่งยืน โดยทรงสร้างอาชีพ ไม่ให้พวกเขาปลูกฝิ่น ทรงให้ความรู้ เรียกว่า แก้จน แก้เจ็บ แก้ไม่รู้หนังสือของชุมชนชาวเขา ที่เขาหนีสงครามจากจีน พม่าก็ไม่เอา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชานุญาตให้เขาอยู่ที่นี่ พวกเขาเหล่านี้ล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดซึ้งเลย และจากการทำงานนี้ ทำให้ผมตอบตัวเองได้ว่า เรารักในหลวงเพราะอะไร ตอนเด็กรู้สึกรักพระองค์ แต่ไม่รู้เพราะอะไร พอได้มาทำงานที่นี่ ผมตอบได้แล้วครับ”

หนุ่มไฟแรงคนนี้บอกอีกว่า การทำงานของตนจึงควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชนด้วย โดยมีกิจกรรมให้ความรู้ทั้งในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรป่า การปลูกป่า ดูแลรักษาป่า รวมไปถึงการสร้างฝาย ซึ่งงานทุกอย่างที่ ตนทำนั้นไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นการสานต่องานในสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเคยมีรับสั่งนั่นเอง และในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของชุมชน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในสังคมชุมชนเล็กที่แตกต่างไปจากเดิม

“งานที่ผมทำนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่าได้ทั้งเงินและกล่อง ทำงานด้านสื่อมวลชนมา 6-7 ปี ไม่เคยมีความรู้อิ่มใจเท่านี้เลย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความรักที่เรามีต่องาน กับคนที่ทำงาน และต่อชุมชน การเปิดใจ ซึ่งต่างคนต่างให้ความรักซึ่งกันและกัน ความสุขจึงเกิดขึ้นครับ”

พลังของคนรุ่นใหม่แบบนี้แหละที่จะทำให้สังคมไทยเป็นสุขค่ะ!

...