ลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามายามนี้ อาจจะหอบภัยร้ายอย่าง “ไวรัส” ที่เรามองไม่เห็นและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเด็กๆ มาด้วย โดยเฉพาะ “ไวรัสโรต้า” ตัวการท้องเสียในเด็ก ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีเป็นพิเศษในช่วงหน้าหนาว ศาสตราจารย์นายแพทย์สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ได้ให้ความรู้เรื่องนี้ว่า เชื้อไวรัสทุกชนิดจะระบาดในช่วงที่อากาศเย็น เชื้อไวรัสโรต้าก็เช่นกัน สามารถทนอยู่ในสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้นานขึ้น เด็กๆจึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโรต้า

เพิ่มในช่วงหน้าหนาว ต่างจากช่วงหน้าร้อน แค่โดนแดดเชื้อไวรัสก็ตายแล้ว ความน่ากลัวของไวรัสโรต้าคือ ต่อให้เราป้องกันดูแลรักษาความสะอาดดีอย่างไร เชื้อไวรัสก็สามารถแพร่ระบาดไปสู่เด็กๆ ได้ตลอดเวลา เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี มีโอกาสติดเชื้อไวรัสโรต้าในช่วง 2 ปีแรก ส่วนเด็กที่ถูกเลี้ยงดูในสิ่งแวดล้อมที่ดี อาจมีโอกาสติดเชื้อในตอนโต หรือช่วงวัยที่เข้าโรงเรียนแล้ว


สำหรับอาการของการติดเชื้อไวรัสโรต้า คุณหมอสมศักดิ์บอกว่า นอกจากท้องเสียแล้ว ช่วงที่ติดเชื้อร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมสารอาหารและเกลือแร่ได้ โดยเฉพาะเด็กเล็กในวัย 1-2 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงวัยพัฒนาการทั้งร่างกาย สมอง และระบบประสาท หากเด็กเกิดการติดเชื้อในทางเดินลำไส้จะส่งผลต่อการดูดซึมสารอาหาร และย่อมส่งผลกระทบต่อการยับยั้งพัฒนาการของเด็ก ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วง 2 ปีแรกเด็กจะหัวโตเร็วมาก จากการวิจัยพบว่า เด็กที่ได้รับเชื้อไวรัสโรต้า และมีอาการของโรคในช่วงวัย 1-2 ปี จะได้รับผลกระทบต่อร่างกายด้านต่างๆ เช่น ความสูงที่อาจจะต่ำกว่าเด็กทั่วไป ในวัยก่อน 7 ปี ความพร้อมต่อการเรียนรู้ช้ากว่าเด็กทั่วไปในช่วงวัยเรียน และยิ่งในเด็กที่ท้องร่วงซ้ำๆ ก่อนอายุ 2 ปี จะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางสมองหรือไอคิวต่ำกว่าเด็กวัยเดียวกันถึง 10 จุด

คุณหมอสมศักดิ์กล่าวต่อว่า วิธีการป้องกันโรคท้องร่วงจากไวรัสโรต้าเป็นโรคที่ไม่สามารถใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาให้หายได้ ต้องรักษาไปตามอาการแบบประคับประคอง และให้น้ำเกลือ ดังนั้น จึงแนะนำให้ป้องกันด้วยการให้ลูกน้อยได้รับวัคซีน เพื่อลดความรุนแรงของโรค ซึ่งวัคซีนนี้มี 2 ชนิด คือ ชนิดที่กิน 2 ครั้ง และชนิดที่กิน 3 ครั้ง รวมทั้งคุณแม่ควรให้นมลูกอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อให้เด็กมีภูมิคุ้มกัน และพ่อแม่ควรรักษาความสะอาดโดยหมั่นล้างมือให้ตนเองและลูกเสมอ.

...