คำพูดติดปากคนไทยทั้งประเทศตอนนี้คือคำว่า "คนไทยช่วยเหลือกัน" หรือ "คนไทยไม่ทิ้งกัน" ยิ่งตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ จะเห็นคนใจบุญนำข้าวของและบริจาคเงินไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม แต่สำหรับคนบางกลุ่มกลับพลิกวิกฤติเลวร้ายให้เป็นโอกาสสำหรับตัวเอง ซ้ำเติมผู้ประสบภัยให้เจ็บช้ำน้ำใจกันหนักเข้าไปอีก เห็นง่ายๆ คือการโก่งราคาสินค้าและค่าบริการที่กำลังเป็นที่ต้องการของผู้ประสบภัย ซึ่งไม่ใช่ขึ้นราคาเพียง 10 หรือ 20 บาท แต่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวและอาจมากกว่านั้น
ค่าเรือสุดโขก ฆ่าคนสุดโหด
ถนนที่เคยเดินกันไปมายามปกติ กลับกลายเป็นแม่น้ำที่ขยะลอยเต็มไปหมด ทางเดียวที่จะเข้าไปในบ้านได้คือ เรือ แต่เส้นทางเพียงแค่ไม่กี่ร้อยเมตร ค่าเรือจ้างที่จอดเทียบแทน รถโดยสารหรือมอเตอร์ไซค์ทันทีที่น้ำขึ้น กลับมีราคาค่าโดยสารถึง 200-300 บาทต่อเที่ยว แต่ที่น่าเจ็บใจไปกว่านั้น เวลาที่เห็นในโทรทัศน์ จะมีบรรดามูลนิธิอาสาชื่อดังถามไถ่ชาวบ้านราวกับเป็นญาติสนิทพร้อมบริการรับ-ส่งอย่างจริงใจ แต่เมื่อไม่มีกล้องจับตา การกระทำเหล่านี้ก็แทบไม่มีให้เห็น โดยทางไทยรัฐออนไลน์เหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่ต้องการเรือโดยสารเพื่อนำอาหารไปส่งให้กับมารดาที่ติดอยู่ในบ้าน ซึ่งระยะทางเพียงแค่ 100 เมตรจากปากทางเท่านั้น แต่เจ้าของเรือจ้างกลับบอกค่าจ้างเรือเข้าไปถึง 200 บาทเลยทีเดีียว แต่เมื่อเป็นทางเลือกทางเดียวและรอบข้างก็ไม่มีใครอาสาจะพายเรือพาเข้าไป หญิงสาวจึงจำยอมจ่ายค่าเรือสุดโหดนั้นไปอย่างไม่มีทางเลือก
...
มอเตอร์ไซค์วินใจหิน
ในช่วงเวลาปกติ เรามักใช้บริการมอเตอร์ไซค์วินเดินทางในซอยที่แคบและลึก แต่เมื่อน้ำมันเอ่อจนท่วมและลึกจนบางคนไม่เสี่ยงที่จะเดินลุยเข้าไป มอเตอร์ไซค์วินจึงพร้อมให้บริการพร้อมราคาค่าโดยสารที่พุ่งขึ้นเป็นเท่าตัว ชายคนหนึ่งที่ใช้บริการมอเตอร์ไซค์วินเป็นประจำได้เล่าว่า บ้านของเขาอยู่ลึกเข้าไปในซอยลาดพร้าว 20 ประมาณ 1 กิโลเมตร เคยจ่ายค่าโดยสารแค่ 15 บาทต่อเที่ยวเท่านั้น แต่ในช่วงวิกฤตการณ์น้ำท่วมเช่นนี้ ค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ขึ้นเป็น 60-100 บาท ซึ่งข้ออ้างของการขึ้นราคาก็คือ"รถมันเสี่ยงที่น้ำจะเข้าเครื่องยนต์ และบริเวณที่จะเข้าไป น้ำมันลึกมาก"
ที่จอดรถใจแคบ
รถยนต์ ยานพาหนะอันดับหนึ่งที่มนุษย์เลือกใช้ ได้กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนพร้อมกันเลิกใช้ในช่วงน้ำท่วมและต้องหาทางนำรถของตัวเองขึ้นไปไว้บนที่สูงให้เร็วที่สุด เพื่อเลี่ยงน้ำเข้าเครื่องยนต์เสียหายจนยากจะแก้ไข แต่พื้นที่สูงน้ำท่วมไม่ถึง ไม่ได้มีอยู่ทั่วไป ซึ่งบางคนก็เลือกวิธีประหยัดแต่เสี่ยงขโมยทุบรถ โดยนำรถไปจอดไว้บนทางด่วนหรือสะพานต่างๆ และมีคนบางส่วนนำรถไปจอดไว้ตามอาคารสูง จึงถือเป็นโอกาสที่อาคารเหล่านี้จะขึ้นราคาที่จอดแบบไม่เห็นใจคนเดือดร้อน อย่างห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งขึ้นราคาที่จอดรถแบบมหาโหด โดยคิดราคาต่อคืนถึง 400 บาทเลยทีเดียว ซึ่งทางห้างก็ให้เหตุผลที่น่าเห็นใจเช่นกันว่า "ถ้าอนุญาตให้รถมาจอดกันหมดลานจอด แล้วรถลูกค้าที่มาจับจ่ายซื้อของจะไปจอดที่ไหน เราต้องอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าเป็นหลัก "
ชูชีพช่วยชีวิต???
สินค้าที่มาแรง ขายดีที่สุดในท้องตลาดคงหนีไม่พ้นชูชีพ รองเท้าบูท และกางเกงกันน้ำ แน่นอนว่าอุปสงค์มาพร้อมอุปทาน สินค้าเป็นที่ต้องการ ราคาย่อมแพงตามไปด้วย ในยามปกติเราอาจซื้อชูชีพได้เพียงตัวละร้อยกว่าบาท แต่ในช่วงนี้มีราคาตั้งแต่ 250 - 400 บาท ส่วนรองเท้าบูทแบบธรรมด๊าธรรมดาเคยวางขายเกลื่อนกลาดในราคาคู่ละ 100-200 บาท แต่ในขณะนี้ผู้ค้าส่วนใหญ่แปะป้ายราคาสูงถึง 400-500 บาทเลยทีเดียว ซึ่งถ้าเลือกรองเท้าพื้นหนาหรือขนาดรองเท้าสูงเหนือเข่า ราคาก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่วนคุณภาพของสินค้าคงไม่ต้องพูดถึง ขนาดกางเกงกันน้ำที่หวังจะช่วยไม่ให้น้ำที่สกปรกมาโดนผิวกาย พอสวมลงน้ำ น้ำกลับไหลซึมและยิ่งทำให้เดินยากหนักเข้าไปอีก ซึ่งราคาคงไม่ต้องพูดถึง แพงลิ่วไปถึง 300-450 กันแล้ว และคาดว่าราคาคงจะพุ่งขึ้นไปอีก หากสถานการณ์น้ำท่วมยังไม่คลี่คลาย
แต่ใช่ว่าสังคมไทยจะสิ้นคำว่า "คนดีมีน้ำใจ" ตามท้องถนนยังมีคนไทยใจดีอีกมากเหมือนกันที่ยอมอุทิศแรงกายและแรงใจ เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่เดือดร้อนโดยหวังสิ่งตอบแทนเป็นแค่รอยยิ้ม และคำขอบคุณที่จริงใจจากคนที่เขาช่วยเหลือ ทางไทยรัฐออนไลน์จึงขอเป็นตัวแทนขอบคุณและเป็นกำลังใจให้กับ "คนดี" ที่ไม่ได้ทำบุญเอาหน้า อย่างที่ใครบางคนเขาทำกัน
...