จากวิกฤติมวลน้ำก้อนใหญ่จากภาคเหนือ และน้ำทะเลหนุน ทำให้พื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดโดยรอบถูกน้ำท่วม ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ต้องไร้ที่อยู่อาศัย ขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม โดยที่ผ่านมา ภาครัฐได้มีการจัดตั้งศูนย์อพยพไว้หลายแห่ง เพื่อรองรับผู้ที่ประสบอุทกภัยได้เข้าพักพิง เช่นเดียวกับศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งศูนย์ที่รองรับผู้ประสบภัยที่อพยพเข้ามามากกว่า 3,000 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่อยู่ในเขตพื้นที่ดอนเมือง ปากเกร็ด เมืองทอง ตลาดรังสิต นนทบุรี และอยุธยา
ทั้งนี้ศูนย์ดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรมธนารักษ์ โดยมีอาสาสมัครจากกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน อาทิ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ มูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา มูลนิธิสื่อเพื่อนเยาวชน เครือข่ายละครดีดี๊ดี เข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยง เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้อพยพให้สามารถช่วยเหลือตนเองและคนอื่นได้
นางสาวสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ในฐานะหนึ่งในแกนนำกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน กล่าวว่า การที่มีคนจากร้อยพ่อพันแม่มารวมกันอยู่ในที่เดียวกันนี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการสร้างกฎระเบียบการอยู่ร่วมกัน ทั้งนี้ภายในศูนย์ ได้มีการแบ่งที่พักออกเป็น 4 โซนด้วยกัน โดยกำหนดให้แต่ละโซนมีแกนนำที่สามารถดูแลสมาชิกได้ ซึ่งจะมีการดูแลบริหารจัดการพื้นฐาน เช่น การใช้ห้องน้ำ การทิ้งขยะ การซักผ้า การรักษาความสะอาดเรียบร้อย การห้ามส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น การไม่ดื่มสุรา ไม่เล่นการพนัน สูบบุหรี่ในที่จัดไว้ การจัดเวรยาม เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ส่งเสริมให้มีกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้ผ่อนคลายความตึงเครียด เช่น การปรับทุกข์ผูกมิตร การลดความเครียดด้วยธรรมะ ดนตรี ศิลปะ การฝึกอาชีพ และกิจกรรมสำหรับแม่และเด็ก
...
“เชื่อว่าผู้ประสบภัยทุกคนที่อพยพเข้ามาอยู่ในศูนย์ มีศักยภาพในตัวเอง เราจึงจำเป็นต้องดึงศักยภาพเหล่านั้นของพวกเขาออกมา โดยเน้นการมีส่วนร่วม เพื่อให้สามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้เร็วที่สุด พร้อมกับสามารถช่วยเหลือและดูแลผู้อื่นได้ด้วย ดังนั้นก่อนที่ภาครัฐจะไปเปิดศูนย์ที่ใดก็ตาม จำเป็นต้องมีการปฐมนิเทศเพื่อทำข้อตกลงในการอยู่ร่วมกัน โดยเฉพาะความละเอียดอ่อนเรื่องมิติระหว่างหญิงชาย เพราะหากเกิดวิกฤติแบบนี้ขึ้นอีก ก็จะเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีปัญหา” นางสาวสุเพ็ญศรี กล่าว
ด้านนายสมศักดิ์ ศิริพันธุ์ ผู้อำนวยการเครือข่ายละครรณรงค์งดเหล้า (ดีดี๊ดี) กล่าวว่า เพื่อเป็นการช่วยลดความเครียดให้กับผู้ประสบภัยที่ต้องสูญเสียบ้าน ต้องตกงาน รวมทั้งปัญหาหนี้สิน ทางเครือข่ายจึงได้มีการจัดกิจกรรม และแสดงละครสร้างสรรค์สังคมให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยที่เข้ามาพักพิงภายในศูนย์ได้ดูเพื่อความบันเทิง สนุกสนาน สร้างรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ รวมทั้งจัดกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ให้แก่เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมเพื่อสร้างจินตนาการ โดยเชื่อว่า กิจกรรมที่จัดขึ้นจะสามารถช่วยให้ผู้ประสบภัยได้รู้สึกผ่อนคลายไม่มากก็น้อย
ขณะที่นายรุ่งวิรัตน์ เฉื่อยกลาง อายุ 29 ปี พนักงานขับเครื่องจักร หนึ่งในแกนนำอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่พักพิงอยู่โซนที่ 2 กล่าวว่า ตนเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยที่อพยพมาจาก อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี โดยได้เสนอตัวเป็นอาสาสมัคร และเป็นตัวแทนของผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก เพื่อเป็นกระบอกเสียง รวมทั้งช่วยดูแลผู้อพยพที่พักพิงในโซนเดียวกัน ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งการที่เราจะสามารถทำให้คนอื่นที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนยอมรับในตัวเราได้นั้น ต้องมีความจริงใจ เปิดใจให้กว้าง รวมทั้งต้องมีความอดทนอย่างสูง โดยเริ่มจากการเข้าไปพูดคุยสร้างความคุ้นเคย พร้อมกับแนะนำตัวเองว่า เราจะเข้ามาอาสาช่วยดูแลความต้องการเบื้องต้น เช่น การนำข้าวมาให้คนป่วยที่ไม่มีใครดูแล การจัดเวรยามเฝ้าระวังภายในโซนที่พักอาศัย ตลอดจนการทำข้อตกลงร่วมกันในการรักษาความสะอาด การห้ามส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น เป็นต้น
...
“การที่ให้ผู้ประสบภัยได้ดูแลกันเอง นับเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะมีความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี ดูแลกันทั่วถึงมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าหน้าที่ได้มาก นอกจากนี้ยังทำให้เกิดมิตรภาพใหม่ๆ เกิดขึ้น จากการได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน และทำให้คลายความตึงเครียดกับปัญหาของตัวเองไปได้มาก เพราะได้รับรู้ปัญหาของคนอื่น ซึ่งหลายคนมีปัญหาที่หนักกว่าเรามาก แต่เขาก็ยังยิ้มสู้ ไม่ท้อถอย ทำให้เรามีกำลังใจที่จะสู้ชีวิตต่อไป และพร้อมที่จะช่วยเหลือคนที่ลำบากกว่าเราด้วย” นายรุ่งวิรัตน์ กล่าว
แม้ว่าวิกฤติการณ์น้ำท่วมครั้งนี้จะสร้างความเสียหายและความเดือดร้อนไปแทบทุกหย่อมหญ้า แต่ก็ยังคงมีสิ่งดีๆ ที่สะท้อนกลับมานั่นคือ น้ำใจของคนไทยที่ไม่ทิ้งกัน ยังคงให้ความช่วยเหลือและดูแลกัน และเชื่อว่าเราจะก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน.