อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
“ผี”...มีจริงหรือเปล่า ถ้ามีจริง พวกเขาจะอยู่ต่อได้นานแค่ไหนหลังหมดลมหายใจในฐานะมนุษย์ไปแล้ว จะเป็น 10 ปี 20 ปี หรือนับร้อยๆปี
คนถามอย่างนี้มีเยอะ แต่คนตอบได้มีน้อย และบอกได้ยากอีกต่างหากว่า คนที่ว่าตอบได้นั้น “จริง” หรือเปล่า
แต่หากไปถามชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ (อดีต) โรงพยาบาลโอวินสก้า (Owinska Hospital) ในประเทศโปแลนด์ เห็นทีจะตอบตรงกันเป็นส่วนใหญ่ว่า ผีมีแน่ๆ และอยู่นานเสียด้วย แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน แต่วิญญาณก็ยังไม่ยอมไปไหน ว่า แล้วคนเป็นๆก็เลยต้องเป็นฝ่ายไป
ตามรายงานหมู่บ้านโอวินสก้ากำลังกลายเป็นหมู่บ้านร้าง เพราะเมื่อผีไม่ยอมไปไหน คนเลยต้องเป็นฝ่ายไปอย่างที่ว่า ไม่ต้องมีน้ำท่วมหรือภัยอะไร ก็อพยพลี้ภัยกันสุดตัว จนหมู่บ้านกลายเป็นหมู่บ้านร้าง หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “เมืองผี” (Ghost Town) ไปซะแล้ว
วิญญาณในโรงพยาบาลแห่งนี้ไม่ใช่ธรรมดา เพราะโรงพยาบาลโอวินสก้านั้นเปิดรักษาผู้ป่วยทางจิต หรือเรียกง่ายๆคือ โรงพยาบาลบ้า ดังนั้น ก่อนจะกลายเป็นผี ผู้ที่เคยอยู่ที่นี่ก็คุ้มดีคุ้มร้ายกันอยู่แล้ว พอกลายมาเป็นวิญญาณก็เลยส่งเสียงกันสารพัดแบบ ทั้งโหยหวย กรีดร้อง หัวเราะร่วน และเสียงอันน่าหวาดกลัวเหล่านี้ มักจะมาถี่ๆขึ้น เมื่อใกล้วันสำคัญ นั่นคือ ทุกวันที่ 11 พฤศจิกายน ของทุกปี ซึ่งเป็นวันครบรอบการสังหารหมู่ที่เคยเกิดขึ้นที่โรงพยาบาลแห่งนี้ ซึ่งในปัจจุบันเป็นสถานที่รกร้างที่ไม่มีใครกล้าเหยียบย่างเข้าไปนัก
แม่สาวบอกว่า โดยปกติแล้ว ในช่วงวันครบรอบเหตุการณ์อันน่าสลดนั้น ไม่เพียงแต่เสียงร้อง เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งที่มาเป็นประจำเท่านั้น แต่จะมีองค์ประกอบอื่นๆ ของวิญญาณมากันครบ ไม่ว่าจะเป็นเงา หรือรูปร่างอะไรบางอย่างที่แปลกๆ เคลื่อนที่ไปมาผ่านกำแพง และทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นเมืองที่ถูกหลอน
โอวินสก้าเป็นเมืองเล็กๆอยู่ห่างออกไปทางตะวันตกของกรุงวอร์ซอ เมืองหลวงโปแลนด์ ประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร และโรงพยาบาลโอ วินสก้า ก็เป็นโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยทางจิตที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคย่านนี้
ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนตุลาคม 1939 พวกนาซีก็ทยอยขนคนไข้ของโอวินสก้าออกไปทีละ 2-3 คันรถ ไปแล้วไปลับไม่กลับมา พวกเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก็ได้แต่ยืนมอง จนกระทั่ง 11 พฤศจิกายน 1939 คนที่ยังเหลืออยู่ก็ถูกสังหารหมู่เสียที่นี่ ส่วนใหญ่ของผู้เสียชีวิตสิ้นใจจากการถูกรมแก๊สพิษ เรียกว่าฆ่าคนยังไม่ยอมเปลืองกระสุน แถมยังเชือดได้ ทีละมากๆอีกด้วย นี่แหละสันดานนาซีโดยแท้
จากที่เราได้เรียนรู้กันอย่างเป็นทางการมานานว่า หลังได้รู้ตัวว่ากลายเป็นผู้แพ้ อดอล์ฟ ฮิต–เลอร์ ผู้นำนาซี ได้ตัดสินใจยิงตัวตายเมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ.1945 เป็นการลาโลกไล่ตามไปกับ อีวา บราวน์ คู่ชีวิตที่ดื่มยาพิษปลิดชีพตัวเองไปด้วยกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม และฮิตเลอร์ได้สั่งการให้เผาศพของตนเองและภรรยาเสียให้สิ้นซาก เพราะไม่อยากให้ใครนำร่างไร้วิญญาณไปประจาน ดังนั้น จึงไม่เคยมีใครพบศพของบุรุษผู้อื้อฉาวที่สุดแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 เลย
แต่ในปี ค.ศ.2009 ที่ผ่านมา คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอนเนกติกัต สหรัฐอเมริกา ได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการตรวจสอบเศษกะโหลกชิ้นนี้ แล้วก็ประกาศลั่นโลกว่า กะโหลกที่ “เชื่อ” กันมานานว่าเป็นของ “ฮิตเลอร์” นั้น ไม่ใช่ “ฮิตเลอร์” และไม่มีทางเลยที่จะเป็นไปได้ เพราะดีเอ็นเอที่สกัดได้จากกะโหลกนี้ เป็นดีเอ็นเอของหญิงสาวนางหนึ่ง ที่น่าจะมีอายุอยู่ระหว่าง 20-40 ปี แล้วจะเป็นฮิตเลอร์ไปได้ยังไง...
อ่านแล้วอึ้งสุดๆ ก็ตรงที่หนังสือเล่มนี้แฉว่า คนที่พาฮิตเลอร์หนีน่ะไม่ใช่หน่วยทหารนาซี แต่เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองอเมริกัน หรือซีไอเอ ที่เป็นผู้พาหนี แลกกับการขอข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีสงครามของนาซี ที่ตอนนั้นเชื่อกันว่าก้าวหน้าไปมากกว่ากองทัพอื่นๆ
ไอ๊หยา...ถ้าเป็นจริงคงชีช้ำสุดๆ
อย่างไรก็ตาม พอ 2 คู่หูประกาศตัวเปิดหนังสือเล่มนี้ ก็มีบรรดานักประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะนักประ วัติศาสตร์ชาวอเมริกันออกมาโวยกันใหญ่ว่า ไม่จริง...เพี้ยนไปกันหมดแล้ว เรื่องแบบนี้เป็นไปไม่ได้แน่นอน สหรัฐอเมริกาไม่มีทางเปิดโอกาสให้ฮิตเลอร์หนี และไม่มีวันเป็นไปได้ ผู้นำหนวดจิ๋มจะไปนั่งๆนอนๆอยู่สุขสบายในอาร์เจนตินาได้อีกตั้ง 17 ปี ก่อนแก่ตายโดยไม่มีใครทำอะไรในช่วงนั้น
งานนี้ก็คงต้องแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่านว่าจะเชื่อฝ่ายไหน สำหรับผู้เขียนแล้ว เชื่อในทฤษฎีที่ว่า ฮิตเลอร์หนีรอดไปได้ เพราะเราได้เห็นกันแล้วว่า ไม่มีอะไรมายืนยันการฆ่าตัวตายของฮิตเลอร์ได้เลยจริงๆ กะโหลกที่เคยเป็นคำตอบสุดท้ายก็กลายเป็นซังกะบ๊วย เพราะฉะนั้น จึงเป็น ไปได้สูงที่พี่หนวดจะแอบแวบไปก่อนกองทัพรัสเซียจะบุกมาถึงตัว
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง การที่ฮิตเลอร์น่าจะรอดจากเยอรมนีไปได้ และอาจจะไปแก่ตายบนเตียงที่ไหนสักแห่ง ก็คงเป็นข้อมูลที่ทำให้หลายคนน้ำตาร่วง โดยเฉพาะญาติพี่น้องของผู้สูญเสีย และผู้ที่ต้องเจอสิ่งเลวร้ายต่างๆจากความบ้าคลั่งของนาซี ที่ได้รับรู้ว่า “กรรม” ไม่ได้ติดจรวดไปกับฮิตเลอร์ด้วย
ทฤษฎีนี้ต่างหาก ที่อาจจะเป็นเรื่องที่หลอก หลอนเราได้มากกว่าวิญญาณต่างๆที่อาจจะอยากเพียงแค่ทวงถามความยุติธรรม
และถ้ามันจริง ก็เป็นการหลอกหลอนกันระดับโลกเลยทีเดียว.
...
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน