ได้ชื่อว่าเป็นหนุ่มเจ้าโปรเจกต์ ปริญญ์ พานิชภักดิ์ ทายาทคนเก่งของอดีตเลขาฯอังก์ถัด ดร.ซุป–ศุภชัย พานิชภักดิ์ กับ มาดามศสัย ซึ่งปลีกเวลาจากผู้บริหารในตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการลงทุนภูมิภาคเอเชีย บริษัทเครดิต ลียองเนส์ (ฮ่องกง) มาทำฝันของตัวเองให้เป็นจริง ด้วยการร่วมหุ้นกับเพื่อน ซึ่งเป็นลูกเจ้าของร้านอาหารจีนชื่อดัง “Four Season” ในประเทศอังกฤษ มาเปิดสาขาในไทย ที่ชั้น G ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อให้บรรดานักชิมไม่ต้องลำบากเดินทางไกลเพื่อไปกิน “เป็ดย่าง” เลิศรสถึงแดนผู้ดี
หนุ่มคนเก่งวัย 35 ปี คนนี้บอกว่า ชีวิตตัวเองส่วนใหญ่เรียนอยู่ต่างประเทศ หลังจากจบชั้น ม.2 จากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ตอนอายุ 12-13 ปี ก็ถูกส่งไปเรียนต่อที่โรงเรียน Charterhouse School ในเมือง Surrey ประเทศอังกฤษ จากนั้นเรียนต่อปริญญาตรีทางด้านเศรษฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ London School of Economics (LSE) พอจบจึงได้กลับเมืองไทย เริ่มต้นชีวิตการทำงานที่ธนาคารแห่งอเมริกา เมอร์ริลลินซ์ (Merrill Lynch) อยู่เกือบ 3 ปี จึงย้ายมาทำงานที่ ABN AMRO Bank และ Deutsche Bank Tisco ในตำแหน่งรองประธาน ก่อนที่จะโยกไปทำงานที่ลียองเนส์ อยู่ที่ฮ่องกง ทางด้านวาณิชธนกิจ
ด้วยนิสัยชอบกินและชอบทำอาหาร ปริญญ์ บอกว่า ผมเป็นคนชอบหาของอร่อยกิน ตั้งแต่อยู่ที่อังกฤษ เคยทำงานอยู่ที่ร้านอาหารดัง “บลู เอ–เลเฟ่น” ที่ลอนดอน ในช่วงปิดเทอม ได้อาทิตย์ละ 70-80 ปอนด์ และเคยไปช่วยงานกลุ่มไทยสแควร์ ผู้บริหารคนไทยกลุ่มใหญ่ที่เปิดร้านอาหารในลอนดอน และตอนช่วงวัยรุ่น 18 ปี ได้รู้จักกับ “ปีเตอร์ แลม” ลูกชายเจ้าของร้านอาหาร Four Season ซึ่งเขาเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันกับเพื่อนสนิทของผมที่เป็นคนไทย และได้คุยกันเล่นๆตั้งนานแล้วว่า น่าจะเปิดร้านที่เมืองไทย เพราะคนไทยที่มาอังกฤษชอบอาหารจีนร้านนี้มาก
“เปิดร้านนี้คุณแม่ชอบมากครับ เพราะท่านชอบรับประทานอาหารจีน ที่บ้านเป็นนักชิม อย่างผมกินแล้วชอบวิเคราะห์ด้วยว่าทำอย่างไร ตอนอยู่ที่อังกฤษต้องทำเอง มาอยู่ที่ฮ่องกงก็ชอบหาของอร่อยๆกิน แต่ถึงแม้ผมจะอยู่ฮ่องกง “ปีเตอร์” อยู่อังกฤษ แต่เรามีหุ้นส่วนซึ่งเป็นเพื่อนคนไทยอีกคน เป็นคนคอยดูแลร้าน เราแยกหน้าที่กันทำ “ปีเตอร์” ดูโนฮาว การทำอาหารทุกอย่าง ผมดูแลการตลาดและประชาสัมพันธ์ ส่วนการโอปะเรตในร้าน เพื่อนอีกคนจะดู แต่เราก็คุยกันทุกวัน และผมกลับเมืองไทยเป็นประจำเกือบทุกอาทิตย์อยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหา”
แม้งานจะยุ่งรัดตัว แต่ ปริญญ์ ยังมีสมองและเวลาทำงานเพื่อเด็กๆที่ด้อยโอกาสอีกด้วย โดยเล่าว่า ที่บริษัทของเขามีโครงการให้เงินช่วยเหลือโครงการเพื่อสังคม เขาจึงเขียนโครงการเข้าไปขอ และได้งบมาสร้างอาคารเรียนให้ที่ Child Protection&Development Centre ซึ่งอยู่ที่พัทยาใต้ พอว่างก็ชวนเพื่อนๆ ไปสอนหนังสือและทำกิจกรรมต่างๆ
เมื่อถามถึงการเดินตามรอยผู้เป็นพ่อทางด้านการเมือง ปริญญ์ บอกว่า ผมเป็นคนสบายๆ พอใจในสิ่งที่ทำทุกวันนี้ และมองว่าคนที่เข้าสู่วงการเมืองจะต้องมีความพร้อมทั้งความรู้และประสบการณ์ ไม่ใช่แค่เป็นลูกนักการเมืองหรือมีคอนเนคชั่น เพราะงานการเมืองเป็นงานที่ซีเรียสและต้องเสียสละ ที่จะต้องให้คนวิจารณ์ได้ ตอนนี้ผมยังตอบไม่ได้ เพราะทุกวันนี้มีความสุขกับชีวิตและการงานที่ทำอยู่แล้ว
สังคมไทยกำลังต้องการคนรุ่นใหม่แบบนี้อีกเยอะๆ.
...