ด้วยภาพลักษณ์คุ้นตา แต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบไทยๆ บุคลิกภูมิฐาน แลดูเคร่งขรึม คงปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้หลายคนออกอาการกล้าๆ กลัวๆ เมื่อได้พบเจอ "เผ่าทอง ทองเจือ" แม้จะรู้ว่าท่านผู้นี้เป็นนักประวัติศาสตร์ ผู้ซึ่งมีภูมิความรู้ด้านประวัติศาสตร์-โบราณคดีเป็นอย่างดี

"ไทยรัฐ ออนไลน์" มีโอกาสต้อนรับท่านในฐานะคอลัมน์นิสต์ที่จะมาสร้างสีสันผ่านเรื่องราวใน คอลัมน์ "คนดังนั่งเขียน" ที่เตรียมเปิดตัวสู่สายตาผู้อ่านในวันที่ 11 เดือน 11 ปี 2011 ที่ใกล้ถึงนี้ ถือเป็นการเกริ่นเรียกน้ำย่อยด้วยการทำความรู้จักกับตัวตน ที่ใครหลายคนจินตนาการว่าเป็นคนโบราณล้าสมัย...

"ไม่หยุดนิ่ง! ชอบทำงานเป็นทีมเวิร์ก"

คิด ว่าเสน่ห์ของเราอยู่ที่การเป็นคนไม่หยุดนิ่ง ส่วนตัวไม่ชอบนั่งอยู่กับโต๊ะทำงาน ไม่ชอบอยู่กับที่ มีคนถามว่าทนสอนหนังสือได้อย่างไรตั้ง 35 ปี อย่าลืมว่าแต่ละปีเราก็มีข้อมูลใหม่ๆ มีภาพถ่ายมาอัพเดทอยู่ตลอด เราจึงเห็นกระแสสังคมและการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนมาโดยตลอด เรียกว่าทำงานแบบไม่เชยเพราะรับฟังความเห็นของคนรุ่นใหม่ เชื่อในการทำงานเป็นทีมเวิร์ก จะไม่ทำงานแบบวันแมนโชว์แน่นอน แม้ภาพที่ออกมาอาจทำให้สังคมคิดว่าเราชอบทำงานหลากหลายด้วยตนเอง แต่บอกได้เลยว่าเรามีทีมงานที่ดีคอยสนับสนุน

"ถนัดเรื่องประวัติศาสตร์ แต่ไม่เชย!"

ตอน นี้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ให้คำแนะนำด้านวัฒนธรรม นอกจากนี้ก็เป็นธุรกิจส่วนตัว อาทิ ห้องเสื้อเผ่าทอง ออกแบบและตัดชุดสมัยใหม่แต่ใช้วัตถุดิบที่ผลิตจากผ้าไหมผ้าฝ้าย วางจำหน่ายที่เอ็มโพเรียม พารากอน เดอะมอลล์ อันนี้ถือว่าตรงตัวตนมากที่สุดเพราะเป็นคนชอบประยุกต์อะไรที่ร่วมสมัย , ข้าวเผ่าทอง , สบู่เผ่าทอง , แหนมเผ่าทอง ซึ่งเป็นของอินทรีย์ทั้งหมด และก็ยังเป็นอาจารย์พิเศษสอนอยู่ที่โรงเรียนจิตรลดาและโรงเรียนนายร้อยพระ จุลจอมเกล้า เขาชะโงก สอนด้านประวัติศาสตร์ในเรื่องที่ถนัด พ่วงด้วยบริษัทอัญญมัญญา จัดทัวร์เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ทำให้ได้เดินทางแทบทุกเดือน ได้เห็นอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา แต่จริงๆ แล้วก็ถือเป็นอาชีพหลักหมดทุกอย่าง


"วัฒนธรรม" ต้อง "ร่วมสมัย"
เรื่อง ราวที่เขียนจะเป็นแนวศิลปวัฒนธรรม ถ้าพูดคำว่า "ศิลปวัฒนธรรม" หลายคนคงรู้สึกน่าเบื่อ เชย ดูโบราณ เลยคิดว่าเมื่อได้มาเขียนคอลัมน์บนสื่อออนไลน์ก็จะต้องมีความพิเศษไม่ใช่ เพียงมาเล่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา คงเป็นการเล่าเชิงเปรียบเทียบให้คนรุ่นใหม่เข้าใจได้ง่าย ทั้งที่มาที่ไปในเรื่องอดีตเปรียบเทียบกับยุคปัจจุบัน อาจมีบางส่วนบางตอนของคอลัมน์ที่จะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ความเคลื่อนไหวของ วัฒนธรรมในยุคปัจจุบัน รวมถึงรายละเอียดต่างๆ เช่น วิถีชีวิต วัฒนธรรมการกิน ประเพณี ภาษา ซึ่งพบเห็นจากการเดินทางมาตลอดชีวิต เรียกว่าเขียนทุกอย่างเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม นอกจากนี้ก็จะนำเหตุการณ์รอบตัวที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นๆ มาเล่าแบบสนุกสนาน ทำให้ผู้อ่านไม่รู้สึกไกลตัวด้วยภาษาสมัยใหม่อาจมีภาษาวัยรุ่นภาษาแชทบ้าง นักภาษาศาสตร์หรือกระทรวงวัฒนธรรมอาจต้องปวดหัวนิดหน่อย แต่ภาษาเช่นนี้จะเป็นกุศโรบายอย่างหนึ่งที่จะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้

"ยินดีที่คนรุ่นใหม่สนใจรากเหง้าความเป็นไทย"
อยาก ให้คอลัมน์นี้เป็นประโยชน์ เพื่อสื่อถึงวัฒนธรรมและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยพื้นฐานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐถือเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดความเป็นไปของสังคม ระดับหนึ่ง เชื่อว่าไทยรัฐออนไลน์จะเป็นสื่อที่สามารถกำหนดบทบาทต่างๆ ในสังคมได้มากขึ้นด้วยความเร็วในการนำเสนอ นอกจากนี้ยังมีช่องทางในการสื่อสารกับผู้อ่านผ่านอีเมล์ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้อ่านและผู้เขียนซึ่งน่าจะสนุกสนานและเป็น ที่ชื่นชอบมากขึ้น

ทุกวันนี้ก็มีคนสนใจถามเรื่องราวศิลปวัฒนธรรม ต่างๆ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นจำนวนมาก แต่เราก็ยินดีจะตอบทุกคำถาม เพราะถือเป็นเรื่องดีที่คนรุ่นใหม่หันมาสนใจรากเหง้าความเป็นไทย แม้ว่าบางกลุ่มจะเป็นเด็กนักเรียนที่มาซักถามเพื่อนำไปใช้ประกอบรายงานหรือ ส่งการบ้านอาจารย์ ก็รู้สึกยินดีและเต็มใจให้ความรู้ ปัจจุบันคนค้นเอกสารโบราณที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติน้อยลง อ่านหนังสือในหอสมุดแห่งชาติน้อยลง ปัญหาเหล่านี้ถือเป็นที่มาทำให้เกิดทางลัดในการค้นคว้า ขณะนี้ก็มีเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ให้สามารถเข้าถึงผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ได้ง่าย อยากรู้อะไรก็ซักถามได้ตรงๆ

...


"มีความรู้มากมายอยากถ่ายทอด แต่เสียใจที่เด็กรุ่นใหม่หลงลืม"
บอก ได้เลยว่ารู้สึกยินดีที่จะได้ร่วมเขียนคอลัมน์กับไทยรัฐออนไลน์ กว่า 35 ปีที่เป็นครูเป็นอาจารย์สอนโบราณคดีสอนประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวมากมายที่อยากถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่ได้รู้ เห็นอะไรมาหลายรุ่นหลายยุค น่าเสียดายที่คนรุ่นใหม่ไม่สนใจเรียนโบราณคดีประวัติศาสตร์ เพราะเป็นวิชาที่ไม่ทำเงิน ในระบบโลกปัจจุบันเด็กจะอยากทำงานที่ได้เงินเดือนมากๆ แต่ทุกคนกำลังลืมว่านี่เป็นวิชาที่มีคุณค่าต่อประเทศ ส่วนตัวคิดว่าเป็นอาชีพที่ภาครัฐต้องเข้ามาโอบอุ้ม อีกหน่อยจะไม่มีคนสนใจเรียนและผู้ประกอบอาชีพสาขานี้ก็จะลดลง

พฤติกรรม ดังกล่าวเกิดขึ้นมากในประเทศโลกที่สามในโซนที่เราเรียกว่าประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากปัจจัยเรื่องปากท้องถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อไหร่ที่ปากท้องอิ่มสบายคนจึงจะหันกลับมาสนใจศิลปวัฒนธรรมเพราะนั่นคือ รากเหง้าของมนุษย์ ทุกวันนี้จะเห็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป ประเทศเหล่านี้เจริญแล้วและโหยหาศิลปวัฒนธรรมอย่างมาก

"อย่ายึดตัวเองเป็นปัจเจก แต่ไม่ควรใช้เสรีภาพจนฟุ่มเฟือย!"
ไม่ เคยมองว่าวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของวัยรุ่นไทยเป็นการขัดหูขัดตา ถ้าเรายึดมั่นจะกลายเป็นเราใช้ตัวเองเป็นปัจเจก สิ่งที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงในสังคม อยู่ที่ผู้ใหญ่ว่าจะสามารถให้ความรู้หรือกระตุ้นให้เด็กเข้าใจได้มากน้อย เพียงใดว่าเป็นเรื่องสมควรหรือไม่ อย่างไร เด็กอาจเข้าใจว่าพฤติกรรมของพวกเขาเป็นความทันสมัย แต่ผู้อื่นอาจเห็นเป็นมลภาวะทางสายตาทางอารมณ์ ถือเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราจะต้องบอกต้องสอนให้เด็กเข้าใจ

หากได้เดินทางไปประเทศลาว เขมร พม่า จะเห็นว่ามีแผ่นพับเกี่ยวกับ Do&Don't แจกตั้งแต่ที่สนามบิน เพื่อชี้แจงกับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำในประเทศของ เขา ไม่ได้บอกว่าประเทศไทยต้องยึดถือแบบนั้นแต่ละประเทศมีวัฒนธรรมและความเหมาะ สมต่างกัน แต่ประเทศไทยมีเสรีภาพมากมายจนบางครั้งทำให้เราใช้เสรีภาพแบบฟุ่มเฟือยเกิน ไป เราอาจนำเสนอสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เหมือนกับเกาหลีที่นำเสนอวัฒนธรรมทางอ้อมผ่านหนังผ่านละคร แต่บางครั้งคนดูก็ไม่ซึมซับสิ่งเหล่านั้นได้แต่เสพความบันเทิงทางตรงเพียง อย่างเดียว


"มหัศจรรย์คนไทย สร้างสรรค์ได้อย่างชาญฉลาด"
คนไทยมี ความสามารถและสร้างสรรค์ได้อย่างชาญฉลาด แต่ทุกวันนี้เราใช้ความเก่งความสามารถเพียง 50% ถ้าเพิ่มได้ถึง 80% อาจทำให้ประเทศเราพัฒนาไปได้อีกมาก ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะต้องผลักดันความสามารถของตัวเองออกมา และผ่านวิกฤติผ่านปัญหาทุกอย่างไปด้วยกัน

"ไม่เคยเชื่อว่าตัวเองถูกเสมอ!"
สิ่ง ที่ผู้อ่านทุกท่านจะได้รับจากคอลัมน์ "คนดังนั่งเขียน" เป็นการสื่อกระแสของวัฒนธรรมที่เป็นอยู่และเปลี่ยนแปลงในสังคม แม้อาจมีการวินิจฉัยบ้างในทัศนะต่างๆ แต่แนวทางการนำเสนอจะเน้นสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวและได้พบเจอในชีวิตประจำวัน ซึ่งเชื่อว่าทุกคนจะสนุกและได้ความรู้ไปพร้อมกัน ส่วนการโต้ตอบที่จะเกิดขึ้นระหว่างผู้อ่านและผู้เขียนนั้นถือเป็นเรื่องที่ น่ายินดี เราเองไม่เคยเชื่อว่าความคิดของตนเองนั้นถูกต้องเสมอ มีโอกาสแค่ 1 ครั้งต่อสัปดาห์จึงอยากให้เป็นคอลัมน์ที่ท้าทายไม่หยุดนิ่ง เมื่ออ่านจบก็จะไม่จบแค่ตัวหนังสือ แต่จะมีประเด็นทิ้งทายให้ได้กลับไปเป็นข้อคิดสนุกๆ ให้อ่านได้ทั้งสนุกและมีประโยชน์.