เทศกาลวันไหว้พระจันทร์ หรือเทศกาลแห่งความกลมเกลียว เพราะในวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนแปดของทุกปี ชาวไทยเชื้อสายจีนและชาวจีนในหลายประเทศทั่วโลกจะพร้อมใจตั้งโต๊ะจัดของสักการะบูชาพระจันทร์ เพื่อเป็นการขอพรให้กับครอบครัวและให้กับชีวิตของตัวเอง โดยทุกคนในครอบครัวจำเป็นต้องกลับบ้านมาทำพิธี และหลังจากเสร็จพิธีก็ถึงเวลาที่ครอบครัวจะรับประทานอาหารร่วมกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่อกันอย่างสนิทสนมกลมเกลียว
หลายคนอาจคิดว่า เทศกาลไหว้พระจันทร์ย่อมต้องมีขนมไหว้พระจันทร์ที่วางขายอยู่มากมายในท้องตลาดเป็นเครื่องเซ่นไหว้หลักที่อยู่บนโต๊ะบูชา แต่แท้จริงแล้ว เครื่องเซ่นไหว้ที่ถูกต้องตามประเพณีนั้นล้วนสำคัญและมีความหมายแฝงเอาไว้ เพราะนอกจากขนมไหว้พระจันทร์ที่มีลักษณะกลมเหมือนดวงจันทร์ เพื่อบ่งบอกถึงความกลมกลึงของชีวิตแล้ว ยังต้องมีอาหาร ขนมหวาน ผลไม้ ธูปเทียน และที่แปลกแต่จริงของการบูชาพระจันทร์นี้ก็คือ การเพิ่ม"เครื่องสำอางและของใช้ส่วนตัวผู้หญิง"เพิ่มไปในรายการของเซ่นไหว้ด้วย โดยเชื่อว่าเป็นการเสริมเรื่องเสน่ห์ ความงดงาม บ้างก็ไหว้ด้วยกระเป๋าสตางค์ แก้วแหวนเงินทอง เพื่อให้มีความอยู่ดีกินดี มีเงินทองมากมาย แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือโคมไฟ เพื่อชีวิตที่สุกใสสว่าง
...
เทศกาลไหว้พระจันทร์ จะไม่เจาะลึกถึงขนมไหว้พระจันทร์ ตัวเด่นของเทศกาลก็ไม่ได้เสียแล้ว เพราะพอย่างเข้าปลายเดือนสิงหาคมต้นเดือนกันยายน ร้านเบอเกอรี่และร้านไอศกรีมพร้อมใจพาเหรดขนมไหว้พระจันทร์ที่มีตั้งแต่ไส้ถั่วแดงดั้งเดิม ลูกนัทจีน 5 ชนิด และเมล็ดบัว ต่อมาก็ได้มีการดัดแปลงให้ถูกปากและมีความหลากหลายมากขึ้น จึงมีไส้ทุเรียน ไข่เค็ม ลูกเกาลัด คัสตาร์ด และไอศกรีมหลายรสชาติอีกด้วย
เพื่อให้เข้าใจและรู้ถึงที่มาของเทศกาลไหว้พระจันทร์แบบกระจ่างแท้ เราจึงได้ถามกับ"ซินแสภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล" ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าว ซึ่งอาจารย์ก็สามารถตอบเราได้แบบทะลุปรุโปร่งว่า "เดิมทีเทศกาลไหว้พระจันทร์ คนจีนในสมัยโบราณใช้เป็นวันพบปะหารือเพื่อวางแผนการใหญ่ แต่พอกาลเวลาผ่านไป ผู้คนก็เริ่มหันมาไหว้บูชาพระจันทร์เพื่อขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต และยิ่งในปัจจุบันนี้ การขายค้าเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ใช้ความเชื่อเรื่องเทศกาลไหว้พระจันทร์กำหนดกฏเกณฑ์เครื่องเซ่นไหว้ให้ยุ่งยากมากขึ้น อย่างเช่น การไหว้อาหารตามราศีปีนักษัตรต่างๆ สำหรับอาจารย์มองว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็น ขอให้ไหว้เท่าที่เรามีกำลังและความศรัทธาก็พอ"
จากคำบอกเล่าของซินแสชื่อดังของเมืองไทย ทำให้เราลองไปสืบคะเนประวัติคร่าวๆเกี่ยวกับกำเนิดเทศกาลไหว้พระจันทร์ ซึ่งมีมากมายหลายตำนานเหลือเกิน แต่พอจะแบ่งออกมาคร่าวๆ ได้ 2 ประเภท คือ "เรื่องเล่าที่ดูจะเป็นไปได้"กับ"นิทานที่น่าสนุกชวนติดตาม"
มาเริ่มกันที่เรื่องเล่าที่อิงกับคำบอกเล่าของอาจารย์ภาณุวัฒน์ที่ว่า ราวปี พ.ศ. 1911 เป็นช่วงมองโกลยึดครองจีน ประชาชนชาวจีนพยายามที่จะลุกฮือเพื่อต่อต้าน จึงทำขนมเค้กหรือขนมที่มีลักษณะคล้ายขนมไหว้พระจันทร์ขึ้น สอดไส้ภายในด้วยจดหมายลับ และนัดแนะช่วงเวลาให้คนทั้งประเทศมารวมตัวกัน โดยทหารมองโกลไม่ได้ระแวงถึงจุดประสงค์ของชาวจีนแต่อย่างใด เพราะคิดว่าขนมเค้กเหล่านั้นเป็นการทำตามประเพณีดั้งเดิมของชาวจีนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ในคืนนั้นเองทหารมองโกลจึงถูกปราบเสียราบคาบ พอประเทศจีนอยู่ในภาวะสงบเรียบร้อย ราชวงศ์หมิงที่เพิ่งสถาปนาเป็นผู้ปกครองประเทศ ก็ประกาศจัดตั้งเทศกาลไหว้พระจันทร์เป็นประเพณีถือปฏิบัติกันมาจนถึงทุกวันนี้
ส่วนเรื่องนิทานนั้นมีมากมายหลายตำนาน แล้วแต่ใครจะหยิบยกขึ้นมาเล่าขานให้คนรุ่นหลังฟังกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ ก็คือความสำคัญของเทศกาลไหว้พระจันทร์ ไม่ใช่อยู่ที่ขนมไหว้พระจันทร์หรือเครื่องเซ่นไหว้ที่มีราคาแพงและตรงตามตำราท่านว่าไว้ แต่มันคือความสามัคคีกลมเกลียวในครอบครัวที่บรรพบุรุษเขาตั้งใจกำหนดขึ้น เพื่อให้คนในครอบครัวได้นั่งรับประทานอาหารร่วมกันสักมื้อ แค่ปีละไม่กี่ครั้งหรือสอง ก็ยังดีกว่าไม่มีโอกาสเลย
...