ข้าพเจ้าได้ตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนำของพระราชทานไปช่วยเหลือราษฎร มักจะเป็นเครื่องอุปโภคบริโภค พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งกับข้าพเจ้าว่า การช่วยเหลือแบบนี้เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ซึ่งช่วยเขาไม่ได้จริงๆ ไม่เพียงพอ ทรงคิดว่าทำอย่างไรจึงจะช่วยเหลือชาวบ้านเป็นระยะยาว คือ ทำให้เขามีหวังที่จะอยู่ดีกินดีขึ้น ข้าพเจ้าจึงเริ่มคิดหาอาชีพเสริมให้แก่ครอบครัวชาวนาชาวไร่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหาแหล่งน้ำ ให้การทำไร่ทำนาของเขาเป็นผลต่อประเทศชาติ ต่อบ้านเมือง ทรงพระดำเนินไปดูตามไร่ของเขา ทรงคิดว่า นี่เป็นการให้กำลังใจ และที่ทรงให้ข้าพเจ้าดูแลครอบครัว  เลยเป็นที่เกิดของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ”...พระราชดำรัสดังกล่าวของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งพระราชทานแก่ผู้เข้าเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2534 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา คงพอสะท้อนได้ดีถึงน้ำพระราชหฤทัยอันเหลือล้นที่ทรงห่วงใยในทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์ ตลอดจนพระวิสัยทัศน์อันยาวไกล ที่ทรงส่งเสริมการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างรายได้เลี้ยงตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งเปรียบเสมือนยาวิเศษที่พลิกฟื้นชีวิตราษฎรชาวไทย

นับตั้งแต่ทรงพระเยาว์ สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงมีความสนพระทัยในศิลปะและวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างยิ่ง หลายสิ่งปรากฏให้เห็นในงานศิลปาชีพ ครั้นเมื่ออภิเษกสมรสกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงแสดงออกถึงความสนพระทัยในศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างชัดเจน พร้อมประกาศความเป็นไทยในทุกสถานการณ์ โดยหนึ่งในประจักษ์พยานที่บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจในความเป็นไทยคือ การทุ่มเทพระองค์ให้กับการอนุรักษ์ผ้าไหมไทย  เพื่อร่วมสืบสานมรดกของชาติไทย

เป็นที่ทราบกันดีว่า สมเด็จพระบรมราชินีนาถ โปรดผ้าไทยมาตั้งแต่ครั้งยังทรงเป็นพระคู่หมั้น และเมื่ออภิเษกสมรสแล้ว ระหว่างตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเยือนราษฎรตามถิ่นทุรกันดารทั่วทุกภาคของประเทศ ได้ทอดพระเนตรผ้าทอมือผืนงามจากฝีมือชาวบ้าน ก็ยิ่งทรงตระหนักว่า  ศิลปะบนผืนผ้ากับวัฒนธรรมไทยที่เกี่ยวเนื่องกับการทอผ้า เป็นสิ่งล้ำค่าที่ต้องอนุรักษ์ไว้  นอกจากจะทรงซื้อผ้าทอมือผลงานชาวบ้านมาตัดเย็บฉลองพระองค์แล้ว สมเด็จพระบรมราชินีนาถยังทรงส่งเสริมการทอผ้าเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงตนเองอย่างยั่งยืนด้วย

“การส่งเสริมผ้าทอมือ” ถือเป็นปฐมฤกษ์ของการทรงงานศิลปาชีพในชนบท โดยเมื่อปี 2498 เป็นปีที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ตามเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เยือนภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นครั้งแรก และได้ทอดพระเนตรเห็นหญิงชาวบ้าน ทั้งที่ยากจนแสนเข็ญ แต่ก็ยังนุ่งซิ่นไหมมัดหมี่สวยงามแปลกตามาก ต่อมาเมื่อเสด็จฯแปรพระราชฐาน ณ วังไกลกังวล หัวหิน ในปี 2508 ขณะเสด็จฯเยี่ยมราษฎรที่เขาเต่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทรงพบหญิงซึ่งสามีเป็นชาวประมง และทำมาหากินไม่พอเลี้ยงครอบครัว จึงทรงชักชวนให้หัดทอผ้า โปรดเกล้าฯ ให้ครูจากราชบุรีมาสอน กันที่ท้ายวัง ถ้าใครทำได้ดีฝีมือประณีตและขยันขันแข็ง จะได้รับเหรียญจารึกด้านหลังว่า “พระราชทานคนขยัน” เพื่อเป็นกำลังใจ หญิงชาวบ้านเขาเต่าจึงมีรายได้พิเศษจากอาชีพเสริม และมีความรู้เรื่องทอผ้า

เมื่อเกิดอุทกภัยใหญ่ที่นครพนม ในปี 2513 นาข้าวจำนวนมากจมน้ำเสียหาย ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมราษฎร ก็ทรงมีพระราชปรารภว่า  น่าจะหาอาชีพให้ราษฎร เพราะลำพังสิ่งของพระราชทานนั้นไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพระยะยาว ทรงรับแนวพระราชดำริจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่แรกว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้ประชาชนสามารถช่วยเหลือตนเองได้ และยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวของตัวเอง ทำยังไงให้ประชาชนมีการดำรงชีวิตที่ราบรื่น และอยู่ได้ยั่งยืนชั่วลูกชั่วหลาน ไม่ใช่การเอาของไปแจกก็เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า พระองค์ท่านทรงหยิบงานผ้าที่ราษฎรทำอยู่แล้วในครัวเรือน สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ และมีความคุ้นเคยอยู่แล้ว มาสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อต่อยอดเป็นอาชีพเสริม ถึงแม้จะสวยหรือไม่สวย ก็ทรงรับซื้อไว้หมด และพระราชทานเงินให้ ด่างก็ซื้อ ลายไม่เสมอกันก็ซื้อ ซื้อเพื่อให้พวกเขารู้ว่างานเหล่านี้ทำสตางค์ได้ และช่วยประคองชีวิตให้พ้นจากความจน

ในฐานะรองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ “ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ” ย้อนรำลึกถึงความทุ่มเทพระองค์ในการอนุรักษ์ผ้าไทยว่า “สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงสนพระทัยการส่งเสริมอาชีพราษฎรอยู่แล้วตั้งแต่ครั้งเสด็จฯประทับที่วังไกลกังวล เสด็จฯหมู่บ้านเขาเต่า ทรงสอนหนังสือชาวบ้านด้วย เพราะส่วนใหญ่จะไม่รู้หนังสือ เมื่อทรงรับแนวพระราชดำริจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะทรงช่วยให้ราษฎรยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเองแล้ว จึงโปรดเกล้าฯให้ “ท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์” ราชเลขานุการในพระองค์ฯ ยุคนั้น นำคณะไปจังหวัดนครพนม เพื่อค้นหาผ้าที่ชาวบ้านทอ รับสั่งว่าไปถึงบ้านแล้ว ก็ต้องเข้าไปถึงก้นครัวเขาด้วย ดูว่าเขากินอยู่กันอย่างไร...จำได้ว่า บรรยากาศตอนไปที่กิ่งอำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม บ้านเขาเป็นใต้ถุนโล่งแบบอีสาน ทุกบ้านมีกี่ทอผ้า หลายครั้งพวกเรายังต้องถือเงินสดขึ้นเฮลิคอปเตอร์ แล้วเดินเท้าดั้นด้นไปตามทางเกวียน และถนนดินแดง เพื่อไปรับซื้อผ้าจากชาวบ้าน แรกๆชาวบ้านมักอายไม่ค่อยให้ดูผ้า ครั้งแรกที่เดินทางไปจึงได้ผ้ากลับมาเพียง 10 ผืน และยังเป็นผ้าทอแบบหน้าแคบ เป็นหัวซิ่น ตัวซิ่น ตีนซิ่น นำมาเย็บต่อกัน”

การเดินทางไปยังชนบทเพื่อเก็บตัวอย่างผ้าทอ ทำให้ข้าราชบริพารได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างขณะที่ทำงานถวาย ได้รู้ว่าแต่เดิมชาวบ้านทอผ้าไว้เพียงพอใช้ไปงานบุญ หรือให้ลูกสาวใช้ในวันแต่งงาน ไม่ได้ทอเพื่อขาย ต่อมาจึงมีการทอขายบ้าง และได้เรียนรู้ถึงคุณค่าของลวดลายผ้าที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่ละผืนจะมีจุดที่สวยงามโดดเด่นแตกต่างกันไป มีเพียงแต่ช่างทอเท่านั้นที่จะแยกแยะได้  เพราะจดจำลวดลายที่คิดขึ้นขณะสอดเส้นด้ายจนกลายเป็นผืนผ้าได้ทุกรายละเอียด สำหรับขั้นตอนการเก็บตัวอย่างผ้า เมื่อไปถึงบ้านใดและได้ผ้าทอมาแล้ว ก็ต้องจดชื่อ อายุ ตำบล ที่อยู่ของช่างทอ จ่ายสตางค์มัดจำไว้ แล้วนัดหมายว่าปีหน้าจะมาใหม่ ขอให้ทอผ้าเตรียมไว้

“สมเด็จพระบรมราชินีนาถ รับสั่งย้ำเสมอว่า ถ้านัดแล้วห้ามผิดสัญญา เพราะชาวบ้านจะเฝ้ารอ แล้วก็ไม่ใช่นัดชาวบ้านมารวมกันที่อำเภอ แต่ให้ไปที่บ้านดูว่าอยู่กันอย่างไร มีกันกี่คน มีรับประทานทุกมื้อไหม หารับประทานอย่างไร เก็บข้าวสารได้อย่างไร...ทรงละเอียดมาก ยังมีรับสั่งด้วยว่า ผ้าขี้ริ้วก็อย่าละเลย เพราะคนไทยเวลาผ้าเก่าจะนำไปทำผ้าถูเรือน ดังนั้น เวลาพวกเราขึ้นบ้านไหน ก็ต้องดูผ้าขี้ริ้วด้วย แล้วก็เป็นจริงอย่างที่รับสั่ง เพราะลวดลายเก่าจะอยู่ที่นี่...ชาวบ้านก็หัวเราะกัน ว่าเรามาดูผ้าถูเรือน...สมเด็จพระบรมราชินีนาถโปรดเกล้าฯให้ค่อยๆทำมาเรื่อยๆ จากผืนสองผืน จนกระทั่งปัจจุบันทอได้เป็น 20 เมตร ไม่ทรงนำความยุ่งยากไปให้ชาวบ้าน รับสั่งว่า เขาทุกข์อยู่แล้ว ลูกมากอยู่แล้ว สารพัดปัญหา อย่าไปสั่ง แต่ขอให้เขาช่วยทำเพื่อทรงช่วยซื้อเป็นรายได้เสริมในยามที่ทำนาไม่ได้ผล พระองค์ท่านโปรดลวดลายพื้นบ้านดั้งเดิมมาก เพราะเป็นลายที่สืบทอดจากยายถึงแม่  แม่ถึงลูก เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งไม่มีในตำราเล่มไหน ผ้าขี้ริ้วบางผืนเก่าจนขาด แต่ลวดลายโบราณสวยมาก เราก็เก็บลายพวกนี้มาให้เขาทอใหม่ นำกลับมาแล้วก็ถวายทอดพระเนตร ทีละผืนๆ ทรงใช้เวลามาก ทั้งที่ทรงแพ้ฝุ่นโดยเฉพาะฝุ่นไหม แต่ทรงอดทน ภายหลังจึงใช้ถุงพลาสติกใสบรรจุผ้าทอทีละผืน เพื่อให้พระองค์ท่านได้ทอด พระเนตร”

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ยังเล่าว่า “สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงมีความรอบรู้เรื่องผ้ามาก เวลาที่ คณะเราจะออกไปหาชาวบ้าน พระองค์ท่านทรงเรียกมาสอนวิธีการดูผ้าไหมอย่างละเอียด โดยรับสั่งว่า ผ้าไหมไทยที่ดีมีคุณลักษณะ อย่างไร  ผ้าไหมไทยชั้นยอดจะนุ่มเป็นแพรไหมเลย ลวดลายสวยงามมาก ขยำยังไงพอเอามือลูบออกก็จะเรียบสวยงามเหมือนเดิม ในยุคนั้น พระองค์ท่านจะให้พวกเราออกไปตามจังหวัดต่างๆ เน้นให้ช่วยเหลือชาวบ้านที่ยากจนและราษฎรมีรายได้น้อยเป็นอันดับแรก จะอยู่ไกลยังไงก็โปรดให้ไป เราก็พบว่า ชาวอีสานปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทั้งนั้น เมื่อพระองค์ท่านทรงมีพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ที่จังหวัดสกลนคร ตรงนี้จึงกลายเป็นจุดที่ประทับและตามเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปเยี่ยมราษฎรนานเป็นแรมเดือน

...ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปทอดพระเนตรเรื่องการพัฒนาดิน และแหล่งน้ำ การชลประทาน การทำนา ก็ได้ทรงฝากฝังให้สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงดูแลคนแก่ คนเจ็บ และเด็ก ขณะเดียวกัน ก็ทรงทุ่มเทพระองค์ให้กับงานด้านศิลปาชีพอย่างเต็มที่ วันไหนที่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้เสด็จฯออก สมเด็จพระบรมราชินีนาถก็จะรับสั่งถาม “ท่านผู้หญิงสุประภาดา” ว่า มีหมู่บ้านไหนไหมที่น่าจะไปเยี่ยมชาวบ้าน และไปดูเรื่องการทอผ้า ก็เคยนำเสด็จฯไปหลายแห่ง เป็นบรรยากาศที่เป็นกันเอง หลายครั้งเสด็จฯไปโดยที่ชาวบ้านไม่รู้ตัว ไม่มีการตรวจพื้นที่แต่อย่างใด ชาวบ้านจะวิ่งมาเฝ้าทั้งชุดทำนา ตะโกนบอกกันต่อๆไปว่า

พระราชินีมา และพระ ราชทานฉลองพระองค์ผ้าไทยไว้ให้ชาวบ้านดูตัวอย่างลวดลายและโทนสีของผ้า“ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์” ถ่ายทอดถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของสมเด็จพระบรมราชินีนาถว่า “พระองค์ท่านจะทรงรับซื้อผ้าทุกชิ้นของชาวบ้านเข้าศิลปาชีพ ผ้ามีอยู่เยอะเป็นแสนผืนแล้วในปัจจุบัน ยุคนั้นเวลาไปขอซื้อผ้า ชาวบ้านถ่อมตัวมากว่าไม่สวย ขายไม่เป็น คนไทยสมัยนั้นจะอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่โอ้อวดเลย เราต้องอ้อนวอนว่า เขาบอกกันทั้งหมู่บ้านว่า ป้าทอเก่งที่สุด ถึงจะยอมหยิบออกมาให้ดู สมัยก่อนชาวบ้านเอาผ้าไปแลกข้าวสารอย่างเดียว พวกเราต้องไล่ซื้อผ้าตามร้านขายข้าวสาร จากราคาผืนละ 80-150 บาท ก็รับซื้อเป็น 200 บาท

...นี่คือสิ่งที่พระองค์ท่านเห็นคุณค่า และพระราชทานให้ราษฎรทุกคน พวกเรารับซื้อกลับมาให้พระองค์ท่านทอดพระเนตร ทรงมีรับสั่งชมว่า ชาวบ้านมีฝีมือมากไม่ซ้ำกันเลย จึงให้พวกเรากลับไปหาชาวบ้านคนเดิม ให้ทอผ้าผืนใหม่ลวดลายเดิม โดยทรงกำชับว่าต้องให้เงินล่วงหน้า เผื่อเขาจำเป็น เพราะชีวิตลำบากอยู่แล้ว ปรากฏว่าชาวบ้านซื่อสัตย์มาก ไม่ยอมรับเงิน บอกว่า เดี๋ยวจะกลายเป็นการผูกมัด ถ้าทำไม่ได้จะเสียคำพูด ถึงรับเงินไปแล้ว แต่ทำไม่ได้ ก็ยังเอาเงินมาคืนครบทุกบาททุกสตางค์ นี่คือคนไทยยุคนั้น อ่อนน้อมถ่อมตน มีความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา นี่คือน้ำใสใจจริงของคนไทย ซึ่งนิสัยนี้ไม่ทราบว่ายังมีอยู่ในคนไทยหรือเปล่า คงเพิ่งมาเปลี่ยนช่วงหลังนี่เอง!!”

สิ่งที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงทำมาตลอดก็คือ การพระราชทานสิ่งที่ยั่งยืนแก่ประชาชนชาวไทย ไม่ใช่อะไรฉาบฉวยพัดมาแล้วก็วูบไป พระองค์ท่านทรงช่วยให้คนไทยได้มีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าแพรวา ผ้าจก ผ้าขิก ผ้าอะไรต่างๆ ถ้าพระองค์ท่านไม่ทรงอนุรักษ์ไว้ ป่านนี้ก็คงไม่เหลือผ้าไหมไทยแล้ว สมัยนั้นชาวบ้านพูดว่า ผ้าซิ่นของคนรับใช้ คนในเมืองจะนุ่งทำไม พระราชินีจะเอาผ้าคนใช้เหรอ ชาวบ้านจึงคิดว่าด้อยค่าเหลือเกิน แต่พระองค์ท่านทรงไปหยิบงานเหล่านี้ขึ้นมายกย่อง และช่วยสร้างให้พวกเขามีอาชีพ เมื่อแม่ทำและมีรายได้เข้าบ้าน ลูกๆก็จะหันกลับมาทำเอง ไม่ละทิ้งถิ่นเกิด นอกจากนี้ พระองค์ท่านยังรับสั่งเน้นว่า ผ้าไทยของเรามีมากมายสวยงาม และแสดงถึงความสามารถของคนไทย เราน่าจะมีพิพิธภัณฑ์เฉพาะทางเพื่ออวดความสามารถของคนไทยให้เป็นที่ประจักษ์ จึงได้มีการสนองแนวพระราชดำริ ด้วยการเปิด “พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่พระราชประวัติ ตลอดจนพระราชกรณียกิจต่างๆของสมเด็จพระบรมราชินีนาถที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และส่งเสริมผ้าไทย

ในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 79 พรรษา ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคล ขออัญเชิญคุณพระรัตนตรัย จงอภิบาลรักษาให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระเกษมสำราญยิ่งยืนนาน เจริญพระชนมสุขทุกประการ สถิตคู่พระบารมีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังประทีปคู่เทียนทองส่องสว่างนำความสมบูรณ์พูนสุขสู่ปวงประชาราษฎร์ ตราบกาลนิรันดร์เทอญ.

...

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า ทีมข่าวสตรีไทยรัฐ