ฉันขอกล่าวต่อท่านทั้งปวงว่า จะพยายามบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์แก่บ้านเมือง ด้วยความจงรักภักดีต่อบ้านเกิด และต่อองค์พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นพระประมุขของชาติ ทั้งจะได้รักษาเกียรติศักดิ์แห่งความเป็นราชนารีในมหาจักรีบรมราชวงศ์ไว้ชั่วชีวิต” ...พระดำรัสตอนหนึ่งของ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตน ราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ที่พระราชทานไว้ในงานฉลองพระชนมายุ 61 พรรษา เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2529 ณ วชิราวุธวิทยาลัย คงพอจะสะท้อนได้ดีถึงพระปณิธานอันแน่วแน่ในการทุ่มเทพระองค์ตลอดพระชนม์ชีพ มิเพียงเพื่อสืบสานพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่สมเด็จพระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงริเริ่มไว้ในฐานะพระราชกุมารีพระองค์แรกและพระองค์เดียว แต่ยังทรงมุ่งมั่นที่จะแบ่งเบาพระราชภาระอันหนักอึ้งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย
สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ ทรงถือเป็นสมเด็จพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ฝ่ายใน ที่ทรงมีพระชนมายุสูงสุดในหมู่พระบรมวงศ์ปัจจุบัน ทรงเป็นที่เคารพนับถืออย่างมากของพระบรมวงศานุวงศ์น้อยใหญ่ ตลอดจนปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ โดยถ้านับลำดับพระอิสริยยศแล้ว ก็ทรงเป็น “ลูกพี่ลูกน้อง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองรัชกาล ทรงมีพระชนมายุอ่อนกว่าพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เพียง 2 เดือน และทรงมีพระชนมายุมากกว่าล้นเกล้าฯรัชกาลปัจจุบันราว 2 ปีเศษ
...
สำหรับพระนาม “เพชรรัตนราชสุดา สิริโสภา พัณณวดี” เป็นพระนามที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานให้ในพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ ซึ่งจัดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกับงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้คำนำหน้าพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอ” ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 8 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนคำนำหน้าพระนามใหม่เป็น “สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ” สื่อความหมายถึง “น้องหญิง” ตามพระฐานันดรพระขนิษฐภคินี อย่างไรก็ดี ตราบจนถึงรัชสมัยปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ก็ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คงคำนำพระนาม “สมเด็จพระเจ้า ภคินีเธอ” สำหรับเจ้าฟ้าเพชรรัตน ราชสุดาฯ ผู้เป็นพระเชษฐภคินี ไว้ดังเดิม เนื่องจากคำว่า “ภคินี” สามารถแปลความหมายได้ทั้ง “น้องหญิง” และ “พี่หญิง”
ด้วยพระอนามัยที่ไม่สู้จะแข็งแรงนักตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทำให้พระชนนี “พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี” มีพระดำริว่า สมควรจะนำเสด็จสมเด็จเจ้าฟ้าฯไปทรงศึกษาต่อในประเทศอังกฤษ พร้อมกับประทับรักษาพระอนามัยด้วย โดยในวันที่จะเสด็จไปนั้น มีพระชนม์เพียง 12 ชันษา สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งทรงมีพระเมตตาเอาพระราชหฤทัยใส่ดูแลพระราชนัดดา ผู้อาภัพมาตลอด ตามคำฝากฝังไว้ของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 6 ได้เสด็จฯไปทรงส่งพระราชนัดดาที่สวนรื่นฤดี ทรงประคองขึ้นรถพระที่นั่ง แล้วรับสั่งว่า “ไปรักษาพระองค์แล้วเสด็จกลับมาหาย่า”
ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ ประทับอยู่ในประเทศอังกฤษ ได้พระราชทานพระวโรกาสให้ชาวไทยในประเทศอังกฤษเฝ้า และพระราชทานพระกรุณาแก่กิจการต่างๆของชาวไทยอยู่เสมอ ทรงร่วมงานของสามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นสมาคมนักเรียนไทยในสหราชอาณาจักรเป็นประจำ นอกจากนี้ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ยังทรงอุทิศพระองค์ช่วยเหลือทหารและผู้ประสบภัยสงครามด้วยการเสด็จไปทรงบำเพ็ญประโยชน์ที่สภากาชาดอังกฤษด้วย
...
เมื่อพระอนามัยดีขึ้น และสภาวการณ์ในประเทศไทยเป็นปกติสุข ประกอบกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จนิวัติประเทศไทยเป็นการถาวรแล้วระยะหนึ่ง สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ พร้อมพระชนนีจึงเสด็จกลับมาประทับในประเทศไทยเป็นการถาวรด้วย เมื่อปี 2502 ประทับ ณ วังรื่นฤดี และนับแต่นั้นมา ก็ได้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อการสาธารณกุศลอันยังประโยชน์แก่พสกนิกรชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะในด้านสังคมสงเคราะห์ ได้เสด็จออกเยี่ยมราษฎรตามหัวเมืองทั้งใกล้ไกล พร้อมพระราชทานพระอนุเคราะห์แก่ผู้ยากไร้อยู่เสมอ ครั้นสมเด็จพระเจ้า ลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลปัจจุบัน ทรงเจริญวัยขึ้น กระทั่งทรงแบ่งเบาพระราชกรณียกิจได้ ประกอบกับสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯมีพระชนมายุสูงขึ้น จึงได้เสด็จออกทรงเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดารน้อยลง ทว่า ยังทรงรับสถาบันและองค์กรต่างๆไว้ในพระอุปถัมภ์เป็นจำนวนกว่า 30 แห่ง
ตลอดพระชนม์ชีพ สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ ได้ทรงเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสืบสานกิจการต่างๆที่สมเด็จพระบรมชนกนาถได้พระราชทานกำเนิดไว้นับไม่ถ้วน อาทิ ทรงอุปการะกิจการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศิลปากร และวชิราวุธวิทยาลัย อีกทั้งยังทรงเป็นผู้นำการอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรมในรัชกาลที่ 6 เช่น พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม, พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จังหวัดเพชรบุรี, พระราชวังพญาไท บริเวณโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และด้วยพระวิสัยทัศน์อันยาวไกล สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ พร้อมด้วยพระชนนี ได้ทรงร่วมก่อตั้ง “มูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา” เป็นกำลังหลักในการบำเพ็ญพระกุศลเพื่อสาธารณประโยชน์ โดยปัจจุบัน มูลนิธิดังกล่าวได้ทวีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน ตลอดจนเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดกิจกรรมเพื่อทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติในสาขาต่างๆ
...
อย่างไรก็ดี ผลจากการประชวรอย่างหนัก ด้วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี และถุงน้ำดีอักเสบ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2529 ทำให้สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ ทรงต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราช และทรงประชวรหนักอีกครั้งใน 4 ปีต่อมา จนต้องเสด็จเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกบริเวณพระอุระ!!
รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่เคยกังวานอยู่ในวังรื่นฤดีมาหลายสิบปี ต้องสะดุดหยุดลงในวันหนึ่ง เมื่อพระอนามัยของสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ ทรุดลงอย่างกะทันหัน พระองค์ทรงมีพระอาการเส้นพระโลหิตในสมองตีบอย่างไม่คาดฝันมาก่อน ต้องทรงอยู่ในความดูแลใกล้ชิดของแพทย์และพยาบาล ส่งผลให้รับสั่งน้อยลงเรื่อยๆ จนถึงไม่รับสั่งเลย และพระวรกายขยับได้ลำบาก แต่ยังทรงสามารถแสดงพระกิริยาตอบรับว่าทรงทราบ มีสีพระพักตร์ และแววพระเนตรบ่งบอกว่าโปรด หรือไม่โปรด
...
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม ราชินีนาถ ที่ทรงห่วงใยในสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ มาตลอด ล้นเกล้าฯทั้งสองพระองค์ได้ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้องคมนตรีและนางสนองพระโอษฐ์ผลัดเปลี่ยนกันมาเฝ้าไข้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับทรงติดตามความเป็นไปทุกระยะ โดยโปรดฯให้แพทย์ทำรายงานพระอาการทูลเกล้าฯถวายทุกเดือน ขณะเดียวกัน ก็โปรดฯให้เชิญเสด็จทรงออกปฏิบัติพระกรณียกิจบ้างตามสมควร เพื่อมิให้ทรงอุดอู้อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม ซึ่งจะเป็นผลดีต่อพระอนามัย และที่สำคัญคือ ประชาชนจะได้ไม่ลืมสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ
ตราบจนแม้วาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ สิ้นพระชนม์ เสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อช่วงเย็นวันที่ 27 กรกฎาคม 2554 ด้วยพระอาการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต ขณะมีพระชนมายุ 85 พรรษา หลังทรงเข้ารับการรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2554 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงแสดงน้ำพระราชหฤทัยอันเหลือล้น โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้จัดการพระศพถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี เพื่อให้สมกับที่ทรงเป็นพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ ที่ทรงเป็นที่เคารพนับถืออย่างยิ่งของมหาชนชาวไทย.
ทีมข่าวหน้าสตรี