เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในอาชีพช่างภาพอิสระตั้งแต่สมัยเรียน วันนี้ในวัยเพียง 25 ปีของหนุ่มโอ๊ต - ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี ก็ยังมุ่งหน้ากับการทำงานที่เขารักอย่างตั้งใจ เพื่อสิ่งที่เขาหวังไว้ก็คือการได้เป็นช่างภาพระดับโลก..
ฟังแล้วอาจมองเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ฝันของหนุ่มคนนี้ไม่ธธรรมดาเสียแล้ว เพราะตอนนี้ชีวิตของโอ๊ตก้าวมาไกลกว่าที่คิดไว้ แม้ว่าตอนนี้ยังอยู่ในช่วงหาประสบการณ์ แต่เชื่อได้เลยว่าน้อยคนนักที่จะได้มีโอกาสได้ร่วมงานกับช่างภาพระดับโลกที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษเหมือนหนุ่มคนนี้
แรงกระตุ้นที่ประทุอยู่ในจิตใจ เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงชั้นดี ที่ทำให้โอ๊ตพยายามก้าวสู่เส้นทางช่างภาพให้ได้ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังตั้งแต่สมัยเรียนในระดับมหาวิทยาลัยแล้ว
"เมื่อก่อนสมัยเด็กๆ ผมคิดอยากเป็นสถาปนิก เลยเลือกเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นี่คือความตั้งใจแต่แรกเลยครับ แต่พอดีช่วงที่เรียนจบ ม.6 ผมไปซื้อกล้องมาถ่ายเล่นกับเพื่อนๆ ตอนนั้นก็ถ่ายไปเรื่อยเปื่อย ซึ่งพอเห็นภาพที่ออกมามันไม่สวยเลยครับ เพราะผมไม่มีความรู้เรื่องการถ่ายภาพด้วย มันก็เลยเกิดอยากศึกษาเรื่องการถ่ายภาพ อ่านตามเว็บไซด์บ้าง ซื้อหนังสือบ้าง และมีไปเรียนด้วย ทีนี้พอเราได้ความรู้ ก็เริ่มสนุกกับการถ่ายภาพมากขึ้น และก็ได้รู้จักกับคนในแวดวงนี้มากขึ้นด้วย พอเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ก็เริ่มมีจ็อบถ่ายภาพ จำได้เลยว่างานแรกคือถ่ายรูปรับปริญญา หลังจากนั้นก็พวกงานถ่ายภาพนิ่งในสตูดิโอ และก็ถ่ายเวดดิ้ง ซึ่งผมจะถนัดมาก เพราะได้ถ่ายบ่อยสุด พอผมได้ถ่ายภาพมากขึ้น ก็เริ่มรู้สึกว่าสถาปนิกคงไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับผม แต่อาชีพช่างภาพนี่แหละที่รู้สึกว่าเป็นตัวเองมากที่สุดแล้ว"
...
ช่างภาพอิสระ จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หนุ่มคนนี้เขาภาคภูมิใจกับมันไม่แพ้กับการได้เรียนสิ่งที่ตัวเองคิดไว้เมื่อตอนเป็นเด็ก ซึ่งโอ๊ตก็สามารถทำได้ดีทั้งสองอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการถ่ายภาพ ที่เขาได้รับการยอมรับจากนายจ้างหลายๆ คน ทำให้มีงานเข้ามาไม่เคยขาด ที่สำคัญงานใหญ่อย่างพระราชพิธีสำคัญ หนุ่มคนนี้ก็มีโอกาสได้เข้าไปถ่ายภาพในฐานะช่างภาพของสำนักพระราชวังอีกด้วย
" ตอนที่ยังทำฟรีแลนซ์ที่เมืองไทย ก็ค่อนข้างรู้จักคนเยอะจากการเป็นช่างภาพครับ ทำให้มีคนเห็นงานของผม อาจารย์ที่สอนก็ชวนให้ไปถ่ายภาพงานสำคัญๆ ด้วย ที่ผมประทับใจและยังจำอยู่ทุกวันนี้ก็เมื่อตอนงานพระราชพิธีสวนสนามวันที่ 5 ธันวาคม จากนั้นก็เลยมีงานถ่ายภาพของทางสำนักพระราชวังมาเรื่อยๆ ผมรู้สึกภูมิใจมากนะ เพราะตอนนั้นอายุแค่ 20 ต้นๆ เอง เป็นช่างภาพที่อายุน้อยที่สุดในนั้นแล้ว"
ระหว่างที่ได้ทำงานถ่ายภาพไปเรื่อยๆ สิ่งที่หนุ่มคนนี้ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเจอก็คือ การได้รู้จักกับดีไซเนอร์สาวไทย ซึ่งโด่งดังมากในนิวยอร์ก อย่าง ณุช เนาวเขตต์ ที่มาจ้างให้โอ๊ตไปถ่ายภาพ จากวันนั้น ผู้หญิงคนนี้เลยกลายเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจสำคัญ ที่ทำให้โอ๊ตตัดสินใจเดินต่อในเส้นทางช่างภาพ แต่ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยอีกต่อไปแล้ว
"ผมได้รู้กับพี่คนนึงชื่อพี่ณุช เขาโทรมาให้ผมไปถ่ายงานแฟชั่นของเขา แต่ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าพี่เขาเป็นใครนะครับ จนสงสัยเลยถามจนได้รู้ว่าพี่เขาเป็นดีไซเนอร์อยู่ที่นิวยอร์ก และเสื้อของเขาได้เดินแฟชั่นวีคที่นั่นด้วย ผมเลยถามพี่ณุชหลายเรื่องถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่ไปทำงานที่เมืองนอก ซึ่งพี่เขาก็แนะนำว่าผมไม่ควรจะอยู่ที่เมืองไทย ไปหาประสบการณ์ที่เมืองนอกดีกว่า "
...
การตัดสินใจไปเรียนต่อเมืองนอก เริ่มเป็นเป้ามายใหม่ที่ทำให้เขารู้สึกเห็นดีด้วย แต่อุปสรรคสำคัญก็คือเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงมาก โอ๊ตในวัยเพียง 22 ปีในตอนนั้น จึงเตรียมพร้อมทุกอย่าง และตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องเก็บเงินให้ได้ 1 ล้านบาท เพื่อไปอังกฤษให้ได้
"ช่วงนั้นก็คิดเยอะครับ ว่าจะเอาไงดี แต่ผมเป็นคนที่ขีดเส้นให้กับตัวเองเสมอว่าจะเดินไปทางไหน จะได้มีเป้าหมาย พอช่วงใกล้เรียนจบ เลยคิดว่าเราต้องไปเรียนเมืองนอกละ แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่บ้านผมไม่ใช่ครอบครัวที่มีฐานะ และคุณพ่อเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนคุณแม่ก็เลี้ยงผมคนเดียวด้วย จะคิดว่าให้แม่ทำงานส่งเราเรียนเมืองนอก ก็คงไม่ใช่ ตอนนั้นก็เลยคิดว่าจะต้องเก็บเงินให้ได้ 1 ล้านบาทก่อนอายุ 25 ให้ได้ เพราะจะไปอังกฤษ ผมก็ทำงานทุกอย่างเลยนะ ทั้งถ่ายภาพ งานกราฟฟิก ออกแบบทุกอย่าง จนเก็บเงินได้ 1 ล้านบาทตอนอายุ 24 ก็ตัดสินใจเดินทางมาที่อังกฤษเลยครับ ผมจำได้เลยว่ามาที่นี่ 6 เดือนแรกลำบากมาก เพราะเราไม่มีคอนเนคชั่นกับใครเลย ผมมาเรียนไม่มีเพื่อนเลยนะ ค่าเรียนก็ 5 แสนบาทแล้ว ตอนนั้นก็กินเงินที่เก็บมาอย่างประหยัด แต่ผมก็ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าผมมาที่นี่เพื่อมาเป็นช่างภาพ ดังนั้นผมเลยไม่ทำงานร้านอาหารเป็นเด็กเสิร์ฟที่ไหนเลย ช่วงนั้นก็เรียนอย่างเดียว จนกระทั่งพี่ณุชบินมาที่ลอนดอน ผมก็ปรึกษาพี่เขา ก็โชคดีที่ได้กำลังใจจากพี่ณุชด้วย เลยเริ่มตัดสินใจหางานช่างภาพจริงๆ ตอนแรกก็ส่งเรซูเม่ไปหลายที่มาก ปรับแก้กันอยู่แล้วรอบ จนได้งานแรก Modeling Agencies เป็นงานถ่ายแฟชั่น แต่ตอนนั้นทำฟรีครับ ซึ่งเราก็โอเค คิดว่าเป็นการเก็บพอร์ตโฟลิโอใหม่ เพราะงานที่มีส่วนใหญ่เอามาจากเมืองไทย ฝรั่งเขาไม่ดูอยู่แล้ว"
...
ในช่วงที่โอ๊ตเริ่มสร้างพอร์ตโฟลิโอขึ้นใหม่ โอ๊ตก็เริ่มมีงานเพื่อเรียนรู้การถ่ายภาพเข้ามาบ้าง เพราะช่างภาพระดับแนวหน้าของที่อังกฤษหลายคนเริ่มสนใจในตัวเขา ซึ่งก็ถือเป็นโอกาสครั้งใหม่ ที่สดใสมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเขาได้ไปทำงานในฐานะผู้ช่วยช่างภาพให้กับคนพวกนี้ ถือเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ไปสัมผัสกับการทำงานในระดับโลก
"พอเริ่มมีพอร์ตจากการถ่ายภาพของอเจนซี่มากขึ้น ระหว่างนั้นผมก็ส่งใบสมัครงานไปเรื่อยๆ ด้วย จนกระทั่งได้งานเป็นผู้ช่วยช่างภาพที่หนังสือ Cosmopolitan ไปเป็นผู้ช่วยให้กับ Hugh O's malley ซึ่งเป็นช่างภาพมือหนึ่งของแมกกาซีนเล่มนี้ ต่อมาก็มาเป็นผู้ช่วยช่างภาพให้กับ Adrian Mott ของหนังสือ Vogue ในช่วงนั้นผมทำทุกอย่างเลยนะ ตั้งแต่จัดแสงไฟ จนถึงเสิร์ฟน้ำ ล้างจาน ซึ่งจริงๆ ไม่ต้องทำก็ได้ แต่ผมยินดีที่จะทำ จะได้เรียนรู้ว่าทุกขั้นตอนของการถ่ายภาพแฟชั่น มืออาชีพเขาต้องทำอะไร และมีขั้นตอนอะไรบ้าง
หลังจากนั้นก็เริ่มมีคอนเนคชั่นตามมาด้วย และพอร์ตของผมก็จะอัพเดทตลอดให้ดูเข้ากับคนที่นี่ จนในที่สุดก็มีคนมาจ้างถ่ายภาพเป็นงานแรกที่ผมมาอยู่ที่ลอนดอน ถ่ายภาพเวดดิ้ง ตอนนั้นค่อนข้างลำบากเหมือนกัน เพราผมไม่รู้ธรรมเนียมของการแต่งงานบ้านเขา แต่ก็ค่อยๆ ศึกษาไปเรื่อยๆ จนเริ่มเข้าใจมากขึ้น ตอนนี้ก็ทำมาเรื่อยๆ ครับ จนได้มาทำงานก็จะทำงานคู่กับ Julie Kim ซึ่งเป็นบัดดี้กับผมเวลาไปถ่ายภาพงานเวดดิ้ง เขาเป็นช่างภาพระดับ Top 5 ของอังกฤษเลย"
...
เป็นเวลา 1 ปีแล้ว ที่หนุ่มคนนี้ได้ออกมาหาประสบการณ์ในเมืองที่ห่างไกลจากบ้านเกิด ซึ่งทุกวันนี้โอ๊ตก็เรียนจบเรียบร้อย และได้ทำงานช่างภาพอย่างเต็มที่ และสิ่งที่เขากำลังจะมุ่งต่อไปก็คือ การใช้ความสามารถในด้านการถ่ายภาพเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองไปพร้อมกับการสร้างงานให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลกให้ได้
"จริงๆ ผมไม่เคยคิดว่าจะมาถึงวันนี้ได้ แต่พอมันมีวันนี้เลยรู้สึกดีใจ และอยากจะทำให้มันดีมากขึ้นอีก ผมโชคดีด้วยที่ได้เรียนรู้การทำงานกับช่างภาพเก่งๆ อย่างล่าสุดที่ผมได้เป็นผู้ช่วยช่างภาพของRankin เขาเป็นช่างภาพที่มีผลงานโดดเด่นด้านแฟชั่นและงานโฆษณามาก ซึ่งเขาก็บอกผมว่า ผมสามารถเดินอยู่ในเส้นทางนี้ได้อีกไกล ซึ่งก็ถือเป็นกำลังใจให้ผมมาก เพราะผมหวังว่าวันนึงผมจะเป็นช่างภาพที่เก่งเหมือนพวกเขา ผมตั้งใจไว้ว่าภายในอายุไม่เกิน 30 ผมอยากเป็นช่างภาพระดับโลกให้ได้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเป็นไง แต่ก็จะพยายามทำงานให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องกลับเมืองไทยก็คิดครับ เพราะบ้านผมอยู่ที่นั่น และผมมีแม่คนเดียว แม่ผมก็มีผมคนเดียวเหมือนกัน ยังไงก็ต้องกลับไปดูแลท่าน".
Twitter : Sriploi_social
ผลงานบางส่วนของโอ๊ต - ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี