สืบอายุมากว่า 200 ปี ตั้งแต่สมัยอยุธยา ขันลงหิน ผลผลิตจากงานศิลปะโบราณที่ควรอนุรักษ์....
น.ส.วรินท์ชญา มหาดำรงค์วัฒน์ หรือ "จี๊ป" เล่าจุดเร่ิมต้นในการจับธุรกิจที่เป็นเสมือนการอนุรักษ์ศิลปะแขนงนี้ว่า ตอนแรกสุดเมื่อปี 48 เรียนโทจบก็เริ่มอยากทำสินค้าขันลงหินเพราะตอนยังเรียนอยู่เคยเห็นออกรายการสารคดีอะไรสักอย่าง ก็ตั้งใจว่าอยากทำ อยากหาว่าเป็นสินค้าอะไร หลังจากนั้นสองปีเรียนก็จบก็แบบว่าไฟแรงอยากทำ เลยนั่งมอเตอร์ไซด์เข้าซอยไปตามหาซึ่งพอจะคุ้นๆจำได้ว่ารายการนั้นบอกว่าอยู่ในซอยแถวนี้ แล้วก็ไปเจอกลุ่มช่างลุงๆป้าๆประมาณ 7-10 คนกำลังนั่งหล่อขัน บางคนก็ตอกค้อนลงบนขันเพื่อให้เกิดเป็นลาย
"จี๊ปเลยเข้าไปสอบถามกับตัวป้าที่เป็นเจ้าของค่ะ คือป้าคนนี้จะเป็นเจ้าของแล้วจ้างพวกลุงป้าตีขันอีกที พอถามไปถามมา คุยกันหลายรอบ จี๊ปเลยตัดสินใจอยากจะช่วยสร้างสินค้าตัวนี้ให้เป็นที่รู้จัก สนใจจะขายเพราะเป็นของที่สวยมากและคงค่าแก่การอนุรักษ์ไว้เพราะคนไม่ค่อย รู้จักบางคนแทบไม่รู้เลยว่าคืออะไรเพราะเป็นสินค้าที่ไม่มีคนนิยม และราคาค่อนข้างแพง บวกกับการผลิตได้ไม่กี่ใบในแต่ละวัน"
ขันลงหินนี้มาจากส่วนผสม 3 อย่าง คือ ทองแดง สำริดและดีบุก ตอนแรกต้องนำ 3 อย่างนี้มาผสมกันหล่อเป็นน้ำทองก่อน พอทองสุกดีก็เอาไปเทบนเบ้าประมาณ 10 เซนติเมตรแล้วตีแผ่จากแผ่น นั้นให้ขึ้นมาเป็นขัน พอได้ส่วนสูงที่ต้องการก็เอาไปทุบให้เป็นรอยค้อน อันนี้คือเสน่ห์ของขันลงหินค่ะ แล้วก็เอาไปเจียรสีดำออกเพื่อให้เห็นเป็นสีทองของเนื้อแท้ ทองลงหินจะไม่ใช่ทองเหลือง สีจะต่างกัน ทองลงหิน (BRONZE) สีจะสุกนวล แต่ทองเหลืองสีจะเหลืองเข้มเหมือนสีพระค่ะ (สามารถชมวิธีทำได้ที่ www.sopaworld.com)"
...
สาวสวยนักการตลาด เล่าต่อว่า เนื่องจากตนจบทางด้านนี้มาพอจะมีความรู้เรื่องตลาดก็คุยกับป้าเจ้าของกลุ่ม ว่า ของพวกนี้มันคงจะขายแบบนี้ไม่ได้ เป็นขันไทยมีลายไทย ลายดอกไม้สวยมาก จึงตั้งใจจะเอาไปทำในรูปแบบใหม่ แต่ป้าๆลุงๆต้องช่วยกันขอความร่วมมือจากป้าๆลุงๆให้ช่วยตีขันในรูปทรงใหม่ๆ ที่เราได้บอกไป แต่กว่าลุงกับป้าพวก
นี้จะยอมทำก็เกือบปี
"จิ๊ปต้องไปหาลุงป้าทุกอาทิตย์ ไปไว้ครู ไปฝึกตี คือทำให้เขาเห็นว่าเราเอาจริงใจ ก็แสดงความจริงใจให้เขาดูว่าเราตั้งใจจริงๆ และไม่ได้ว่ารูปแบบเดิมของเขาไม่ ดี แต่อยากให้ลองในสิ่งที่คล้ายๆ ของเขาทำแต่เปลี่ยนรูปนิดหนึ่งและส่วนหนึ่งก็คิดไว้ว่าสินค้าไทยยังไม่มีใคร เอามาทำเป็นแบรนด์ดังๆ ได้แค่สินค้า ให้เป็นเอกลักษณ์ จี๊ปเลยว่าเป็นโอกาสเอาพวกขันทองลงหินมาเซ็ทเป็นแบรนด์ เพราะบางคนอยากซื้อสินค้าแบบนี้ ไม่รู้จะไปหาซื้อที่ไหน เลยเปิดตัวเซ็ทเป็นแบรนด์ SOPA (โซปา)ช่วง นั้นก็วิ่งไปหารูปแบบใหม่ๆ เอาขันทองไปผสมกับวัสดุอื่นๆได้ เป็นสินค้าที่น่าสนใจมากขึ้น เช่น เชิงเทียนบ้าง แจกันบ้าง โคมไฟบ้าง ตามรูปที่ส่งให้ดู หรือเปลี่ยนรูปขันจากเดิมกลมๆก็เปลี่ยนให้มันเบี้ยวๆ บ้าง"
สาวสวยบอกอีกว่า ขณะนั้นตนต้องขึ้นลงเชียงใหม่ กรุงเทพฯ อยู่ช่วงหนึ่ง เพื่อไปตามหาวัสดุที่พอจะเข้ากันได้ ราวปี 2006 ตนได้เข้าไปปรึกษากับกรมส่งออกที่ตอนนั้นเขามีคลินิกส่งออก (1169) มีโอกาสไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ก็ใจดีเห็นว่าเราอายุน้อยก็เลยช่วยแนะนำให้ บอกว่าให้ออกงานแสดงสินค้าในงาน BIGBIH แล้วจะพาคณะผู้แทนไปดู ก็แพลนว่าจะออกในเดือน ต.ค. ปี 2006 กับ ว่าลูกค้าคงเยอะ และหลายๆ ด้านได้เห็น อย่างน้อยก็เอ๊ะ...อะไรสินค้าชนิดนี้ ทั้งที่ตอนนั้นก็จนใจจริงๆเพราะขายได้น้อยมาก แล้วทุนก็หมดไปกับการทดลองสินค้า ผลิตสินค้า แต่พอเปิดตัวในงาน ไม่น่าเชื่อว่ากลุ่มตกแต่งเอย นักออกแบบให้ความสนใจกันมาก และกลุ่มโรงแรม กระทั่งบริษัทจาก ZARA HOME ที่ประเทศสเปนก็มาติดต่อมาหลายประเทศ
...
"แต่เนื่องจากระยะหลังๆ วัตถุดิบราคาแพงมากกำลังซื้อก็เลยน้อยลง เราเลยคิดว่าทำพวกสินค้าทองเหลือเพื่อต่อยอด แต่สิ่งที่เราเป็นห่วงก็คือ วันหนึ่งไม่แน่ขันลงหิน มรดกทางศิลปะชิ้นนี้ก็มีเพียงลุงป้าและช่างฝีมือแค่ 2-3 คน เพราะบางคนก็ตีขันจนหูไม่ได้ยิน ตาเจ็บไปตามเวลา ก็อยากจะให้อนุรักษ์ไว้จนกว่าเราจะหมดแรง ที่สำคัญเราอยากให้คนรุ่นถัดจากนี้ได้เห็นความสวยงามและคุณค่าของศิลปะไม่ ให้ตายจากไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากๆ " จิ๊ปกล่าวทิ้งท้ายว่าจะทำการอนุรักษ์ศิลปะแขนงนี้ให้ดีที่สุด
และนี่คืออีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจอนุรักษ์ขันลงหิน มรดกจากศิลปะที่คนไทย ไม่ควรมองข้าม...
รู้หรือไหมว่า...?
ขันลงหินนั้นตั้งแต่สมัยโบราณ ทำจากโลหะผสมระหว่างทองแดง ดีบุก และสัมฤทธิ์มาหลอมจนกลายเป็นเนื้อทองที่มีความงดงาม เปล่งประกายระยิบระยับแสดงถึงความมั่งคั่งของผู้ใช้ และความมีรสนิยม เพราะการออกแบบขันลงหินนั้นจะมีเอกลักษณ์เฉพาะที่ใส่ความประณีต และงานศิลปะเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ซึ่งในปัจจุบันนี้แทบไม่มีคนทำงานฝีมือชั้นครูให้เห็นกันมากนัก เพราะกว่าจะได้ออกมาแต่ละชิ้นต้องใช้ความอดน และเวลาอย่างมาก ช่างฝีมือที่ยังหลงเหลืออยู่จึงมีไม่มากเหมือนก่อน อีกทั้งรูปแบบการใช้งานก็เปลี่ยนไปจากเดิมที่ไว้สำหรับใช้สอยภายในบ้าน ก็เริ่มกลายเป็นของสำหรับตกแต่งบ้านมากขึ้น เพราะด้วยราคา และความงดงามของตัวขันลงหิน ที่มีความเก่าแก่ และหาได้ยากเต็มที
...
ด้วย แนวคิดที่จะสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ของอารยธรรมดั้งเดิมให้เข้ากับ อารยธรรมร่วมสมัยเพื่อสืบทอดศิลปะตั้งแต่ครั้งโบราณกาลให้คงอยู่ เครื่องใช้และของตกแต่งบ้าน จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม พัฒนารูปแบบให้เกิดเป็นสินค้าร่วมสมัยหลากหลายประเภทผ่านฝีมือของกลุ่มช่าง รุ่นเดียวที่ยังคงเหลืออยู่จากบรรพบุรุษ รวมทั้งยังคงรักษาไว้อุปกรณ์พื้นฐานในการผลิต อาทิ เตาหลอม ค้อนตี โดยผลิตออกมาในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้นด้วย
ในส่วนของการบำรุงรักษา ขันลงหินนั้นค่อนข้างทนทาน และไม่ดำหรือลอกง่ายเหมือนเงิน เพียงแค่เช็ดทำความสะอาดให้แห้งหลังการใช้งาน หรือใช้น้ำยาขัดโลหะเช็ด หรือน้ำมะขามเปียก ก็จะช่วยให้สภาพของขันลงหินยังดูสวยงามเหมือนเดิม.
twitter : raydo_thairath