ถึงแม้ “เจ้าชายฟิลิป” ดยุคแห่งเอดินเบอระ จะอภิเษกสมรสกับควีนเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ มายาวนานหลายทศวรรษ และช่วยแบ่งเบาพระราชกรณียกิจมากมายนับไม่ถ้วน แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว คงมีน้อยคนนักที่รู้จักตัวตนแท้จริงของพระองค์
ว่ากัน ว่าภายใต้ภาพลักษณ์อันสุขุมลุ่มลึก และความองอาจทระนงแบบนายทหารเรือ “เจ้าชายฟิลิป” ซึ่งเพิ่งเป่าเค้กฉลองวันคล้ายวันประสูติ ครบ 90 ชันษา ไปอย่างเงียบๆเมื่อวันที่10มิ.ย.ที่ผ่านมาทรงมีจุดอ่อน สำคัญอยู่ที่ความพลั้งปาก ชอบเผอเรอวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นแบบไม่ยั้งคิด บ่อยครั้งยังสะท้อถึงความเหยียดเชื้อชาติ และดูถูกดูแคลนคนที่ด้อยกว่า
เรื่องนี้ถูกนำมาขยายเป็น ข่าวหลายหน ถึงขนาดมีการรวบรวมวลีเด็ดที่ “เจ้าชายฟิลิป” เคยสร้างวีรกรรมไว้จนกระฉ่อนไปทั่ว อย่างเช่น ตอนเสด็จเยือนประเทศจีน พร้อมควีนเอลิซาเบธที่ 2 เมื่อปี 1986 รับสั่งกับนักเรียนแลกเปลี่ยนอังกฤษในเมืองซีอานว่า “ถ้าพวกหนูอยู่เมืองจีนไปอีกสักพัก คงได้ตาตี่เป็นหมวยจีนกันหมดแน่” อีกครั้งเป็นตอนที่เจอกับประธานาธิบดีไนจีเรีย ซึ่งปรากฏกายในชุดประจำชาติ “เจ้าชายฟิลิป” รับสั่งหน้าตาเฉยว่า ท่านประธานาธิบดีดูเหมือนคนกำลังจะเข้านอนเลย!! แม้แต่ในวันสำคัญที่สุด เมื่อสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เจ้าชายปากไวยังทักควีนว่า ทรงไปเอาหมวกที่ไหนมาใส่!!
...
ความโก๊ะของ “เจ้าชายฟิลิป” เป็นที่ร่ำลือไม่แพ้ชีวิตวัยเด็ก ที่แสนเปล่าเปลี่ยวหงอยเหงา และลำบากยากเข็ญ แม้จะเติบโตมาพร้อมกับพระราชอิสริยศักดิ์ “ปรินซ์ ฟิลิป ออฟ กรีซ แอนด์ เดนมาร์ก” โดยสืบเชื้อสายตรงมาจากราชวงศ์กรีซ และเป็นหลานทวดของพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร เช่นเดียวกับควีนเอลิซาเบธที่ 2 ทว่า ชีวิตในวัยเยาว์ของพระองค์นั้นแสนจะอาภัพ เนื่องจากต้องหลบหนีไปใช้ชีวิตในต่างแดนตั้งแต่เล็กๆ หลังพระปิตุลา คือกษัตริย์คอนสแตนตินที่ 1 แห่งกรีซ ถูกรัฐบาลทหารปฏิวัติโค่นล้มระบอบกษัตริย์ และกดดันให้สละราชสมบัติ ขณะที่พระบิดาของเจ้าชาย คือ “เจ้าชายแอนดรูว์แห่งกรีซ และเดนมาร์ก” รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงถูกจับกุมขัง และต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ประเทศฝรั่งเศสในที่สุด พี่สาวทั้ง 4 คนของเจ้าชาย ก็สมรสกับเจ้าชายเยอรมัน และย้ายรกรากไปอยู่ในเยอรมนี ขณะที่พระมารดาของเจ้าชาย คือ “เจ้าหญิงอลิซแห่งแบทเทนเบิร์ก” ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลจิตเวช เพราะป่วยเป็นโรคประสาทรุนแรง และในช่วงบั้นปลายชีวิต พระบิดาของเจ้าชายคงมีแต่แฟลตเล็กๆในเมืองมอนติคาร์โล เป็นที่พำนักสุดท้าย
ด้าน “เจ้าชายฟิลิป” ตอนเล็กๆทรงเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติของอเมริกา ในกรุงปารีส ต่อมาจึงถูกส่งตัวไปเรียนชั้นประถมที่สหราชอาณาจักร โดยเติบโตมาในพระราชวังเคนซิงตัน ภายใต้การเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดของคุณลุง “จอร์จ เมานท์แบทเทน” ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของเจ้าชาย ด้วยความที่พี่สาวทั้ง 4 คน สมรสกับเจ้าชายเยอรมัน จึงชักชวนให้น้องชายคนเล็กไปเรียนหนังสือที่เยอรมนีด้วย แต่เรียนได้แค่ปีเดียว คุณลุงก็เรียกตัวกลับ และตัดสินใจให้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนกอร์ดอนสโตน ในสกอตแลนด์ จนจบชั้นมัธยม จากนั้นเจ้าชายได้เดินตามความฝันที่อยากเป็นลูกนาวี โดยสอบเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยทหารเรือดาร์ทมัธ น่าเสียดายที่คุณลุงจากโลกนี้ไปก่อน ที่จะได้เห็นหลานรักติดยศทหารเรือ และกุมบังเหียนเป็นผู้บังคับการเรือรบลำแล้วลำเล่า ระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ประทับใจที่ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ ของ “เจ้าชายฟิลิป” มาจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี หลังจากควีนเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จขึ้นครองราชย์ ในปี 1953 “เจ้าชายฟิลิป” ได้ทรงหันหลังให้กองทัพราชนาวีอย่างเด็ดขาดเพื่อมาทำหน้าที่ป รินซ์ คอนสอร์ท ช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจจากองค์พระประมุขของอังกฤษ กระนั้น ก็ทรงได้รับการติดพระยศพลอากาศเอกประจำกองทัพอากาศสหราช อาณาจักร และทรงหันมาทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกบินเพื่อเป็นการชดเชย
สำหรับ ตำนานรักระหว่างควีนเอลิซาเบธที่ 2 กับพระสวามี ว่ากันว่าเป็นรักแรกพบอย่างแท้จริง โดยขณะที่ ทั้งคู่เจอกันครั้งแรกเมื่อปี 1939 “เจ้าหญิงเอลิซาเบธ” ทรงมีพระชนม์เพียง 13 ชันษา ส่วน “เจ้าชายฟิลิป” ทรงมีพระชนม์ 18 ชันษา กำลังเป็นนักเรียนเตรียม ทหารเรือ ที่หนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยว ขณะนั้น พระเจ้าจอร์จที่ 6 และพระชายา “สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ” เสด็จเยือนวิทยาลัยทหารเรือดาร์ทเมาธ์ ระหว่างนั้นองค์ควีนได้ทรงขอให้เจ้าชาย ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระประยูรญาติห่างๆ พาพระธิดาทั้งสองพระองค์ คือ “เจ้าหญิงเอลิซาเบธ” กับ “เจ้าหญิงมาร์กาเร็ต” เดินชมวิทยาลัย
มีการเล่าขานจนเป็นเลิฟสตอ รี่แห่งวินด์เซอร์ว่า “เจ้าหญิงเอลิซาเบธ” ทรงตกหลุมรัก “เจ้าชายฟิลิป” ตั้งแต่แรกเห็น และนับแต่นั้นมา ทั้งคู่ก็เริ่มเขียนจดหมายรักถึงกัน กระทั่งในช่วงฤดูร้อน ปี 1946 ขณะที่ “เจ้าหญิงเอลิซาเบธ” มีพระชนม์ 20 ชันษา “เจ้าชายฟิลิป” ได้ทูลขอ “พระเจ้าจอร์จที่ 6” เพื่อเสกสมรสกับพระธิดาองค์โต
...
ทรงได้รับไฟเขียวจาก ว่าที่พ่อตา โดยมีเงื่อนไขว่า การประกาศหมั้นหมายอย่างเป็นทางการจะเกิดขึ้นได้ เมื่อ “เจ้าหญิงเอลิซาเบธ” ทรงมีพระชันษาครบ 21 ชันษาเต็ม ในเดือน เม.ย. ปี 1947 ระหว่างนั้น “เจ้าชายฟิลิป” ได้ทรงเร่งเคลียร์สถานภาพของพระองค์เอง โดยสละพระอิสริยยศทั้งหมดที่เกี่ยวโยงกับราชวงศ์กรีซ และเดนมาร์ก หันมาใช้นามสกุลของลุง คือ “เมานท์แบทเทน” ขณะเดียวกัน ก็ทรงเปลี่ยนศาสนาจากนิกายกรีก ออร์ทอดอกซ์ มาเป็นเชิร์ช ออฟ อิงแลนด์ พร้อมทั้งเปลี่ยนสัญชาติเป็นอังกฤษเต็มตัว โดยความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ดำเนินการไปอย่างเงียบเชียบ และเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยภายในเดือน มี.ค.ปี 1947 เพียงเดือนเดียวก่อนถึงเวลาที่กำหนดไว้
การประกาศหมั้น หมายอย่างเป็นทางการของทั้งคู่ มีขึ้นในวันที่ 10 ก.ค. 1947 ก่อนจะจัดพิธีเสกสมรสอย่างยิ่งใหญ่ ในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ เช้าวันที่ 20พ.ย.1947 มีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์บีบีซี เพื่อให้ ผู้ชม 200 ล้านคนทั่วโลก ได้ติดตามชมอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ดี เนื่องจากอังกฤษเพิ่งผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 มาหมาดๆ และอยู่คนละฝ่ายกับเยอรมนี จึงไม่อนุญาตให้ผู้ที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเยอรมันมาร่วม งานเสกสมรสในครั้งนี้ ซึ่งก็หมายรวมถึงพี่สาวของเจ้าชายฟิลิป ที่ไปแต่งงานกับเจ้าชายเยอรมันด้วย
...
หลังการเสกสมรส ดยุคและดัชเชสแห่งเอดินเบอระ ทรงประทับอยู่ที่พระ ตำหนักคลาเรนซ์ เฮาส์ “เจ้าหญิงเอลิซาเบธ” ทรงตั้งครรภ์ในทันที และให้กำเนิดพระโอรสองค์แรก คือ “เจ้าฟ้า ชายชาร์ลส์” เมื่อปี 1948 ตามติดมาด้วย“เจ้าฟ้าหญิงแอนน์” ที่ลืมตาดูโลกในปี 1950
ถึงแม้ “เจ้าชายฟิลิป” จะทรงรักในอาชีพทหารเรือเป็นอย่างยิ่ง และยังไม่ละทิ้งโดยทันทีหลังการเสกสมรส แต่เมื่อ “พระเจ้าจอร์จที่ 6” เสด็จสวรรคต ในปี 1952 ส่งผลให้ “เจ้าหญิงเอลิซาเบธ” ต้องขึ้นครองราชย์สืบราชบัลลังก์แทน และเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.1953 “ดยุคแห่งเอดินเบอระ” จำต้องเสียสละความปรารถนาส่วนตัว และยอมลดอีโก้มาเดินตามหลังควีนเอลิซาเบธที่ 2 เพื่อสนับสนุนการปกครองราชอาณาจักร และช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจในทุกด้าน
โดยตลอดเวลา58 ปี ที่ทรงทำหน้าที่ปรินซ์ คอนสอร์ท “เจ้าชายฟิลิป” ได้ตามเสด็จฯสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน โดยเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆทั่วโลกมาแล้วถึง 143 ประเทศ
ตาม รายงานของบั๊กกิ้งแฮมระบุว่า “ดยุคแห่งเอดินเบอระ” ทรงเป็นพระราชวงศ์วินด์เซอร์ ที่ปฏิบัติพระกรณียกิจมากที่สุดถึงปีละ 300 งาน ขณะเดียวกัน ก็ทรงเป็นองค์ประธานอุปถัมภ์องค์กรการกุศลมากกว่า 800 องค์กร และในปัจจุบัน ยังได้รับการบันทึกให้เป็นปรินซ์ คอนสอร์ท ที่อยู่เคียงข้างองค์พระประมุขยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์เป็น ที่ทราบกันดีในหมู่คนใกล้ชิดว่า “เจ้าชายฟิลิป” ทรงรักม้ามาก โปรดกีฬาโปโลเป็นชีวิตจิตใจ และยังโปรดการแข่งขับรถม้าโบราณมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ เพิ่งจะวางมือเมื่อตอนพระชนม์ 65 ชันษา เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ กิจกรรมยามว่างที่โปรดปรานยังรวมถึงการเข้าป่าส่องนก, เขียนหนังสือ, สะสมมีดพก และหนังสือการ์ตูนเกี่ยวกับการเมืองกับราชวงศ์
...
แม้จะถูกตี ตราว่าเป็นคุณปู่หัวแข็ง ผู้เคร่งครัดในระเบียบวินัยอย่างสุดโต่ง แต่ลึกๆลงไปแล้ว “เจ้าชายฟิลิป” ก็ทรงมีพระทัยอ่อนโยนอย่างยิ่ง หลายครั้งหลายคราที่เกิดมรสุมใหญ่ภายในพระราชวังบั๊กกิ้งแฮม ก็ได้ “ดยุคแห่งเอดินเบอระ” พระองค์นี้ ที่เป็นกำลังใจให้เหล่าพระบรมวงศานุวงศ์น้อยใหญ่ได้ยืนหยัดอย่าง เข้มแข็ง และองอาจสมเป็นเลือดขัตติยา.
ทีมข่าวหน้าสตรี