เพราะตระหนักดีว่าการพัฒนาบุคลากรในองค์กรให้มีภาวะความเป็นผู้นำคือสิ่งสำคัญ จึงทำให้นักวิชาการรุ่นใหม่อย่าง ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ยอมทิ้งเงินเดือนก้อนใหญ่ที่เคยได้รับจากองค์กรระดับนานาชาติ เช่น Merck, Ltd., The Boston Consulting Group, Colgate Palmolive (USA) แล้วผันตัวเองมาเป็นกูรูด้านฝึกฝนและพัฒนาบุคลากรในองค์กรแทน เพื่อให้เกิดบุคลากรที่มีภาวะความเป็นผู้นำ และทำให้องค์กรก้าวเดินไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ
ก่อนอื่นต้องบอกว่าด็อกเตอร์หนุ่มไฟแรงคนนี้ค่อนข้างจะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพราะเป็นลูกชายคนเล็กของอดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “ดร.เถลิง ธำรงนาวาสวัสดิ์” ผู้ทำคุณประโยชน์มากมายเพื่อประเทศชาติ ความที่เลือดพ่อแรง จึงทำให้ ดร.ธัญ ขอเดินตามรอยบุพการี ด้วยการทำงานที่ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม “จริงๆทุกงานที่ผ่านมานี่โอเคกับผมมาก เพียงแต่มันยังไม่ใช่ตัวผม ไม่ใช่สิ่งที่อยากทำ จนวันหนึ่งมีการอบรมของบริษัท รู้สึกเหมือนมีมือมาผลักประตูที่ปิดอยู่ให้เปิดออก พอจบการอบรมผมก็เดินไปหาอาจารย์ที่เป็นวิทยากร แล้วเรียนถามท่านตรงๆว่า อยากทำงานแบบนี้บ้างจัง ซึ่งท่านก็ให้โอกาสผมได้ลองทำ”
เมื่อค้นพบความชอบที่แท้จริงของตัวเอง ดร.ธัญ จึงมุ่งมั่นกับการทำหน้าที่เป็นวิทยากรฝึกฝนและพัฒนาบุคลากรในองค์กร จนได้รับประกาศนียบัตรวิทยากรหลักสูตรพัฒนาภาวะผู้นำ Leading Bold Change Leadership จากลีดเดอร์ชิพกูรูชื่อดัง “จอห์น คอตเตอร์” ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นคนแรกของประเทศไทย ภายใต้ชายคาบริษัทที่ได้รับรางวัลระดับโลก “ออคิด สลิงชอท” ผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารระดับสูง
แม้จะเป็นการเริ่มต้นที่ไม่นานสำหรับงานด้านพัฒนาบุคลากร แต่ด็อกเตอร์หนุ่มไฟแรงคนนี้ก็มีจุดแข็งที่แสดงตัวตนในฐานะนักคิด โดยนำความเป็นนักคิดมาปรับใช้กับงาน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวที่ใครๆต่างชื่นชม “ผมอาจจะประหลาดกว่าคนอื่นในเป้าหมายของการสอน ผมวัดความสำเร็จที่ผู้รับไม่ใช่ผู้ให้ ผมอาจให้ไปร้อย แต่ถ้าเขารับได้สิบจะมีประโยชน์อะไร ผมจึงพยายามหาวิธีการถ่ายทอดโดยให้ผู้เรียนได้ข้อคิดจากการตระหนักด้วยตัวเอง เพราะถ้าผมใช้วิธีการสรุปแบบบรรยาย มันจะกลายเป็นการฟังเพื่อจด จดเพื่อจำ จำเพื่อลืม”
หลักสูตรพัฒนาภาวะผู้นำที่ ดร.ธัญ นำมาใช้นี้ มุ่งให้เกิดผู้นำการเปลี่ยนแปลงในองค์กร เพื่อให้องค์กรก้าวเดินไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ “สมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ถ้าจะรอให้ผู้บริหารชี้ทิศทางแนะนำหรือตัดสินใจคนเดียว คงไม่ทันการณ์ ทำอย่างไรให้คนในองค์กรกล้าคิดกล้าตัดสินใจ ก็ต้องเริ่มจากคนในองค์กรต้องมีภาวะผู้นำ กล้าคิดกล้านำเสนอ”
บทเรียนหนึ่งที่ ดร.ธัญนำมาสอดแทรกในเนื้อหาที่ผู้เข้าอบรมจะได้รับกลับไป คือจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของเขา จากเด็กเกเร มีไลฟ์สไตล์แบบคุณหนู จู่ๆก็พลิกผันไปเป็นนักเรียนประจำในโรงเรียนต่างประเทศ ต้องเรียนรู้และต่อสู้ด้วยตัวเอง ดร.ธัญ บอกว่า เปรียบเหมือนคนว่ายน้ำไม่เป็นลงบ่อ สุดท้ายก็ต้องพยายามว่ายเข้าฝั่งให้ได้ ต้องปรับตัวเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวเอง และพร้อมจะเปลี่ยนแปลงในทุกสถานการณ์ เวลาเอามาประยุกต์ให้กับหลักสูตรก็คือ คนในองค์กรไม่ควรคิดที่จะพึ่งองค์กรหรือผู้บริหาร เพราะมันไม่ยั่งยืนต้องกล้าที่จะคิดและทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ไม่ใช่เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่องค์กรก็จะได้ผลดีจากการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงของเราด้วย.
...