ความคืบหน้าการช่วยเหลือนำศพ น.ส.สโรชา เนียมบุญนำ (น้องกาว) ทางพ่อแม่ยืนยันจะนำศพลูกสาวกลับมาทำพิธีที่เมืองไทย โดยนายกสมาคมไทยเท็กซัสช่วยประสานกลับดึกวันที่ 23 พ.ค.และศพถึงไทย 25 พ.ค.นี้...
ความคืบหน้าการช่วยเหลือนำศพ น.ส.สโรชา เนียมบุญนำ อายุ 20 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เข้าร่วมโครงการเวิร์ค แอนด์ ทราเวิล เดินทางไปทัศนศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่กลับเสียชีวิตกะทันหันจากเชื้อแบคทีเรียขึ้นสมองอย่างรุนแรง เมื่อเย็นวันที่ 18 พ.ค. ตามเวลาในสหรัฐอเมริกา โดยที่นายชาญชัยและนางรสนา เนียมบุญนำ พ่อแม่น้องกาว เดินทางจากเมืองไทยมาทันดูใจพอดี
ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พ.ค.นายณรงค์ ระตะนะอาพร นายกสมาคมไทยเท็กซัส ที่เป็นผู้ช่วยเหลืออำนวยความสะดวกและประสานงานให้กับครอบครัวของ น.ส.สโรชา เปิดเผยว่า ร่างของน้องกาวนั้น บริษัทที่รับจัดพิธีศพได้รับไปดำเนินการและจัดส่งกลับประเทศ ไทยตามความต้องการของพ่อแม่น้องกาว โดยบริษัทที่ดูแล นักเรียนนักศึกษาในโครงการนี้เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายประมาณ 7,500 ดอลลาร์ ออกเดินทางกลับกลางดึกวันจันทร์ที่ 23 พ.ค. และถึงประเทศไทยวันพุธที่ 25 พ.ค.
นายกสมาคมไทยเท็กซัสเผยต่อไปว่า เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ค่าใช้จ่ายในการรักษาที่แท้จริงไม่ทราบว่าเท่าไหร่ เจ้าหน้าที่บริษัทที่ดูแลนักเรียนนักศึกษาในโครงการนี้บอกว่าอาจถึง 3-4 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 10 ล้านบาท แต่บริษัททำประกันไว้ให้ 5 หมื่นดอลลาร์ และจ่ายไปเท่าที่ทำประกันส่วนที่เหลือโรงพยาบาลไม่ได้เรียกเก็บ จึงอยากฝากบอกคนไทยทุกคนว่าถ้ามาอเมริกาแล้วเจ็บป่วยให้เข้าโรงพยาบาลได้ทันทีไม่ต้องกลัว เพราะแพทย์ต้องรักษาไม่ว่าจะมีเงินหรือไม่ก็ตาม
“สาเหตุที่น้องกาวติดเชื้อแบคทีเรียถึงขั้นเสียชีวิตอย่างรวดเร็วนั้น แพทย์บอกว่ายังไม่ทราบ ได้ขอชันสูตรศพน้องกาว แต่ครอบครัวไม่อนุญาต จะรีบนำกลับไปบำเพ็ญกุศลที่เมืองไทย แพทย์ที่ทำการรักษายังบอกว่าไม่เคยพบกรณีเช่นนี้มาก่อน จึงได้ค้นคว้าพบเอกสารทางการแพทย์ระบุว่า เคยมีผู้ป่วยลักษณะเดียวกันเมื่อปี 2004 เป็นชายชาวอเมริกัน เชื้อแบคทีเรียขึ้นสมองไม่นานก็เสียชีวิต จากนั้นก็ไม่พบอีกกระทั่งมาเจอเคสของน้องกาว ซึ่งหากได้ผ่าพิสูจน์ก็จะรู้สาเหตุ” นายณรงค์กล่าว
นายณรงค์ยังเล่าถึงเหตุการณ์วันที่น้องกาวเข้าโรงพยาบาลจนถึงจากไปว่า แพทย์เจ้าของไข้คือนายแพทย์เกรก ไวท์ ได้อธิบายกับครอบครัวน้องกาวว่าน้องกาวมาถึงโรงพยาบาลประมาณ 23.30 น. วันที่ 12 พ.ค. ยังมีสติแต่มีอาการปวดเกร็ง และบอกว่าไปที่คลินิกแห่งหนึ่งมา แพทย์ประจำคลินิกบอกว่ากระเพาะปัสสาวะอักเสบ ให้ยามากินแต่ไม่หาย จึงตรวจเลือดพบว่าเม็ดเลือดขาวต่ำ แพทย์ให้ยาปฏิชีวนะ ฉีดยาแก้ปวด จนอาการดีขึ้นและจะขอกลับบ้าน แต่ผ่านไป 6 ชั่วโมงอาการแย่ลงอีก จึงฉีดยาแก้ปวดและแพทย์มั่นใจว่าไม่ใช่กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และได้เจาะไขสันหลัง พบหนองจำนวนมาก เลยนำเข้าเครื่องซีทีสแกนเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ สมองเริ่มบวมและมีหนองเต็มไปหมด ได้เจาะเอาหนองออกและให้ยาเพิ่มรอดูอาการ และย้ายเข้าห้องไอซียูชั้น 4 ระหว่างนั้นแค่ 10 นาทีอาการทรุดหนัก สมองตาย จึงแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องของ น.ส.สโรชา ซึ่งตามกฎหมายเท็กซัสหากคณะแพทย์ลงความเห็นว่าสมองตาย สามารถถอดเครื่องช่วยหายใจและอุปกรณ์ช่วยชีวิตทั้งหมดได้ หรือใส่ไว้ได้ไม่เกิน 2 วัน แต่สำหรับน้องกาวใส่ไว้ถึง 4 วันเพื่อรอพ่อแม่
“วันรุ่งขึ้นทุกคนได้กลับไปที่โรงพยาบาลขอให้แพทย์ถอดเครื่องช่วยหายใจออกตอนเย็น พร้อมกันนั้นได้นิมนต์พระจากวัดไทยไปด้วย แพทย์ได้เชิญนายชาญชัยกับนางรสนา พ่อแม่น้องกาว ให้รอนอกห้องเพราะกลัวทำใจไม่ได้ ส่วนเพื่อนนักศึกษาที่มาเยี่ยมสามารถเข้าไปในห้องได้ โดยหลายคนพยายามเขย่าตัวปลุกน้องกาว พระเริ่มสวดมนต์ แพทย์ทยอยถอดอุปกรณ์ช่วยชีวิตทุกคนต่างร่ำไห้เฝ้ามองจอมอนิเตอร์จนสัญญาณชีพดับไป แม้แต่พระยังน้ำตาคลอ จากนั้นได้เรียกพ่อกับแม่เข้ามาดูร่างเป็นครั้งสุดท้าย” นายณรงค์กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือในท้ายสุด
...