หนุ่มไฟแรงทายาทตระกูลดัง คมกริช เชษฐโชติศักดิ์ ลูกชายคนที่ 3 วัย 31 ปี ของ เฮียจั๊ว–เกรียงไกร เชษฐโชติศักดิ์ ประธานกรรมการ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) กับ ชณภา ที่ขอหันหลัง ให้งานบันเทิง ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว มาตามฝัน ทำงานที่ชื่นชอบในธุรกิจที่ปลุกปั้นเอง อย่าง "ฮิโนเดะ โค่ย เซ็นเตอร์" ศูนย์จำหน่ายปลาคาร์พ ที่ซอยรามอินทรา 40 (ซอยนวลจันทร์) ถนนรามอินทรา
คมกริช หรือที่เพื่อนๆเรียกขานกันว่า "เต่า" เล่าว่า มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน เป็นชาย 3 หญิง 1 ซึ่ง เป็นน้องนุชสุดท้อง ตอนเขาอายุได้ 13-14 ปี เกือบจะเดินไม่ได้ เพราะเป็นโรคกระดูกอักเสบ ซึ่งอยู่ๆก็เป็นโดยไม่มีสาเหตุ ต้องรักษาด้วยการขูดกระดูกแล้วเข้าเฝือกเกือบทั้งตัว ขยับเขยื้อนตัวไม่ได้ ต้องหยุดเรียนเพื่อรักษาตัวถึง 2 ปี โดยนอนอยู่โรงพยาบาลเกือบปี แล้วมาทำกายภาพบำบัดหัดเดินใหม่ที่บ้านอีกปี เป็นเหตุให้เรียนหนังสือช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน แต่สุดท้ายก็จบชั้น ม.3 ที่โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร แล้วไปเรียน ภาษาที่ประเทศสิงคโปร์ ก่อนกลับมาเรียนต่อ ม.ที่โรงเรียนศรีวิกรม์ และเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ที่มหาวิทยาลัยรังสิต คณะศิลปกรรม ด้านโปรดักชั่น ดีไซน์ เพราะไม่ชอบเรื่องตัวเลข และชื่นชอบงานด้านศิลปะมากกว่า และสามารถคว้าเกียรตินิยม อันดับ 2 มาให้ที่บ้านได้ภูมิใจ
"จบแล้วทีแรกผมได้เข้ามานั่งทำงานเป็นเว็บดีไซเนอร์ของอาร์เอส แต่ทำได้ไม่กี่เดือน ก็ออกมาทำงานเป็นฟรีแลนซ์ เพราะผมไม่ชอบงานนั่งโต๊ะ โดยกลางวันมาทำงานที่ Cerebrum Design ออกแบบมือถือ ตอนเย็น ถึงค่ำทำที่ Craftitude เกี่ยวกับการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ทำทั้ง 2 แห่งนี้อยู่นานเป็นปี จึงคิดว่าถ้าเราอยากเติบโตต้องเรียนต่อให้รู้มากขึ้น เลยไปเรียนปริญญาโท ทางการตลาด ที่มหาวิทยาลัย Middelesex ประเทศอังกฤษ ผมจบมาปีกว่าแล้วครับ เพิ่งมาเริ่มทำศูนย์จำหน่ายปลาคาร์พ"
ส่วนแรงบันดาลใจที่มาจับธุรกิจด้านนี้ เต่า บอกว่า ส่วนหนึ่งอาจมาจากความชื่นชอบของคุณพ่อที่เลี้ยงปลาคาร์พจำนวนมาก ล้วนสวยงาม การันตีได้จากถ้วยแชมป์ที่มีอยู่เต็มบ้าน ผมเห็นปลาคาร์พมาตั้งแต่เล็ก เรียกว่าเกิดมาก็เห็นปลาคาร์พแล้ว แต่โดยส่วนตัวชอบเลี้ยงปลาตู้มากกว่า ตอนเด็กเคยมีปลาตู้อยู่ในห้องถึง 9 ตู้ มีทั้งเล็กและใหญ่เรียงอยู่เต็มห้อง
แม้จะไม่ใช่เซียนปลาคาร์พเหมือนอย่างคุณพ่อ แต่ เต่า บอกว่า "ถ้าทำอะไรแล้ว ผมชอบที่จะเรียนรู้ให้ถึงที่สุด สไตล์การทำงานผมจึงเป็นแบบลุยๆ ดูแลเองทั้งหมด ผมจะอยู่ที่ร้านตลอด และมักจะเข้าไปดูแลลูกค้าเองทั้งหมด เพราะอยากรู้ว่าเขารู้จักเราได้อย่างไร แล้วคิดอะไรอยู่ ทำให้เรารู้จักลูกค้ามากขึ้น เวลาทำงานผมยึดความแฟร์ จริงใจ อะไรดีก็บอก ไม่ดีก็บอก อย่างเวลาที่ลูกค้ามาซื้อปลา ก็จะถามเขาก่อนครับว่าเขามีงบเท่าไหร่ แล้วจัดในสิ่งที่ดีที่สุดให้ได้ตามงบ เพราะคิดว่าถ้าเราค้าขายอย่างจริงใจ เดี๋ยวเขาก็กลับมาหาเราอีก"
ธุรกิจนี้นอกจากจะตอบโจทย์ความต้องการของ เต่า ลูกชายที่ทุ่มเทเวลาให้กับงานแล้ว ยังเป็นความสุขทางใจของ เฮียจั๊ว ผู้เป็นพ่อด้วย เต่า บอกว่า "ผมจะเข้ามาร้านทุกวันไม่หยุด กว่าจะกลับบ้านก็ค่ำๆ ส่วนคุณพ่อแวะมาทุกวันเช่นกัน ทุกๆบ่ายจะมาดูปลา บางครั้งคุณพ่อก็ช่วยปิดการขาย กรณีที่ผมเห็นแล้วว่าให้คุณพ่อคุยดีกว่า น่าจะง่ายกว่า ตอนนี้ก็มีความสุขกับธุรกิจตรงนี้ แต่ในอนาคตก็อยากที่จะเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นแบบย่างๆปิ้งๆครับ".....ขอเดินตามฝันในแบบฉบับของตนเองอย่างแท้จริง!!
...