ในยุคเศรษฐกิจรูปแบบทุนนิยมเข้มข้นเช่นปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์และสินค้าจำนวนมาก ถูกผลิตมาเพื่อดับกระหายความอยากของมนุษย์ ทว่าสินค้าส่วนใหญ่กลับเติมความอิ่มให้กับใจมนุษย์ได้เพียงระยะสั้น หรืออาจแค่ชั่วข้ามมื้ออาหารเท่านั้น...

"ศิลปะไม่เหมือนกับขายวัตถุ ขายรองเท้า กระเป๋า เฟอร์นิเจอร์ แต่ศิลปะเป็นอาหารของจิตวิญญาณ"

นายเชน สุวิกะปกรณ์กุล ชายหนุ่มนักเรียนนอกผิวขาว ผู้เป็นเจ้าของบ้านของเซรินเดีย แกลอรี่ (Serindia Gallery) เอ่ยอย่างแจ่มใส ขณะต้อนรับเราผู้มาเยือนด้วยความเป็นกันเอง ท่ามกลางบรรยากาศภายในหอศิลป์อันเย็นสงบ ขณะที่ผนังรอบด้านผลิบานไปด้วยผลงานศิลปะ จากกลุ่มศิลปินหลากหลายเชื้อชาติ

เซรินเดีย แกลอรี่ เป็นหอศิลป์ทรงอาคารไม้สีครีมขนาดเล็ก ตั้งอยู่กลางซอยเจริญกรุง 36  เซรินเดียมีสไตล์การตกแต่งอันหรูเรียบ นุ่มลงตัวไม่ซ้ำแบบใคร​ จัดแสดงงานจำพวกภาพถ่ายระบายสีน้ำ ภาพวาดศิลปะนานาประเภท โดยจะเน้นไปทางด้านศิลปะในแถบภูมิภาคเอเชีย​ และตะวันออกกลาง ฉะนั้นหอศิลป์แห่งนี้ย่อมแตกต่างจากบรรดาห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ในรัศมี 360 องศาใจกลางกรุงโดยรอบ ที่มุ่งเน้นจำหน่ายวัตถุสินค้าเป็นหลัก เพราะเซรินเดีย คือสถานที่นัดพบพิเศษ ระหว่างงานศิลปะและผู้มีใจรัก โดยมีนายเชน คอยทำหน้าที่เป็น "สื่อกลาง" คัดเลือกงานศิลป์คุณภาพเยี่ยม เพื่อส่งมอบความอิ่มเต็มสู่จิตใจให้กับเหล่านักสะสม

"งานศิลปะที่นำมาโชว์ที่นี่ ในเรื่องของคุณภาพงานนั้น เรากล้าพูดได้เลยว่าเมื่อลูกค้าซื้อไปติดที่บ้านแล้ว​ ไม่ต้องกลัวว่าจะผิดหวัง" นายเชน กล่าว

ซึ่งกว่าจะรู้ซึ้งจนปรุโปร่งว่าคุณภาพเยี่ยมเป็นเช่นไรนั้น หนุ่มนักสะสมผู้นี้เผยเคล็ดลับว่า ต้องอาศัยประสบการณ์ ผ่านการฝึกฝนจากการมองงานศิลปะมาจนเจนตา ​เพื่อที่จะทราบว่าไวยากรณ์ หรือหลักของงานศิลป์แต่ละประเภทเป็นอย่างไร

"จะรู้ว่างานแบบไหนเป็นงานคุณภาพดี เราต้องหมั่นเทสสายตาตัวเอง ต้องรู้เทคนิค รู้คอนเซปพื้นฐานของงานแต่ละประเภท รวมทั้งแรงบันดาลใจของศิลปิน ซึ่งงานคุณภาพคืองานที่มองแล้วดูไม่ฝืน"

ท่ามกลางสภาวะโลก และวิถีชีวิตอันวุ่นวายของผู้คน ชายหนุ่มนักชมภาพศิลป์ฝีตาเอกผู้นี้ มีความเห็นว่า ศิลปะคือกระจกส่องวิญญาณ​ ช่วยพัฒนาและยกระดับจิตใจของผู้ชม เปรียบเสมือนประตูบานหนึ่งที่นำเราก้าวเข้าไปสู่ความสงบเย็นอันละเอียดอ่อน ดังเช่น ภาพวาดศิลปะทิเบต  ซึ่งมักเป็นภาพพระพุทธองค์นั่งสมาธิ  มีวัตถุประสงค์หลักให้จิตของผู้ชมเกิดสมาธิ วางอยู่ตรงปัจจุบันเบื้องหน้า ไม่ให้ลอยโลดไปไกลถึงขอบจักรวาล ฉะนั้นศิลปะจึงเป็นยาวิเศษอย่างหนึ่งที่ช่วยดีท็อกซ์หัวใจมนุษย์เราให้สะอาด

...

"ต้องตอบว่าอะไรล่ะที่ทำให้จิตใจเรานิ่งได้ ศิลปะคือการแสดงออกทางจิตวิญญาณ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถฝึกฝนให้เข้าถึงมันได้แค่ไหน" นายเชน กล่าวว่า

ทุกคนสามารถชื่นชมความงามของศิลปะได้ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเศรษฐีกระเป๋าหนัก ผู้มีกำลังจ่ายพอที่จะแลกกับงานศิลป์มูลค่าหลักล้าน เนื่องจากศิลปะมีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ขอเพียงหมั่นฝึกฝนที่จะมอง โดยอาศัยใจรักเป็นพื้นฐานขั้นแรกก่อน  ไม่ต้องกังวลว่าจะดูเป็นหรือไม่

"อยากให้ผู้ที่สนใจลองเข้ามาชมงานตามหอศิลป์ต่างๆดูก่อน ไม่ต้องกลัวว่าจะดูเข้าใจไหม แล้วประสบการณ์จะสอนให้เราชำนาญเองว่างานคุณภาพเป็นแบบไหน"


เมื่อเราเอ่ยถามว่าขณะนี้ศิลปะเทรนด์ไหนมาแรง  นายเชน ถึงกับเอามือกุมขมับ​ เงียบนิ่งไปนาน ก่อนจะตอบหนักๆว่า "ศิลปะไม่ใช่เพลงฮิพฮอพ, อาร์แอนด์บี จึงระบุเทรนด์ฮิตไม่ได้  เพราะศิลปะเป็นมากกว่าการประมูล  ซึ่งไม่ว่าเทรนด์จะเป็นแบบไหน ขอเพียงเรารู้ว่างานของเราดีจริง  ต่อให้เทรนด์เปลี่ยนไปอย่างไร งานของเราก็ยังทรงคุณค่า เพราะงานที่ดีคืองานที่ตัวเรารู้สึกว่ายิ่งชมยิ่งรู้สึกชอบ ซึ่งงานชิ้นศิลปะนั้นจะเติบโตไปพร้อมกับชีวิตเราด้วย  ดังนั้นนักสะสมจึงควรพิจารณาก่อนซื้อว่า เราไหวกับมันไหม​ หากว่าต้องเจองานชิ้นนี้ติดอยู่ที่ผนังบ้านทุกวัน"

เจ้าบ้านแห่งเซรินเดีย แกลอรี่ สรุปส่งท้ายเรียบเรื่อย พร้อมกับคำเชื้อเชิญต่อว่า ในวันที่ 17 มีนาคมนี้ ทางหอศิลป์จะมีการจัดนิทรรศการภาพวาดสีน้ำกล้วยไม้ และพรรณพฤกษาแห่งหิมาลัย หากนักชมงานศิลป์ท่านใดสนใจเข้าเยี่ยมชม  ขอเชิญได้ที่ เซรินเดีย แกลอรี่ ซ.เจริญกรุง 36 ถ.เจริญกรุง ติดดับ O.P. Garden.