พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ได้เสด็จเป็นองค์ประธานในกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับ "โครงการกำลังใจในพระดำริ  พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา" ที่ จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (12-13 มี.ค.) โดยเริ่มต้นด้วยการเสด็จเป็นองค์ประธานกิจกรรม "กำลังใจ  ไหลรินสู่แดน ภูผา" และเริ่มโครงการกำลังใจในพระดำริฯ ที่เรือนจำอำเภอฝาง

โอกาสนี้  พระองค์ภา ได้ร่วมรับฟังปัญหาและให้ความรู้เรื่องกฎหมาย ในโครงการกฎหมายคลายทุกข์ ในกรณีที่ผู้ต้องขังหญิงถูกตัดสินจำคุก จากคดียาเสพติดร่วมกับสามี ซึ่งถูกจับขณะไปหาสามี เพื่อบอกถึงลูกในท้อง โดยทรงใช้เวลารับฟังปัญหานานเกือบ 20 นาที จึงได้เสด็จเยี่ยมและประทานถุงของขวัญ ซึ่งมีอุปกรณ์เด็กอ่อนแก่ผู้ต้องขังหญิงที่มีลูกอ่อน ที่อาคารสวัสดิการและบริบาล จากนั้นได้เสด็จทอดพระเนตรกิจกรรมสร้างกำลังใจเชิงลึก ซึ่งมีทั้งสอนด้านวิชาชีพ ได้แก่  เสริมสวย,  เบเกอรี่,  ปักผ้าในรูปแบบต่างๆ  รวมทั้งสอนถึงการดำเนินชีวิต  โดยนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในเรือนจำ ซึ่งพระองค์ภาทรงสนพระทัย พร้อมรับสั่งถามผู้ต้องขังหญิงที่ร่วมกิจกรรมเสริมสวยด้วยว่า "จะออกไปเปิดร้านไหม" และรับสั่งกับผู้ ต้องขังหญิงที่ร่วมอบรมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยว่า "หวังว่าจะได้นำโครงการเศรษฐกิจพอเพียงไปทำต่อที่บ้านได้ และขอให้ทำตัวดีๆ"

จากนั้นพระองค์ภาได้ทอดพระเนตรการเรียนการสอนภาษาไทย ที่ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอฝาง ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาสอนผู้ต้องขังหญิงที่อ่านภาษาไทยไม่ออก   ซึ่งสมัครใจมาเรียนจำนวน 21 คน และให้นำไปสอนเพื่อนๆที่ไม่รู้หนังสือต่อด้วย พระองค์ภาทรงมีรับสั่ง กับเจ้าหน้าที่รับผิดชอบด้วยว่า "ถ้าใครอยากเรียนต่อ ให้เขาได้เรียนจนจบ ป.6 อยากให้เขาเรียนสูงขึ้น" และประทับทอดพระเนตรการแสดงของผู้ต้องขังหญิง และการสร้างกำลังใจ โดยนักพูดและศิลปิน ก่อนเสด็จกลับ

วันรุ่งขึ้น พระองค์ภาได้เสด็จเป็นองค์ประธานและทรงร่วมเสวนา เรื่อง "น้ำพระทัยพระองค์ภา กับการให้โอกาสแก่ผู้ต้องขังหญิง" ที่โรงแรมโลตัส ปางสวนแก้ว อ.เมืองเชียงใหม่ โดยรับสั่งถึงความเกี่ยวเนื่องจากโครงการกำลังใจ, โครงการเอลฟี่ จนมาเป็น The Bangkok Rules ข้อกำหนดกรุงเทพฯ ที่เป็นกฎปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง โดยองค์กรสหประชาชาติให้การรับรองเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ปีที่ผ่านมาว่า ทรงเห็นอกเห็นใจเด็กๆที่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการยุติธรรม เด็กกลุ่มนี้ไม่มีผู้ดูแลเหมือนชนกลุ่มน้อยด้อยโอกาส ทรงทำเรื่องนี้เพราะเป็นปัญหาที่หลายคนไม่ค่อยคำนึง   ตอนนั้นทรงคิดว่าแม่ทุกคนมีความห่วงใยลูก   กังวลว่าลูกและตนเองจะเป็นอย่างไร จึงทรงนำมาเป็นไอเดียและขยายงานไปในหลายจังหวัด จากนั้นทรงมีโอกาสไปประชุมในต่างประเทศ   จึงนำโครงการนี้ไปเสนอ  ปรากฏว่าได้รับการสนับสนุนตอบรับอย่างดีจากนานาชาติ เพราะว่าทุกประเทศต่างมีปัญหาลักษณะเดียวกัน แต่รายละเอียดแตกต่างกันไป   และไม่มีใครพูดถึง   ในที่สุดจึงเกิดโครงการเอลฟี่   และฝ่าฟันกันมา 2 ปี จนกลายเป็น Bangkok Rules

เมื่อพิธีกรทูลถามถึงโครงการกำลังใจ และโครงการกำลังใจเชิงลึก ในพระดำริฯ พระองค์ภารับสั่งว่า คอนเซปต์หลักของโครงการกำลังใจคือ ให้กำลังใจ ให้ความหวัง อาจจะไปเยี่ยมไปแจกของ ส่วนเชิงลึก เป็นการเปิดประตูรับฟังปัญหาของผู้ต้องขังในเชิงลึก ซึ่งมีทีมนักจิตวิทยา นักกฎหมายเข้ามาศึกษาก่อน และได้ดำเนินงานมาระยะหนึ่งแล้ว  พร้อมกับทรงหวังว่าโครงการกำลังใจนี้จะมีสิ่งดีๆที่จะนำไปสู่การพัฒนาตนเองของผู้ต้องขังหญิง และจะทรงทำไปเรื่อยๆ เพราะมีคนส่วนหนึ่งมีความสุขในการกระทำของพระองค์

จากข้อคำถามที่มีการพูดถึงการนำ Bangkok Rules มาเป็นแนวทางในการตัดสินคดีด้วย ซึ่งพระองค์ภารับสั่งว่า "การช่วยเหลือไม่เป็นไร แต่อย่าให้ เสียระบบ" นั้น พระองค์หมายถึงอะไร พระองค์ภา รับสั่งตอบว่า จากประสบการณ์ ที่พระองค์ทรงเป็นพนักงานอัยการ ทรงพบว่าจำเลยหลายคนไม่เข้าใจกฎหมาย และไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดไปบ้าง จึงน่าจะมีการสร้างความเข้าใจ เพื่อดำเนินการพิจารณาคดีไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ซึ่งการแก้ปัญหานี้ต้องให้สมดุลทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งผู้เสียหายและจำเลย ซึ่งข้อกำหนดกรุงเทพฯนี้ไม่มีผลบังคับเชิงกฎหมาย เป็นเพียงแนวทางว่าด้วยมาตรฐานคร่าวๆว่ามีอะไรบ้าง อย่าตกใจ ค่อยๆทบทวนกันไปในรายละเอียดทีละข้อ ในความคิดเห็นส่วนพระองค์เกี่ยวกับข้อกำหนดกรุงเทพฯ ทรงคิดว่าพยายามทำตามมาตรฐานให้ได้มากที่สุดตามศักยภาพ และสอดคล้องกับการปฏิบัติงานและสภาพสังคมเมืองไทย.

...