คริสตี้ เคนนีย์

ได้รับการกล่าวขวัญถึงตั้งแต่ยังเดินทางมาไม่ถึงเมืองไทยด้วยซ้ำ สำหรับเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา คนใหม่ "คริสตี้ เคนนีย์" ไม่เพียงแต่จะเป็นเพราะเธอคือ ทูตหญิงมะกันคนแรกประจำประเทศไทย นับตั้งแต่ทั้งสองประเทศเปิดสัมพันธ์การทูตมายาวนานถึง 178 ปี แต่ชีวิตส่วนตัวอันมากสีสัน บวกกับความเป็นเจ้าแม่ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก ยังทำให้สปอตไลต์ทุกดวงจับจ้องไปที่ทูตหญิงมะกันคนใหม่อย่างช่วยไม่ได้

"ท่านทูตคริสตี้" ไม่ทำให้คนไทยผิดหวังจริงๆ โดยไม่กี่วันก่อนเดินทางมารับตำแหน่งที่เมืองไทย ได้เรียกเสียงฮือฮา ด้วยการอัพโหลดวีดิโอขึ้นยูทูบ กล่าวทักทายคนไทยด้วยภาษาไทย "สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อ คริสตี้" พร้อมกันนี้ยังเผยความรู้สึกว่า "ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ จะได้เป็นส่วนหนึ่งของมิตรภาพยิ่งใหญ่ระหว่างอเมริกากับไทย และจะได้มีโอกาสใช้ชีวิตในประเทศสวยงาม อบอุ่นเป็นมิตร และมีน้ำใจ ดิฉันทราบมาว่า กรุงเทพฯเป็นเมืองสวยงาม มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง เช่นเดียวกับบ้านเกิดของดิฉัน ที่มีแม่น้ำโพโทแมคไหลผ่าน... ดิฉันตั้งตารอที่จะได้พูดคุยกับคนไทยทุกคน"


ก่อนจะเดินทางมาเมืองไทย "ท่านทูตคริสตี้" เคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำเอกวาดอร์ และล่าสุดรั้งตำแหน่งเอกอัครราชทูตหญิงคนแรกของสหรัฐอเมริกาประจำฟิลิปปินส์ เป็นเวลา 4 ปี จนกลายเป็นขวัญใจของชาวฟิลิปปินส์ ท่านทูตพูดได้หลายภาษา ทั้งสแปนิช, ฝรั่งเศส และตากาล็อก เรียนจบปริญญาโท ด้านละตินอเมริกาศึกษา

แม้จะเพิ่งเดินทางมารับตำแหน่งเพียง 6 อาทิตย์ แต่ตามประสาหญิงเหล็กซุปเปอร์แอ็กทีฟ  ท่านทูตเริ่มออกตะลุยทำกิจกรรมหลายอย่างแล้ว  เพราะอยากจะเรียนรู้วิถีชีวิตของคนไทยให้ได้มากที่สุด  และส่วน

หนึ่งของกิจกรรมสำคัญก็คือ การพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสื่อมวลชนไทย ซึ่งทีมข่าวสตรีไทยรัฐ ได้รับเกียรติให้เป็นหนังสือพิมพ์ไทยฉบับเดียว ที่ท่านทูตหญิงมะกันเปิดใจให้สัมภาษณ์แบบเจาะลึกทุกแง่มุม เป็นครั้งแรก ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

อยู่เมืองไทยมา 6 อาทิตย์แล้ว คิดว่าเมืองไทยมีเสน่ห์น่าประทับ ใจตรงไหน

คนไทยเป็นมิตรมาก และมีอัธยาศัยดี ฉันยังไปไม่ทั่ว เพิ่งได้เห็นกรุงเทพฯ, เชียงใหม่ และพิษณุโลก เร็วๆนี้จะไปอยุธยา และอุบลราชธานี ฉันคิดว่าประเทศไทยมีจุดเด่นเยอะมาก ผู้คนใจดีมีน้ำใจ อาหารอร่อย มีศิลปวัฒนธรรมให้ชื่นชมมากมาย เป็นประเทศที่น่าเที่ยวที่สุดแห่งหนึ่งในโลก


ภาษาไทยเรียนรู้ยากไหมคะ และคำไหนเป็นคำแรกที่พูดได้

คำแรกที่พูดได้คือ สวัสดีค่ะ ขอบคุณค่ะ ดิฉันพูดภาษาไทยได้นิดหน่อยเท่านั้น (พูดภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ) ภาษาไทยเป็นภาษาที่เพราะเหมือนดนตรี แต่ต้องใช้เวลาเรียนสักพัก เพราะยากมาก

อาชีพนักการทูตสนุกสนานไหมคะ หรือว่าซีเรียสน่าเบื่อ

ฉันชอบเจอผู้คนเยอะๆ ชอบที่จะได้เจอคนใหม่ๆตลอดเวลา การเป็นนักการทูตเป็นโอกาสดีที่ทำให้เราได้เดินทางไปที่ต่างๆ ซึ่งคนทั่วไปอาจไม่มีโอกาส อย่างเช่นตอนนี้ ฉันมาอยู่เมืองไทย ก็รู้สึกแฮปปี้มาก เท่าที่ได้สัมผัสรู้สึกว่าคนไทยเป็นคนสนุกสนานและมองโลกในแง่ดีเหมือนกับฉัน

ท่านทูตเคยให้สัมภาษณ์ว่าหัวใจแทบสลาย เมื่อต้องโบกมือลาฟิลิปปินส์

(ยิ้มกว้าง) ฉันประจำตำแหน่งอยู่ที่ฟิลิปปินส์นาน 4 ปี จนเหมือนกับเป็นบ้านของฉันไปแล้ว ก็เหมือนตอนนี้ที่ฉันมาอยู่เมืองไทย ฉันนอนที่บ้านหลังนี้ ทานข้าวที่บ้านหลังนี้ ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้ จนรู้สึกเหมือนเป็นบ้านตัวเองไปแล้ว ก็ต้องรู้สึกอาลัยเป็นธรรมดาเวลาที่ต้องจากบ้าน แต่ก็ชินแล้ว เหมือนกันกับการต้องย้ายบ้านตลอดเวลา เพราะนี่เป็นส่วนหนึ่งของอาชีพนักการทูต

ได้ยินมาว่าท่านทูตเต้นมูนวอล์กเกอร์ออกทีวีฟิลิปปินส์ด้วย

จริงค่ะ (หัวเราะ) ฉันเป็นคนสนุกสนาน และไม่คิดมาก

ท่านทูตเป็นเจ้าแม่เครือข่ายสังคมออนไลน์ตัวจริงเสียงจริง?!

ฉันคิดว่าโลกทุกวันนี้เล็กลงทุกที ถึงแม้เราจะอยู่คนละมุมโลก แต่ก็สามารถสื่อสารถึงกันได้แค่ปลายนิ้ว ทำให้การติดต่อกันง่ายขึ้นเยอะ ฉันมีเฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์ และเปิดบล็อกเป็นของตัวเอง ทำให้ฉันสามารถแชร์ ประสบการณ์ที่พบเห็นกับเพื่อนๆและครอบครัว ซึ่งอยู่ห่างไกลคนละมุมโลก และยังสามารถใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เข้าถึงคนไทยได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญ คือ ฉันอยากแสดงตัวตนของตัวเองผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่มีใครมาแนะนำบอกให้ทำ ถึงแม้ทางสถานทูตจะมีทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการอยู่แล้ว


ท่านทูตคิดว่าตัวเองมีจุดอ่อนที่อยากแก้ไขไหมคะ

ฉันทุ่มเททำงานหนักมากเกินไป และเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรู้จักเบรกตัวเองบ้าง รู้จักรีแล็กซ์บ้าง ฉันรักงานที่ทำ และแฮปปี้ที่ตัวเองบ้างาน ฉันหยุดคิดไม่ได้ จะต้องคิดตลอดเวลาว่าจะออกไปทำอะไรอีก จะไปเจอใครอีก คือฉันเป็นทูตที่ไม่ชอบนั่งอยู่กับโต๊ะเฉยๆ แต่ชอบออกไปลุยข้างนอก

เล่าถึงครอบครัวบ้างสิคะ...สามีทำงานในแวดวงการทูตหรือเปล่า

สามีของฉันอยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. เขาชื่อว่า "วิลเลี่ยม บราวน์ฟิลด์" เคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต  ประจำโคลอมเบีย,  เวเนซุเอลา  และชิลี  ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ  ฝ่ายกิจการด้านการบังคับใช้ กฎหมายและยาเสพติดระหว่างประเทศ เขาชอบวิ่งและขี่จักรยานเสือภูเขา เราไม่มีลูกด้วยกัน แต่ฉันมีแมว 2 ตัว พามาเลี้ยงที่เมืองไทยด้วย ตัวเมียเป็นแมวสีดำสลับขาว ชื่อ "เอมิลี่" อายุ 12 ปี และตัวผู้เป็นแมวสีดำ ชื่อ "จูเนียร์" อายุ  18  ปี  ฉันเป็นคนรักสัตว์มาก  ตอนไปพิษณุโลก  รู้สึกประทับใจมากที่ได้ขี่ช้าง

ถ้ามีเวลาว่างจากงาน ท่านทูตชอบทำอะไรเป็นพิเศษ


ฉันเหมือนกับผู้หญิงทั่วไป ถ้ามีเวลาว่างก็อยากหาของอร่อยๆทาน อยากออกไปช็อปปิ้ง อยากไปเจอเพื่อนๆ ไปเที่ยวพักผ่อนบ้าง และชอบดูการแข่งขันกีฬาทุกประเภท โดยเฉพาะบาสเกตบอลและซอคเกอร์

แล้วได้ฉายา "ท่านทูตนักกีฬา" มาจากไหน?!

ฉันชอบเล่นกีฬาและดูการแข่งขันกีฬาทุกประเภท โดยถือคติว่า แพ้ชนะไม่สำคัญ ขอให้สนุกไว้ก่อน!! การเล่นกีฬาส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิตใจ เช่นเดียวกับการนั่งเชียร์กีฬา ทั้งให้ความสนุกสนาน ทำให้ รู้จักผู้คน และได้เห็นถึงวิถีชีวิตที่แท้จริงของผู้คน ชีวิตของฉันผูกพันกับกีฬามาตั้งแต่เด็ก เพราะคุณพ่อชื่นชอบกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ ถึงขนาดทำแป้นชู้ตบาสเกตบอลไว้ในบ้าน ฉันก็ชอบบาสเกตบอลมาก เคยคิดอยากเล่นเป็นอาชีพ กระทั่งอายุ 15 ปี เมื่อประสบอุบัติเหตุฟันหัก ทำให้คุณแม่ยื่นคำขาดให้เลิกเล่นบาสเกตบอล...ทักษะการเล่นบาสเกตบอลของฉันจึงหยุดอยู่แค่นั้น แต่ก็ยังติดตามดูการแข่งขันเอ็นบีเอตลอด ส่วนกีฬาที่ชอบเล่นจนถึงทุกวันนี้ คือ เทนนิส, ว่ายน้ำ และแบดมินตัน


ในฐานะทูตประเทศมหาอำนาจ คิดว่าจะช่วยเหลือเมืองไทย ในด้านไหนบ้าง

ฉันคิดว่าจะใช้การศึกษาและกีฬาเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นมิตรประเทศกันมายาวนาน คุณแม่ ของฉันเป็นครู ฉันจึงทราบดีว่าการศึกษาสำคัญที่สุด ฉันตั้งใจว่าจะทำโครงการความร่วมมือด้านกีฬา และฝึกอบรมภาษาอังกฤษสำหรับเยาวชนไทย รวมทั้ง ส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาทุกๆด้าน นอกจากนี้ ฉันยังอยากเน้นการให้ความช่วยเหลือเรื่องสาธารณสุขและสุขภาพอนามัยของคนไทย, การแลกเปลี่ยนนักเรียน, การดึงดูดนักธุรกิจอเมริกันให้เข้ามาลงทุนในเมืองไทย ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัย, เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ ฉันอยากสร้างพื้นฐานให้เยาวชนไทยและอเมริกันมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากขึ้น เพื่อปูทางสำหรับอนาคต

ทราบมาก่อนไหมคะว่าคนไทยรักและเทิดทูนพระมหากษัตริย์มาก

ฉันมีโอกาสไปลงนามร่วมถวายพระพร และนำดอกไม้สดไปทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่โรงพยาบาลศิริราช และได้อ่านเรื่องราวของพระองค์ท่านมาเยอะ ทราบมาว่าคนไทยรักและจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านมาก และหวังว่าพระองค์ท่านจะทรงหายจากพระอาการประชวรเร็วที่สุด

รู้สึกยังไงบ้างกับปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างสีของคนไทย

(ทำท่าครุ่นคิด) ในอเมริกาเป็นเรื่องปกติมากที่จะมีการประท้วง เพราะนี่คือวิถีของประชาธิปไตย เพียงแต่ต้องเป็นการประท้วงอย่างสันติ ฉันคงทนไม่ได้ถ้าต้องอยู่ในประเทศที่ห้ามประท้วง อย่างไรก็ดี ฉันคิดว่านอกจากความขัดแย้งทางการเมืองแล้ว ยังมีแง่มุมอื่นๆที่เมืองไทยควรให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นสถานภาพทางการทูตของไทยบนเวทีโลก หรือแม้แต่การมุ่งมั่นพัฒนาการท่องเที่ยว, ส่งเสริมการลงทุน จากต่างประเทศ  และปรับปรุงสภาพเศรษฐกิจของประเทศ  ฉันเชื่อว่าในที่สุดแล้ว การเมืองไทยจะสามารถหาทางออกได้ด้วยสันติวิธี

กรณีวิกิลีกส์เผยแพร่ข้อมูลลับของอดีตทูตมะกัน ขอถามตรงๆว่า   ตกลงแล้วเป็นหน้าที่ของทูตด้วยหรือไม่   ที่ต้องทำตัวเป็นสปายให้รัฐบาล

อาจจะเป็นเรื่องยากในการอธิบายให้บุคคลที่อยู่นอกแวดวงอาชีพการทูตได้เข้าใจถึงวิธีการทำงานของพวกเรา  แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันยืนยันได้คือ  ข้อมูลเหล่านี้เป็นการทำงานปกติของนักการทูต มิได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อสังคมไทย แต่ถ้าฉันเป็นสปายให้รัฐบาลจริงๆก็คงเป็นสปายที่แย่มาก  เพราะฉันมีทั้งเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์  เอาเป็นว่าฉันขออธิบายใหม่ว่าเป็นหน้าที่ของทูตอเมริกัน  ที่จะต้องพูดคุยทำความรู้จักกับคนไทยทุกแง่มุม ตั้งแต่ระดับสูงสุดจนถึงล่างสุด บางครั้งการพูดคุยอาจเป็นข่าว หรือเป็นแค่บทสนทนาบนโต๊ะกาแฟ

อเมริกายังเป็นตำรวจโลกอยู่ไหม เมื่อเกิดความขัดแย้งในโลกอาหรับ?!

โลกอาหรับกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ฉันเข้าใจว่า คนไทยก็เหมือนคนอเมริกัน ซึ่งเป็นห่วงพลเมืองประเทศตัวเอง รัฐบาลอเมริกาไม่ได้นิ่งเฉย และพยายามทำทุกอย่างเพื่อความปลอดภัยของพลเมือง โดยผ่านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสากล และคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ จะเห็นได้ชัดจากกรณีความขัดแย้งรุนแรงในลิเบีย รัฐบาลอเมริกาและนานาชาติพยายามกดดัน "กัดดาฟี" ให้ลาออกจากตำแหน่งผู้นำลิเบีย และยุติการใช้ความรุนแรงปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงในประเทศ

ในโลกที่ผู้ชายครองอำนาจอยู่  เป็นเรื่องยากสำหรับผู้หญิงไหม  กว่าจะไต่เต้าขึ้นมาถึงจุดนี้

ฉันคิดว่าไม่มีอะไรยากแตกต่างจากผู้ชาย เพียงแต่ฉันทำงานหนัก และอาจต้องทุ่มเททำงานหนักกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงเรามีบทบาทหลายด้านต้องรับผิดชอบ แต่ฉันก็รักงานของฉัน สนุกกับงานที่ทำ และคิดว่าถ้าคุณรักงานที่ทำ คุณก็จะทำทุกอย่างออกมาได้ดี ฉันคิดว่าเป็นผู้หญิงสมัยนี้สามารถทำอะไรก็ได้ทุกอย่างตามปรารถนา ประตูแห่งโอกาสเปิดกว้างให้คุณทุกบาน ไม่มีแล้วเรื่องกีดกันทางเพศ

แล้วมีโอกาสไหมที่อเมริกาจะมีประธานาธิบดีเป็นผู้หญิง


ฉันคิดว่ามีโอกาสแน่นอน!! แต่จะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไหร่จะมีตัวเลือกเหมาะสม แต่เชื่อว่าคงจะได้เห็นแน่ๆภายในชั่วอายุขัยของเรา... ว่าแต่ว่าเมื่อไหร่เมืองไทยจะมีนายกรัฐมนตรีหญิงล่ะคะ?!

...


"ทีมข่าวหน้าสตรี"