ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน เราสามารถควบคุม และป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ได้ ถ้าเริ่มป้องกัน หรือรักษาตั้งแต่อายุประมาณ 35-40 ปี จะลดการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดสมองได้อย่างมาก ไขมันในเลือดที่สำคัญ ได้แก่

•    คอเลสเตอรอล (Cholesterol) เป็นไขมันที่อยู่ในเลือด และเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย คอเลสเตอรอลที่อยู่ในกระแสเลือดต้องจับอยู่กับโปรตีน ได้แก่ LDL (Low density lipoprotein) ซึ่งร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นจากสารอาหารที่รับประทาน หรือได้จากไขมันสัตว์โดยตรง ไข่แดง และเครื่องในสัตว์ และ HDL (High density lipoprotein) ซึ่งเป็นไขมันที่มีความหนาแน่นสูง
•    

คอเลสเตอรอลชนิดเอชดีแอล (HDL-C) จะนำคอเลสเตอรอลไปเผาผลาญที่ตับ ทำให้คอเลสเตอรอลสะสมที่ผนังหลอดเลือดลดลง ถ้ามี HDL-C สูง จะทำให้โอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบลดลง และโรคหลอดเลือดเสื่อมต่างๆ ลดลง ระดับ HDL-C จะเพิ่มได้จากการออกกำลัง
•    ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้ ส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่รับประทานถ้าพบในคนที่มีคอเลสเตอรอลสูงร่วมด้วย เชื่อว่ามีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเพิ่มขึ้น

ดังนั้น ถ้าจะลดปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดสมอง ควรควบคุมระดับไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) และคอเลสเตอรอล (Total cholesterol) ให้น้อยกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dl) แอลดีแอล (LDL) ให้น้อยกว่า 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dl) เอชดีแอล ให้มากกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dl)

ไขมันทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้อย่างไร


เมื่อมีระดับ LDL-C ในเลือดสูง LDL-C เหล่านี้จะซึมผ่านเซลล์ชั้นบางๆ ที่บุอยู่ภายในของผนังหลอดเลือดแดงเข้าไปอยู่ภายใน ซึ่งจะกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวเคลื่อนย้ายตัวเองตามมาอีก เม็ดเลือดขาวเหล่านี้เมื่อกิน LDL-C เข้าไปก็จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่มี Cholesterol สูง เรียกว่า foam cell การที่ยิ่งมีระดับ LDL-C ในเลือดสูง การซึมผ่านของ Cholesterol เข้ามาอยู่ใต้ชั้นผนังหลอดเลือดแดงก็มากขึ้น ทำให้เกิด foam cell จำนวนมาก foam cell เหล่านี้เมื่อกิน cholesterol เข้าไปในตัวมากก็จะแตกตัวปล่อยสารพิษต่อผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดการอักเสบ ผนังหลอดเลือดก็จะมีการหนาตัว ทำให้ตีบแคบลง และหากมีจำนวน foam cell อยู่ภายในมากจะทำให้ผนังหลอดเลือดปริแตกได้ง่าย จากนั้นเกล็ดเลือดซึ่งอยู่ในกระแสเลือดจะมาเกาะรวมตัวกันบริเวณผนังหลอดเลือดที่ปริแตก จนเกิดลิ่มเลือดขึ้น ซึ่งลิ่มเลือดนี้เองจะไปอุดตันหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ซึ่งนำไปสู่การเต้นผิดจังหวะของหัวใจ ที่เป็นอันตรายทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตกระทันหันได้

การปรับระดับไขมันในเลือดให้สมดุล ประกอบด้วย

•    การควบคุมอาหารที่มีไขมัน และคอเลสเตอรอลสูง
•    รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
•    การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

อาหารสำหรับผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง

•    บริโภคเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน เนื้อปลา ไข่ขาว สลับเปลี่ยนด้วยเต้าหู้บางมื้อในปริมาณที่เหมาะสม
•    หลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล เนย เนยแข็ง ครีม ไอศครีม เป็นต้น
•    ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ได้แก่ เค้ก พาย คุกกี้ ขนมครก ไส้กรอก แฮม เบคอน เนื้อสัตว์ติดมัน หรือหนัง และอาหารที่ทอดในน้ำมันมาก เช่น ปาท่องโก๋ มันฝรั่งทอด ไก่ทอด ฯลฯ
•    หลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม กะทิ น้ำมันหมู และการบริโภคเนื้อสัตว์ในสัดส่วนที่เกินพอดี เพราะจะทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดสูง และเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้
•    จำกัดปริมาณการใช้น้ำมันในการประกอบอาหาร และเลือกใช้น้ำมันพืชในการประกอบอาหาร เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด น้ำมันมะกอกในการประกอบอาหาร
•    ควรประกอบอาหารโดยการปิ้ง ต้ม นึ่ง อบ ตุ๋น ย่าง แทนการผัดหรือทอดจะช่วยลดปริมาณไขมันในอาหารได้
•    รับประทานอาหารให้หลากหลาย ไม่เลือกทานอาหารที่ปรุงโดยน้ำมันในมื้อเดียวกัน เช่น เลือกที่จะรับประทานปลาทอดกับต้มจืดผัก แทนปลาทอดกับผัดผัก เป็นต้น
•    เลือกบริโภคผักเป็นประจำทุกมื้อ
•    หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท
•    เลือกบริโภคนมพร่องมันเนย หรือผลิตภัณฑ์พร่องมันเนย แทนนมสด หรือผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่พร่องมันเนย
•    หลีกเลี่ยงผลไม้รสหวานจัด ขนมหวานจัด เช่น ทุเรียน สับปะรด เงาะ องุ่น ผลไม้กวน ผลไม้แช่อิ่ม ของเชื่อมต่างๆ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมหวานต่างๆ เป็นต้น

การออกกำลังกายที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง

ควรเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก คือ การเคลื่อนไหวร่างกาย โดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างต่อเนื่อง เช่น เดิน วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เต้นแอโรบิก รำมวยจีน ระดับความหนักที่เหมาะสม คือ ให้เหนื่อยพอสมควรยังพอพูด และคุยได้ อย่าให้เหนื่อยมากจนพูดไม่ออก ทำต่อเนื่องนาน 20 นาที ถึง 60 นาที ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาแล้วจึงค่อยๆ เพิ่มความแรง ทำอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ หรือวันเว้นวัน เวลาที่เหมาะสม คือหลังอาหาร 1-2 ชั่วโมง ควรปฏิบัติตามหลักการออกกำลังกายที่ถูกต้อง คือมีช่วงอบอุ่นร่างกาย (Warm up) ช่วงออกกำลังกาย (Work out) และช่วงชะลอ (Cool down)

นอกจากนี้ควรเพิ่มกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน เช่น การทำงานบ้าน ทำสวน ล้างรถ ถ้าเดินทางในระยะใกล้ๆ ใช้วิธีเดินแทนการนั่งรถ เป็นต้น ทำติดต่อกัน 8-10 นาทีต่อครั้ง และค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาให้นานขึ้น เช่น 5 นาที ทุกๆ 1-2 สัปดาห์ จนได้ระยะเวลา 30-60 นาทีต่อครั้งต่อวัน ร่างกายจะเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น

จากที่กล่าวมาผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ควรเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม และออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือด และยังทำให้สมรรถภาพของร่างกายดีขึ้นด้วย

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
 www.bangkokhospital.com , www.bangkokhealth.com

...