ถูกแมงเมาท์สบประมาทไว้เยอะว่า   ชีวิตแต่งงานคงพังไม่เป็นท่าตั้งแต่หม้อข้าวยังไม่ดำ แต่จนถึงทุกวันนี้ "วิคตอเรีย เบคแคม" กับสามี ซุปเปอร์สตาร์นักบอล "เดวิด เบคแคม" ก็ยังสวีตหวานแหววกันไม่เลิก และเพิ่งจัดงานฉลองครบรอบแต่งงานปีที่ 11 ไปหมาดๆ แถมยังมีข่าวดี เพราะกำลังตั้งท้องลูกคนที่สี่และอัลตราซาวด์ว่าได้ลูกสาวตามที่ฝันไว้

นอกจากเรื่องครอบครัวแล้ว  "เจ้วิคตอเรีย"  ยังโดนตั้งแง่มาตั้งแต่ต้นว่าคงตกอับเข้าให้แล้ว   และคงไปไม่รอดแหงๆถึงได้ตัดสินใจชวนสามี และลูกๆย้ายรกรากจากบ้านเกิดในอังกฤษ   มาปักหลักทำมาหากินอยู่ในลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2007 เพื่อทำตามความฝันของเจ้าแม่แฟชั่น   ที่อยากเป็นดีไซเนอร์แฟชั่นระดับโลก   และเปิดห้องเสื้อเป็นของตัวเอง ขณะที่ฝ่ายสามี "เดวิด เบคแคม" ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงขาลง ก็จะได้ มีโอกาสกลับมาแจ้งเกิดอีกครั้งในวงการฟุตบอลอเมริกัน ในฐานะซุปเปอร์สตาร์ ดาวรุ่งของทีมฟุตบอล แอลเอ กาแล็กซี ประเดิมความสำเร็จด้วยการเซ็นสัญญาได้ค่าตัว 125 ล้านปอนด์


ตอนมาเหยียบแผ่นดินมะกันใหม่ๆ  ซุปเปอร์คู่รักแห่งวงการฟุตบอลโลก  เคยเปิดใจให้สัมภาษณ์แบบหมดเปลือกกับรายการโทรทัศน์ของอเมริกา ว่า ฉันจะพยายามยิ้มให้มากขึ้นในอเมริกา หลายคนอาจจะตื่นเต้น อยู่สักหน่อยในช่วงแรกๆที่เรามาอยู่ที่นี่ แต่ฉันคิดว่าหลังจากนั้น พวกเขาก็คงรู้เองว่าความจริงแล้ว   ฉันเป็นคนน่าเบื่อจะตาย!!

ขึ้นชื่อว่าเป็นซุปเปอร์คู่รักซะอย่าง   จะให้ก้มหน้าก้มตาทำมาหากินไปแบบเงียบๆคงไม่ใช่!! ทั้งคู่เปิดตัวอย่างตู้มต้าม ด้วยการควงคู่กันขึ้นปกนิตยสารดังของแดนมะกัน พร้อมเปิดใจให้สัมภาษณ์ยาวเหยียดเป็นครั้งแรก โดย "เดวิด" เล่าย้อนไปถึงสมัยที่จีบกันใหม่ๆว่า เขารู้สึกอายแค่ไหนที่ขอ "วิคตอเรีย" ออกเดต ครั้งแรก และยังเก็บตั๋วเครื่องบิน ที่เธอจดเบอร์ โทรศัพท์ให้ เขาไว้อยู่จนทุกวันนี้ กระนั้น เมื่อถูกยิงคำถามเกี่ยวกับอดีตผู้ช่วยส่วนตัวของซุปเปอร์สตาร์นักบอล "รีเบคก้า ลูส์" ที่อ้างว่ามีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับกัปตันทีมชาติอังกฤษในเวลานั้น  จนทำให้ชีวิตแต่งงานของทั้งคู่ต้องสั่นคลอน  "วิคตอเรีย"  ยอมรับว่า ฉันไม่โกหกหรอกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากจริงๆ มันเป็นเรื่องยากสำหรับเราทุกคนในครอบครัว แต่ฉันก็ได้รู้ว่าเราทุกคนมีดีก็ต้องมีเสีย "เดวิด" กับฉันจึงจับมือกันและต่อสู้ฟันฝ่าเรื่องนี้จนผ่านพ้นมาด้วยกัน ไม่มีใครบอกไว้หรอกว่าชีวิตแต่งงานเป็นเรื่องง่าย มันก็ต้องมีอุปสรรคบ้าง แต่ความจริง ก็คือเราผ่านพ้นมันมาได้ และเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้ชีวิตคู่ของเรายิ่งแข็งแกร่งและมีความสุขขึ้นกว่าเดิม   ฉันคิดว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ของเราดีเสียยิ่งกว่าตอนแต่งงานกันใหม่ๆด้วยซ้ำ  หลังจากเมฆหมอกร้ายๆผ่านไป  เราก็แค่กลับมา บ้านแล้วหัวเราะด้วยกัน


และเพื่อยืนยันว่าการย้ายรกรากครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ   ซุปเปอร์คู่รักจึงลงทุนควักเงินซื้อแมนชั่นหลังใหญ่ ราคา 11 ล้านปอนด์ บนทำเลทองของเบเวอร์ลีฮิลส์  มีคู่รักซุปเปอร์ฮอตของฮอลลีวูด  "ทอม  ครูซ"  กับ  "เคธี  โฮล์มส์" เป็นเพื่อนบ้าน กระนั้น แม้ คฤหาสน์หลังงามของครอบครัวเบคแคมจะมองเห็นวิวทะเล   มีซีเคียวริตี้รักษาความปลอดภัยถึง 10 คน และประกอบด้วยห้องนอน 6 ห้อง, ห้องฉายภาพยนตร์, คอร์ต เทนนิส และสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ แต่ "เจ้วิคตอเรีย" ก็ยังยืนกรานว่าเป็นบ้าน ที่แสนเรียบง่ายธรรมดาๆ และไม่ได้หรูหราอะไร...แค่พออยู่ได้เท่านั้น   พวกเราไม่อยากจะได้อะไรที่ใหญ่โตหรูหราเกินไป   หรือว่าดูอลังการเกินเหตุ   แค่อยากได้พื้นที่สำหรับพวกลูกๆเท่านั้น  บ้านหลังนี้ดูสบาย  และอบอุ่นน่าอยู่ดี  มีเฉลียงใหญ่รอบบ้านที่พวกเด็กๆจะได้เล่นโรลเลอร์สเกตและเพื่อป้องกันคำครหานินทา   "เจ้วิคตอเรีย"   ยังออกตัวล่วงหน้าว่า พวกเราไม่ได้คิดจะย้ายมาอยู่แอลเอเพื่อโปรโมตตัวเอง  พวกเราไม่ได้อยากจะมาเป็นคนดังในอเมริกา ไม่ได้อยากจะโฆษณาแบรนด์ของเรา พวกเราก็เป็นแค่เบคแคมแฟมิลี่   ที่อยากมีชีวิตสบายๆตามฐานะเท่านั้น

ถึงใครจะชอบหาว่าเว่อร์!! แต่ "วิคตอเรีย เบคแคม" ก็ยืนยันว่า ฉันยินดีเป็น "หลังบ้าน" คอยสนับสนุนการค้าแข้งในต่างแดนของสามี ขณะเดียวกัน ก็ขอตั้งหน้าตั้งตาทำตามความฝัน สร้างแบรนด์เสื้อผ้า "VB" ให้เป็นแบรนด์เนมระดับโลก และขวัญใจชาวฮอลลีวูด


นับเป็นการต่อยอดจากผลงานด้านแฟชั่น  ที่ปูทางไว้ตั้งแต่สมัยอยู่อังกฤษ โดย "เจ้วิคตอเรีย" ออกแบบคอลเลกชั่นกางเกงยีนส์ รุ่น VB Rocks ให้แบรนด์ Rock & Republic เมื่อปี 2004 ทว่า แตกคอกันเรื่องผลประโยชน์ธุรกิจ เจ้าแม่แฟชั่นจึงแยกตัวไปสร้างแบรนด์ของตัวเอง ใช้ชื่อว่า dVb Style และตามมาด้วยการออกแว่นตากันแดด กับน้ำหอมของตัวเอง ภายใต้ แบรนด์ Intimately Beckham วางจำหน่ายทั้งในสหราชอาณาจักร และอเมริกา อีกทั้งยังจับมือกับแบรนด์กระเป๋าชื่อดังของญี่ปุ่น Samantha Thavasa ออกไลน์กระเป๋าถือและเครื่องประดับคอลเลกชั่นพิเศษ นอกจากนี้ ได้ออกหนังสือสองเล่มเกี่ยวกับอัตชีวประวัติ ตัวเอง และคู่มือแฟชั่น ด้านผลงานโทรทัศน์ก็มีออกมาเป็นระยะๆ โดยเธอมีสารคดีและรายการเรียลลิตี้ นำเสนอเรื่องตัวเองหลายรายการ พร้อมจับมือกับค่ายโทรทัศน์อเมริกัน   ถ่ายทำเรื่องราวที่เธอย้ายไปตั้งรกรากในดินแดนเสรีกับครอบครัว เมื่อปี 2007 ขณะที่ "เจ้วิคตอเรีย"   มีส่วนร่วมในรายการซีรีส์ทางโทรทัศน์ในอเมริกาหลายชุด รวมถึงซีรีส์ดังเรื่อง Ugly Betty

พูดก็พูดเถอะค่ะ สมัยอยู่อังกฤษ "เจ้วิคตอเรีย" มักปรากฏกายต่อหน้าสาธารณชนด้วยสีหน้าบูดบึ้ง และไม่ค่อยแสดงอารมณ์ให้ใครเห็นง่ายๆ   จนถูกมองว่าหยิ่งไม่เข้าเรื่อง แต่พอย้ายรกรากมาขุดทองในอเมริกา เจอบรรยากาศสบายๆเป็นกันเองของชาวมะกัน  ทำให้รีแล็กซ์ขึ้นเยอะ  เปลี่ยนจากเสือยิ้มยาก  กลายเป็นคนอารมณ์ดี  โดยเธออธิบายว่า  "คนอเมริกันยิ้มเก่งมากๆ แต่ไหนแต่ไรมา ฉันไม่เคยเป็นคนช่างยิ้ม และยิ้มกว้างขนาดนี้มาก่อนเลย คนทั่วไปชอบเมาท์เรื่องฉันไปต่างๆนานา แต่ความจริง ฉันก็เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาๆ มีอารมณ์ขันแบบตลกร้ายสไตล์คนอังกฤษ"


นอกจากจะยิ้มเก่งขึ้น และอารมณ์ดีขึ้นแล้ว ตลอดเวลา 3-4 ปี ที่ใช้ชีวิตอยู่แดนมะกัน "เจ้วิคตอเรีย" ได้ค้นพบตัวเองอย่างประหลาด และค่อยๆทรานส์ฟอร์มเปลี่ยนจากคุณนายจอมเว่อร์ ซึ่งดีแต่แต่งตัวสวย เดินถือเบอร์กิ้น ใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ด กับแว่นตาดำอันโต เดินเฉิดฉายอวดความร่ำความรวย... กลายมาเป็นเวิร์กกิ้งวูแมนผู้มาดมั่น ทุ่มเทให้กับงานออกแบบเสื้อผ้าเต็มร้อย จนสามารถแจ้งเกิดเป็นดีไซเนอร์ดาวรุ่งดวงใหม่ของฮอลลีวูดในชั่วข้ามคืน จากผลงานคอลเลกชั่นแรกที่ปรากฏบนแคตวอล์กนิวยอร์ก แฟชั่น วีค เมื่อเดือน ก.ย. ปี 2008 ภายใต้แบรนด์ "VB" โดยลบคำสบประมาทของขาเมาท์ ได้ในพริบตา เพราะได้รับเสียงชมอื้อซ่าส์ว่าคลาสสิก, เนี้ยบ, สง่างาม, เต็มไปด้วยดีเทลพิถีพิถัน ที่ผ่านการคิดค้นมาแล้วอย่างดี

...

เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ "VB" ต้องยกเครดิตให้ดีไซเนอร์ คิวทองระดับโลก "มาร์ค จาค็อบส์" ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนสนิท และแรงบันดาลใจสำคัญ  เขาเป็นคนยุให้  "วิคตอเรีย"  ลุยหน้าเต็มที่เพื่อทำตามความฝันที่อยาก เป็นดีไซเนอร์แฟชั่นชื่อก้องโลก  โดยให้ข้อคิดว่า  ถ้าคุณตั้งใจสร้างสรรค์ผลงาน อย่างเต็มความสามารถที่สุดแล้ว  และเป็นผลงานที่มีคุณภาพดีที่สุดแล้ว  ถึงใครจะไม่ชอบผลงานของคุณ แต่พวกเขาก็คงวิพากษ์วิจารณ์งานคุณไม่ได้


"ฉันเปลี่ยนไปจากเดิมมาก  รู้สึกว่าตัวเองนิ่งขึ้น  และถ่อมเนื้อถ่อมตัวมากขึ้น  นอกจากการบินไปบินมาระหว่างลอนดอนกับแอลเอ  เพื่อติดต่อเรื่องงาน  ฉันยังทุ่มเทเวลาให้กับลูกชายทั้งสามคน  คือ บรู๊คลิน, โรเมโอ และครูซ อย่างเต็มที่ ทุกวันนี้ฉันนอนวันละ 5 ชั่วโมง และต้องตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้ามาดูแลลูกๆ ฉันแบ่งหน้าที่กับ "เดวิด"  แยกย้ายกันไปส่งลูกๆตามโรงเรียน  ซึ่งอยู่คนละที่  หลังจากนั้น ก็มีเวลาวิ่งออกกำลังกายในยิม ก่อนที่จะกลับเข้าออฟฟิศไปนั่งทำงาน กระทั่งถึงเวลาบ่ายสามโมงเย็น ต้องกระโดดออกไปรับลูกๆ ที่โรงเรียน และกลับบ้านมาเตรียมอาหารดินเนอร์สำหรับครอบครัว มานั่งนึกๆดูแล้ว คงเพราะฉันกับสามีต้องแยกย้ายกันทำงานคนละมุมโลกตลอดเวลา และไม่ได้ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ เลยทำให้เราสองคนไม่เบื่อหน้ากัน ทั้งๆที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมานาน 11 ปีแล้ว".


ทีมข่าวหน้าสตรี