เรื่องราวความรักของ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 องค์ประมุขแห่งราชวงศ์วินด์เซอร์ ผู้ทรงสละราชบัลลังก์ เมื่อปี 1936 เพื่ออภิเษกสมรสกับหญิงม่ายชาวอเมริกัน "วอลลิส ซิมป์สัน" ดัชเชส แห่งวินด์เซอร์ ซึ่งผ่านการหย่าร้างมาแล้วถึง 2 ครั้ง กลายเป็นตำนานรักอันยิ่งใหญ่ ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเรื่องราวสุดโรแมนติกแห่งศตวรรษ
"ดัชเชสแห่งวินด์เซอร์" ถือเป็นต้นแบบของแฟชั่นแห่งยุคอย่างแท้จริง โดยนิตยสารโว้ค ปี 1955 ยกให้เธอและดยุคแห่งวินด์เซอร์ เป็นคู่รักที่โดดเด่นน่าจับตามองที่สุด ทั้งคู่ไม่เพียงแต่จะเป็นคู่สามีภรรยาที่ร่ำรวยไปด้วยเงินทอง แต่ทั้งดยุคและดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ ยังเป็นตัวแทนของสไตล์การแต่งตัวที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร โดยทั้งคู่ได้สร้างเทรนด์ใหม่ของการแต่งกายสไตล์วินด์เซอร์ สะท้อนถึงความประณีต สง่างาม พิถีพิถัน และความหรูหรา เปี่ยมด้วยรสนิยมอันยากจะลอกเลียนแบบ
นอกจากเสื้อผ้าหน้าผมที่บรรจง เลือกสรรอย่างเปี่ยมด้วยรสนิยมแล้ว เครื่องประดับอัญมณีชั้นสูงจากฝีมือสร้างสรรค์ของแบรนด์คาร์เทียร์ ยังเป็นสิ่งที่ "ดัชเชสแห่งวินด์เซอร์" หลงใหลจนยากจะถอนตัวได้ โดยคอลเลกชั่นสุดรักในครอบครอง ที่กลายเป็นคอลเลกชั่นประวัติศาสตร์ของคาร์เทียร์ ก็มีตั้งแต่คอลเลกชั่นสร้อยคอประดับเขี้ยวหนุมาน, เทอร์ควอยส์ และเพชร "บิน คาร์เทียร์ ปารีส" ซึ่งดัชเชสสวมใส่ออกงานเลี้ยงเต้นรำภายในพระราชวังแวร์ซายส์ เมื่อปี 1953 โดยสั่งให้ทางคาร์เทียร์รังสรรค์ขึ้นเมื่อปี 1947 ขณะที่ คอลเลกชั่นเข็มกลัดรูปเสือดำ ประดับด้วยคาโบชองแซฟไฟร์เม็ดใหญ่เบ้ง ขนาด 150 กว่ากะรัต ผลงาน สร้างสรรค์ของ "ชอง ทูสแซงต์" เมื่อปี 1949 ก็เป็นที่เลื่องลือในเรื่องความวิจิตรงดงามเกินบรรยาย
...
ตลอดเวลาหลายทศวรรษแห่งความรุ่งเรือง "ดัชเชสแห่งวินด์เซอร์" ยังได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความหลงใหลที่มีต่อเครื่องประดับอัญมณีของคาร์ เทียร์ ผ่านการสะสมคอลเลกชั่นเครื่องประดับรูปสัตว์ โดยชิ้นที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ก็มีอาทิ เข็มกลัดนักต่อสู้ทำจากทองคำลงยา ประดับซิทริน, เข็มกลัดรูปนก ที่ผิดแผกออกไปจากรูปลักษณ์ปกติ รวมไปถึงไข่มุกเม็ดโตเจียระไนรูปหัวเป็ดประดับอยู่บนหมุด และเข็มกลัด รูปนกฟลามิงโกอันโด่งดัง ประดับประดาด้วยหินสีสารพัดสีสัน ซึ่งเป็นของขวัญสื่อรักจากดยุคแห่งวินด์เซอร์ ดัชเชสยังเคยมอบหมายให้คาร์เทียร์ประดับเข็มกลัดรูปเสือด้วยเพชรสีเหลืองสุก สกาว และหินโมรา บนฐานทองคำเยลโล่โกลด์
หลังการเสียชีวิตของ "วอลลิส ซิมป์สัน" ในปี 1986 เครื่องประดับอันงามสง่าหลายชิ้นของเธอได้ถูกนำออกประมูลโดยโซเธอบีส์ มีการเปรียบเปรยว่า อัญมณีเหล่านี้มีคุณค่าเทียบเท่ากับป้ายบนหลุมฝังศพของดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ และเพื่ออนุรักษ์คอลเลกชั่นประวัติศาสตร์ไว้ ทางคาร์เทียร์จึงตามซื้อคอลเลกชั่นสุดรักของดัชเชสหลายต่อหลายชิ้น พร้อมกับนำออกจัดแสดงให้สาธารณชนได้ชื่นชมในพิพิธภัณฑ์ระดับโลก "แกรนด์ พาเลส" ใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นการตอกย้ำถึงตำนานแห่งความรัก ซึ่งยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา ยากเกินกว่าจะประเมินค่าได้.