พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์
สังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคมโลก ทำให้คนหนุ่มสาวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนทิศทางของสังคม ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องฝากความหวังของสังคมไทยเอาไว้กับคนรุ่นใหม่ เพราะสภาพสังคมปัจจุบันมีการแข่งขันสูงพอๆกับการให้คุณค่าทางวัตถุนิยม แต่ก็ยังมีความน่าชื่นใจที่ได้เห็นพลังของคนรุ่นใหม่น้ำดี ที่ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่ ด้วยแนวคิดของการ "ให้ และการแบ่งปัน"
สาวรุ่นใหม่คุณภาพคับแก้ว ที่อิ่มสุขกับการทำงานเพื่อสังคม อย่าง พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ หรือ "เม่ย" ผู้จัดการสาววัย 27 ปี ของมูลนิธิรามาธิบดีในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีดีกรีปริญญาโท ด้านการสื่อสารการตลาด จากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เลือกที่จะทำงาน เป็นหัวหอกสำคัญคนหนึ่งในการระดมทุนให้ได้ปีละ 1,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์ และสร้างโอกาสให้ผู้ยากไร้ ได้เข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง เธอเผยว่า ทีแรกที่บ้านอยากให้ช่วยงานธุรกิจของครอบครัวมากกว่า แต่ได้รู้จักกับคุณหมอท่านหนึ่งแนะนำให้มาช่วยงานมูลนิธิฯ ดูแลเรื่องการระดมทุนและการบริหารจัดการ ตอนแรกเธอทำงานแบบอาสาสมัคร ไม่รับเงินเดือน จากที่คิดว่าทำไม่กี่เดือนก็กลายเป็นปี จนเข้าปีที่ 2 จึงเห็นว่าคงต้องทำอย่างจริงจัง เลยทำงานรับเงินเดือน เพื่อเป็นความภาคภูมิใจของตนเอง และทำให้ทางบ้านได้เห็นว่าเราสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ตอนนี้ทำงานเข้าปีที่ 3 แล้ว
ส่วนภาระหน้าที่หลักที่ต้องรับผิดชอบ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ บอกว่า นอกจากการระดมทุนปีละ 1,000 ล้านบาท ที่เป็นงานค่อนข้างยาก แต่ พวกเราก็ทำได้ตรงตามเป้า 2 ปีซ้อนแล้ว ยังต้องบริหารจัดการเงินบริจาคที่มีจำนวนมากอย่างระมัดระวังให้ได้ประโยชน์สูงสุด เพราะเงินเหล่านี้เป็นเงินของประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ไม่ใช่เงินของคนหนึ่งคนใด นอกจากนี้เธอยังต้องดูแลงานบริหารจัดการอื่นๆในสำนักงานด้วย
จากการเลือกทำงานที่ได้กล่องมากกว่าเงิน พรรณสิรี บอกว่า ที่ผ่านมารู้สึกดีและพอใจ ซึ่งแน่นอน ไม่ได้มาในรูปของเงินทอง แต่สิ่งที่ได้รับก็ไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ ถ้าเราอยู่อย่างพอเพียง สิ่งที่ได้รับที่มีค่ามากกว่าตัวเงิน คือความรู้สึกภาคภูมิใจ ที่การทำงานของเราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตคนอื่น แม้เราไม่ได้เป็นหมอ แต่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเหลือชีวิตมนุษย์ การทำงานแบบนี้ต้องทำด้วยใจ เพราะสภาพการทำงานในโรงพยาบาลที่มีแต่คนทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วย ย่อมสร้างความหดหู่ แต่จะเป็นหรือไม่อยู่ที่ใจ บอกให้เพื่อนร่วมงานคิดบวก ทำใจให้เป็นอุเบกขา ทำใจให้ยอมรับกับสิ่งใกล้ตัว จากนั้นเราจะมีความสุขกับการทำงาน ซึ่งในอนาคต ถ้ามีโอกาสก็จะทำหน้าที่ไปเรื่อยๆ เพราะยังมีความสุขที่ได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์
อีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่สะท้อนแนวคิดดีๆ มีเป้าหมายในการทำงานเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคม วิมลภัทร์ ตุงคนาค ซึ่งภูมิใจกับหน้าที่การงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประสานงานทั่วไป สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งบอกว่า ตั้ง แต่ตอนเป็นเด็ก อยากเข้าเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาก จึงไปกราบพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ที่จุฬาฯ แล้วอธิษฐานว่าขอให้ได้เข้าเรียนที่จุฬาฯ จบแล้วจะขอช่วยเหลือประเทศชาติ และพอเรียนจบปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ มีพี่แนะนำให้ไปสัมภาษณ์ที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ตอนสัมภาษณ์ เขาถามว่าทำไมมาสมัครที่นี่ ตนบอกว่าอยากจะทำงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากวันนั้นเป็นเวลา 10 ปี แล้ว จากคำพูดนั้นทำให้ตนทำงานอย่างมีความสุข และได้ทำทุกอย่างที่ตั้งใจ
วิมลภัทร์เล่าถึงงานที่ทำว่า ตนดูแลประสานงานมูลนิธิต่างๆที่ทางสำนักงานทรัพย์สินฯให้การสนับสนุน นอกจากนี้ ยังดูแลโครงการหลวง, ดอยคำ อย่างเช่นช่วงนี้ผลผลิตล้นตลาดจะช่วยเกษตรกรอย่างไร ต้องนำผลผลิตของโครงการหลวงไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ดอยคำ แต่ละเดือนจะมีงานที่แตกต่างกันออกไป บางที่ต้องจัดอบรมอาชีพให้กับประชาชนทั่วไป ซึ่งเคยมีความประทับใจครั้งหนึ่ง มีคุณป้าที่ได้รับการอบรมอาชีพมาดักรอที่ที่ทำงานเพื่อนำสิ่งของที่เขาได้รับการอบรมไปแล้วมาให้ พร้อมบอกว่า อยากขอบคุณและอยากบอกว่าตอนนี้เขามีรายได้แล้ว
"ฟังแล้วก็ดีใจทีเดียว หน่วยงานของเราเป็นหน่วยงานของสถาบันพระมหากษัตริย์ การได้ทำงานที่นี่ ทำให้รู้สึกภูมิใจว่าได้ทำทุกอย่างที่พระมหากษัตริย์มีพระประสงค์ในการที่จะช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน ภูมิใจที่เราได้เป็นส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งที่ได้ทำงานตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในการช่วยเหลือประชาชน"
นี่เป็นส่วนหนึ่งของคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดและเป้าหมายในการทำงานเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม.
...