อะโวคาโด้ ผลไม้เมืองหนาวที่แสนจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย อีกทั้งตอนนี้ก็หาง่าย เนื่องจากคนไทยเริ่มรู้จักและนิยมรับประทานผลอะโวคาโดกันอย่างแพร่หลายแล้ว
ซึ่งความจริงแล้ว "อะโวคาโด้" มีหลายสายพันธุ์ แม้รูปทรงของผลจะแตกต่างกัน หรือรสชาติอร่อยไม่เท่ากัน แต่คุณค่าทางโภชนาการจะเท่ากันทุกอย่าง ลักษณะของอะโวคาโด้ที่ปลูกในประเทศไทย ที่เราเห็นมันจะมีผิวด้านนอกเรียบมัน สีเขียวสด ส่วนอะโวคาโด้จากต่างประเทศมักจะมีลักษณะผิวขรุขระ เปลือกสีน้ำตาลเข้มเมื่อสุก
ประโยชน์ของอะโวคาโด้
อะโวคาโด้ เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย ได้แก่
- วิตามินอี ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยงามไม่แก่เร็ว ที่สำคัญกินแล้วจะไม่เป็นหมัน ป้องกันหวัด เลือดออกตามไรฟัน
- วิตามินเอ บวกสารเบต้าแคโรทีน บำรุงสายตา
- สารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่
- มีโปรตีนสูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น แต่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ
- มีวิตามินบี แก้อาการเหน็บชา
- มีโพแทสเซียมและโฟเลส ช่วยลดความดันโลหิต
- เป็นไขมันดี มีประโยชน์ลดไขมันในเลือด กินแล้วลดน้ำหนักได้ดี
แม้ว่าจะเป็นไขมันดี แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรรับประทานเกินวันละ 1 ลูกนะจ๊ะ
วิธีดูว่าอะโวคาโด้สุกพร้อมรับประทานหรือยัง?
ก่อนอื่นสังเกตสีภายนอกของอะโวคาโด้ ถ้าสีเข้มขึ้นเป็นสีน้ำตาล ก็มีแนวโน้มว่าจะสุกแล้ว จากนั้นให้ใช้ปลายนิ้วกดเบาๆ ถ้าอะโวคาโด้ยังไม่สุก จะแข็งมาก แต่ถ้าอะโวคาโด้สุก เปลือกจะยวบตามแรงกด แปลว่ารับประทานได้แล้วจ้า
...
ปอกอะโวคาโด้อย่างไร?
1. ใช้มีดกดลงไปตามแนวยาวจนถึงเมล็ด แล้วหมุนมีดไปให้รอบผลอะโวคาโด้
2. ใช้มือบิดออกจากกัน
3. จากนั้นใช้มีดกรีดเนื้อเป็นแว่นๆ หรือเป็นลูกเต๋า แล้วใช้ช้อนคว้านออกมา
ประโยชน์อื่นๆ ของอะโวคาโด้
อย่างแรก: นำอะโวคาโด้มาฝานเป็นแผ่นบางๆ แปะทิ้งไว้ใต้ตา หรือพื้นหน้าบริเวณที่แห้งมากๆ ประมาณ 10-15 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยให้ผิวชุ่มชื่นขึ้น
หรือนำอะโวคาโด้สุกประมาณครึ่งผล มาขยำรวมกับข้าวโอ๊ต ไข่ขาว 1 ฟอง และน้ำมะนาวเล็กน้อย ให้มีลักษณะเหมือนครีมสครับผิว จากนั้นก็นำมาขัดให้ทั่วตัว แล้วล้างออกด้วยสบู่
แหม...เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์มากจริงๆ ยิ่งช่วงนี้เป็นฤดูที่อะโวคาโด้หาทานได้ง่ายในประเทศไทย อย่าลืมลองหาซื้อมาทานกันนะคะ.