สัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวใดที่สร้างความตระหนกตกใจได้เท่ากับการพบซากทารกกว่า 2 พันศพ ที่วัดไผ่เงิน กทม. ซึ่งมาพร้อมกับข้อถกเถียงในเรื่องทำแท้งในสังคมไทย

ลองมาทบทวนเป็นความรู้ดูสักหน่อยว่า กฎหมายกับระบบบริการสุขภาพทางเพศที่มีอยู่ในสังคม เรามีสภาพอย่างไร เพื่อจะได้คุยเรื่องนี้กันในหนทางที่สร้างสรรค์ต่อไป

ในรายงานเรื่อง "การทำแท้งทั่วโลก...จากกฎหมายถึงระบบบริการสุขภาพกับความเป็นจริงในชีวิตของผู้หญิง" เผยแพร่ในเว็บไซต์ของมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) รวบรวมและเปรียบเทียบกฎหมายทำแท้งและระบบ บริการสุขภาพทางเพศ ใน 5 ประเทศ ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ เวียดนาม กัมพูชา เนปาล ไทย

พบว่าส่วนใหญ่ในประเทศดังกล่าวมากฎหมายอนุญาตให้ทำแท้งได้หากอายุครรภ์ไม่เกิน12 สัปดาห์ และเหตุผลว่าหากครรภ์นั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตผู้หญิง หรือเด็ก ในไทยยังมีข้อบังคับที่ตีความ "สุขภาพ" ให้ชัดเจนว่าครอบคลุมสุขภาพกายและจิตด้วย

ในส่วนระบบบริการสุขภาพนั้น บางประเทศมีระบบบริการไม่ เพียงพอ และแพทย์ปฏิเสธการให้บริการ เช่น กัมพูชา และเนปาล ส่วนเนเธอร์แลนด์นั้น มีสถานบริการที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน แพร่หลาย มีบริการปรึกษาก่อนและหลังทำแท้ง ให้ข้อมูลและแจกอุปกรณ์คุมกำเนิด และรัฐออกค่าใช้จ่ายให้ผ่านระบบประกันสุขภาพ

ในขณะที่ประเทศไทยเรานั้น สถานบริการรัฐส่วนใหญ่มีความพร้อมในการให้บริการทำแท้ง แต่แพทย์ส่วนใหญ่ไม่ยอมทำแท้งให้    แม้จะเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายอาญา และข้อบังคับแพทยสภา ด้านตำรวจไม่ยอมรับข้อบังคับแพทยสภา แม้จะมีสถานะเป็นกฎหมายเช่นกัน

ผลกระทบต่อผู้หญิงไทยก็คือ ผู้หญิงที่สามารถทำแท้งได้ตามกฎหมาย เช่น ถูกข่มขืน อันตรายต่อสุขภาพหญิง ส่วนหนึ่งไม่ได้รับบริการ และต้องตั้งท้องต่อจนคลอด หรือได้รับบริการช้า ผู้หญิงยังคงต้องไปทำแท้งไม่ปลอดภัย และเสี่ยงต่อการบาด เจ็บและเสียชีวิต ผู้หญิงที่ไม่เงิน ต้องตั้งท้องต่อไป บางคนทำแท้งเอง บางคนคลอดแล้วทิ้งลูก บางคนต้องลาออกจากโรงเรียน บางคนถูกให้ออกจากงาน โดยเฉพาะผู้หญิงทำงานโรงงานอ่านรายละเอียด "การทำแท้งทั่วโลก..." ได้ จากที่อยู่เว็บไซต์นี้ http://www.whaf.or.th/content/389

...