คริสโตเฟอร์ เวเบอร์
การเข้าถึงยา!
ปัญหาระดับโลกขนาดที่ในอดีตถึงกับมีวลีพูดกันติดปากว่า "คนจนไม่มีสิทธิเจ็บป่วย" เหตุเพราะบริษัทยายักษ์ใหญ่ของโลกมักพุ่งเป้าไปที่การผลิตยาใหม่ๆ แข่งขันกันด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย และประสิทธิภาพในการรักษาโรคที่ซับซ้อน คนที่มีโอกาสเข้าถึงยาจึงมักจะเป็น "คนรวย" มากกว่าคนจน
เห็นได้จากสัดส่วนการใช้งบประมาณด้านการประกันสุขภาพของประเทศส่วนใหญ่ มักถูกใช้ไปกับยารักษาโรคง่ายๆ แต่มีจำนวนคนป่วยมาก เช่น โรคหวัด ปวดหัว ปวดท้อง ท้องเสีย ขณะที่โรคยากๆ เช่น มะเร็ง หัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคที่เกี่ยวกับระบบสมอง หรือแม้แต่โรคร้ายที่รักษาไม่หายรวมถึงโรคเอดส์ ซึ่งยาที่จำเป็นต้องใช้มีราคาแพง ประชาชนต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง หรือต้องใช้สิทธิในระบบประกันชีวิตของเอกชน
เรียกว่า ถ้าเป็นคนจนที่ใช้ระบบหลักประกันของรัฐอย่างเดียว เวลาที่เจ็บป่วยด้วยโรคที่ต้องใช้ยาราคาแพงในการรักษา อาจต้องปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม เพราะไม่มีสิทธิเบิก
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นมานานไม่น้อยกว่า 10 ปีแล้ว
ปัญหายามีราคาแพง เป็นเรื่องที่ประเทศกำลังพัฒนา หรือพูดแบบภาษาชาวบ้านก็คือ ประเทศยากจน พยายามที่จะต่อสู้มาโดยตลอด โดยมี บริษัทยาเป็นเสมือนผู้ร้ายหรือศัตรูคู่อาฆาตสำคัญ
...
นักวิชาการด้านยาให้ความเห็นตรงกันว่าสาเหตุที่ยามีราคาแพง มีปัจจัยสำคัญหลายอย่าง อาทิ การตลาด ซึ่งมีการผูกขาดทั้งในแง่การตลาดและระบบสิทธิบัตร ซึ่งเรื่องสิทธิบัตรนี้เป็นปัญหาระดับโลกโดยที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ต่อสู้โดยการทำ CL (Compulsory License) หรือการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร และหลังจากประกาศทำ CL สำเร็จ ยาที่ทำ CL ก็มีราคาถูกลงอย่างชัดเจน เช่น พลาวิกซ์ (plavix) ซึ่งเป็นยารักษาโรคหัวใจ ลดลงจากเม็ดละ 70-120 บาท เหลือเพียง 6-12 บาทเท่านั้น
หลังประเทศไทยประสบความสำเร็จในการทำ CL ประเทศกำลังพัฒนา หลายประเทศ พยายามศึกษาวิธีการเพื่อที่จะทำให้ประชาชนในระดับล่างหรือคนที่มีรายได้น้อย มีโอกาสเข้าถึงยาราคาแพงบ้าง และนั่นน่าจะเป็นประเด็นหนึ่งที่กดดันให้บริษัทยายักษ์ใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจของประเทศที่ร่ำรวยทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป ต้องปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจยากับประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิกที่แม้จะมีระดับรายได้ต่อหัวประชากรต่ำกว่าประเทศตะวันตก แต่ก็เป็นประเทศที่มีฐานของกลุ่มลูกค้ามากกว่า เพราะจำนวนประชากรที่มากกว่า
ล่าสุด บริษัทแกล็กโซ สมิทไคล์น หรือ GSK ซึ่งเป็นบริษัทยายักษ์ใหญ่ ของโลก อาศัยจังหวะก่อนที่องค์การอนามัยโลกจะประชุม เพื่อกำหนดนโยบายเรื่องการเข้าถึงยาของประชากรในประเทศกำลังพัฒนา จัดประชุมผู้สื่อข่าวภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ที่เกาะฮ่องกง เพื่อประกาศ นโยบาย "เพิ่มการเข้าถึงยา" สำหรับประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทย
นายคริสโตเฟอร์ เวเบอร์ รองประธานกรรมการอาวุโสและผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชีย แปซิฟิก ของ GSK บอกว่า ในอดีตบริษัทต่างๆ ในอุตสาหกรรมยาทั่วโลก มักจะมุ่งความสนใจไปในกลุ่มที่มีระดับรายได้สูงของสังคมในประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมีความสามารถในการใช้จ่ายและเข้าถึงบริการสาธารณสุขมากกว่าประเทศกำลังพัฒนา ด้วยเหตุนี้ GSK จึงมีนโยบายเพิ่มการเข้าถึงยา โดยยึดหลักสำคัญคือ สร้างความยืดหยุ่นด้านราคาที่เหมาะสมกับแต่ละประเทศ ซึ่งหมายความว่า ถ้าประเทศที่ยากจนหรือประชากรมีรายได้น้อย ราคายาก็จะถูกกำหนดให้มีราคาเหมาะสมกับความสามารถในการจ่ายของประชากรในประเทศนั้นๆ โดยดูจากรายได้มวลรวมประชาชาติหรือ GNI เป็นสำคัญ
เช่น ถ้ายาชนิดเดียวกันขายในประเทศสหรัฐอเมริการาคาเม็ดละ หลอดละ หรือเข็มละ 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 700 บาท) ซึ่งเหมาะสมกับรายได้ ของคนอเมริกัน แต่ถือว่าแพงสำหรับคนไทย เมื่อมาขายในประเทศไทยอาจจะเหลือแค่ 100-200 บาทเป็นต้น
"จริงอยู่ที่บริษัทยาจำนวนมากทุ่มเทงบประมาณไปกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยหวังว่าจะได้ยาตัวใหม่ๆที่อาจจะทำเงินมหาศาล แต่การทำธุรกิจแนวใหม่ในโลกปัจจุบัน เราคงไม่สามารถทำ เช่นนั้นได้ เราจึงพร้อมที่จะผลิตยาที่แม้จะเป็นยากำพร้า หรือยาที่ใช้ รักษาโรคในประเทศยากจน ช่น เท้าช้าง มาลาเรีย รวมถึงยาอื่นๆ เพื่อให้ คนจนได้มีโอกาสเข้าถึงยาที่ดี ราคาไม่แพงได้" นายคริสโตเฟอร์ ระบุตอนหนึ่งพร้อมบอกว่า จากแนวคิดนี้เองที่นำไปสู่นโยบายการแสวงหาพันธมิตรในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ โดยการบูรณาการทรัพยากร ความรู้ ความเชี่ยวชาญขององค์กรภาครัฐและเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร สร้างความร่วมมือหรือเครือข่ายที่ทำให้ประชาชนกลุ่มที่ยังมีปัญหา ในการเข้าถึงยาของบริษัท สามารถเข้าถึงยาใหม่ๆได้
แม้จะดูเหมือนเป็นการเริ่มต้นของธุรกิจยา ซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็น "ปีศาจ" สำหรับคนยากคนจน ท่ามกลางกระแสที่ CSR (Corporate Social Responsibility) หรือการทำการตลาดเชิงสังคมกำลังเป็นแนวโน้มของโลก
แต่ ทีมข่าวสาธารณสุข ขอมองโลกในแง่ดี เมื่อมีบริษัทหนึ่งเริ่มต้นอีกหลายๆบริษัทย่อมทำตาม เช่นเดียวกับการที่องค์การอนามัยโลกเองก็พยายามที่จะทำให้ประชาชนที่ยากจน ได้เข้าถึงยาดีมีประสิทธิภาพสูงให้ได้มากที่สุด
ที่ผ่านมาบริษัทยาเองก็เคยมีประสบการณ์ในการตอบโต้กับรัฐบาลหรือเอ็นจีโอในแง่ของการเล่น "เกมแรง" มาแล้ว
แต่ยิ่งเล่นแรงบริษัทยายิ่ง "ขาดทุน" ในแง่ของชื่อเสียงและภาพลักษณ์มากขึ้น
กลยุทธ์ใหม่ของบริษัทยาที่ใช้ "มนุษยธรรม" เป็นหัวหอกของการตลาดครั้งนี้ สิ่งที่จะได้รับตอบแทนกลับมา แม้จะไม่ใช่ "เม็ดเงิน" มหาศาล แต่ก็คือกำไรสูงสุด
ขอเพียง "มนุษยธรรม" จะไม่ใช่แค่สร้างภาพ แต่ต้องเกิดจากความจริงใจอย่างแท้จริง!.
...
ทีมข่าวสาธารณสุข