อากาศหนาวที่เริ่มมาเยือนชวนให้หลายคนดีใจที่จะได้สัมผัสความเย็นกันอีกหลายเดือน แต่ก็ไม่ควรจะลืมรักษาสุขภาพให้แข็งแรงท้าลมหนาวกันด้วย

ถ้าจะดูตามแบบ "วิถีไทย" ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร แห่งมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ให้วิธีการดูแลสุขภาพรับลมหนาวไว้ 4 กลุ่มใหญ่ นั่นคือ การป้องกันไม่ให้ผิวแห้ง การป้องกันไม่ให้เยื่อบุทางเดินหายใจแห้ง การทำให้ร่างกายมีความอบอุ่นขึ้น และการทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น

การป้องกันไม่ให้ผิวแห้ง ตามแบบวิถีไทยในหน้าหนาวมักจะมีตำรับอาหารที่ส่วนใหญ่มีไขมันอยู่บ้าง นำมาทำรับประทานกันในหน้าหนาว เช่น ข้าวปุ๊ก หรือ ข้าวตำงา ที่นิยมนำไปปิ้งแล้วจิ้มน้ำตาล นอกจากนี้ยังมี รำหมกกล้วย ที่มีคุณประโยชน์จากรำข้าว มีวิตามินอีและสารต้านอนุมูลอิสระ บัวลอยไข่หวาน ก็เป็นอาหารอีกตำรับหนึ่งที่จะได้ประโยชน์จากกะทิที่มีความมัน รับประทานแล้วช่วยให้ต่อมไขมันขับความมันมาเคลือบบริเวณผิว ทำให้ไม่แห้งกร้าน

อีกวิธีคือการใช้น้ำมันทาเคลือบผิว สมัยก่อนนิยมใช้น้ำมันมะพร้าวและน้ำมันงา รวมทั้งน้ำมันหมูมาทาผิวเพื่อไม่ให้ผิวแตกในหน้าหนาว ปัจจุบันนิยมใช้ครีมหรือโลชั่น แต่ถ้าอากาศหนาวมาก อาจต้องใช้น้ำมันทาเหมือนในอดีต หรือใช้เนื้อครีมที่มีความเข้มข้นขึ้น กับต้องหลีกเลี่ยงการใช้สบู่ที่แรงเกินไป และไม่แนะนำให้มีการล้างหน้าหรือล้างมือบ่อยเกินไป ส่วนผู้สูงวัยอาจใช้มะขามเปียกอาบน้ำแทนสบู่

การป้องกันไม่ให้เยื่อบุทางเดินหายใจแห้ง บริเวณดังกล่าวมีเพียงชั้นเซลล์ที่มีความเปียกชุ่มกันอยู่เท่านั้น ชั้นเซลล์เหล่านี้มีเซลล์ที่ทำหน้าที่จับกินเชื้อโรคอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น ต้องไม่ให้เยื่อบุทางเดินหายใจแห้ง เพราะจะทำให้เชื้อโรค ฝุ่นละอองเข้าสู่เซลล์ได้ง่าย เกิดการติดเชื้อได้ง่าย การป้องกันไม่ให้เยื่อบุทางเดินหายใจแห้งจึงต้อง ดื่มน้ำมากๆ และรับประทานสมุนไพรรสเปรี้ยว เพื่อช่วยขับเสมหะให้มาเคลือบบริเวณเยื่อบุทางเดินหายใจให้ชุ่มชื่นอยู่เสมอ

คนสมัยก่อนนิยมทำตำรับอาหารรสเปรี้ยว เช่น แกงส้มดอกแค แกงบอน เป็นต้น ถ้ามีอาการไอ จะนิยมทำยาแก้ไอจากผลไม้สมุนไพรรสเปรี้ยว ซึ่งในฤดูกาลนี้จะมี มะขามป้อมและสมอไทย ออกมาพอดี

วันนี้พื้นที่หมดเสียแล้ว ยกยอดไปต่อเสาร์หน้า ในเรื่องการทำให้ร่างกายอบอุ่นและแข็งแรงป้องกันภัยหนาว.

...