ทำความรู้จักแพทย์ทางเลือกที่ใช้มือรักษา “ไคโรแพรคติก”





การเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนา ทุกครั้งที่เจ็บป่วย ก็ไปหาหมอ  ถ้าไม่อยากกินยา ก็จะต้องหาวิธีการรักษาอื่นๆ อยู่เสมอ  ซึ่งหนึ่งในแพทย์ทางเลือกที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในบ้านเรา ก็คือ การรักษาด้วยมือ หรือที่เรียกว่าศาสตร์ไคโรแพรคติก ซึ่งเป็นศาสตร์การแพทย์ทางเลือกที่ได้รับการรับรองจากกองประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุขในปี 2550 และเป็นศาสตร์ที่ถูกยอมรับอย่างสูงเป็นอันดับสามรองจากแพทย์ และทันตแพทย์ ในประเทศสหรัฐอเมริกา

ศาสตร์การแพทย์ ไคโรแพรคติกเริ่มต้นครั้งแรกในเมือง Davenport รัฐ lowa ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.1895 หรือ พ.ศ. 2438 โดย Dr.D.D.Palmer เป็นผู้คิดค้นและริเริ่ม โดยได้รับการพัฒนามาจากศิลปะปรัชญา และวิทยาศาสตร์  ซึ่งคำว่าไคโรแพรคติก Chiropractic ซึ่งเป็นภาษากรีก มีรากฐานมาจากคำว่า Cheir และ Praktikas เมื่อนำมาผสมกัน จะมีความหมายว่า “การรักษาด้วยมือ” หลังจากนั้นได้รับความนิยมและพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้ามาในประเทศไทยเมื่อประมาณปี 2542 





ซึ่ง Dr.Tom Smith Jr. D.C. ไคโรแพรคเตอร์ จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่ได้รับใบประกอบโรคศิลปะ จากกองประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุขในปี พ.ศ.2550 และปัจจุบันประจำอยู่ที่คลินิกดีสปายน์ ไคโรแพรคติก  กล่าวถึงแนวคิดการรักษาด้วยศาสตร์การแพทย์ไคโรแพรคติกว่า เป็นศาสตร์การแพทย์แขนงการดูแลสุขภาพ ที่มุ่งเน้นความสมดุลการทำงานภายในร่างกาย   โดยให้ความสนใจกับส่วนสำคัญของร่างกาย 4 ส่วนใหญ่ๆ คือ กระดูกสันหลัง (Spine) ระบบประสาท (Nervous System) ลักษณะโครงสร้างของร่างกาย (Structure) และ โภชนาการด้านอาหาร และวิตามิน (Nutrition)  
“เราเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกลไกอัจฉริยะ ซึ่งหากทุกส่วนของร่างกายทำงาน ระบบประสาท และระบบควบคุมการทำงานต่างๆในร่างกาย สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมดุล และเต็มที่ แล้ว  มนุษย์ก็จะสามารถจัดการกับการเจ็บป่วย และรักษาตัวเองได้  อย่างไรก็ตาม การคลอดที่ผิดปกติ อุบัติเหตุ การถูกกระแทก ความเครียด การบาดเจ็บจากการล่นกีฬา โภชนาการที่แย่  การยกของที่หนัก อาจทำให้กระดูกสันหลังเกิดการเคลื่อน ทำให้ระบบต่างๆ ที่สัมพันธ์กันถูกรบกวน จึงส่งผลให้เกิดความเจ็บปวด และเจ็บป่วยต่างๆ ซึ่งหากมีการปรับโครงสร้างร่างกายที่มีปัญหากลับเข้าที่  ก็จะทำให้ระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล กลไกอัจฉริยะที่มาพร้อมกับร่างกายอยู่แล้ว ก็จะสามารถทำงานได้  อาการปวด หรือเจ็บป่วยก็จะลดลง”



“ความผิดปกติที่เกิดขึ้นก็เหมือนการจราจรที่ติดขัด ไม่ไหลลื่น  เมื่อมีการปรับโครงสร้างให้ร่างกายแล้ว  กลไกในร่างกายก็กลับมาทำงานได้อย่างเป็นปกติ การเจ็บป่วยต่างๆ ก็จะลดน้อยลงไคโรแพรคติก เพียงไปช่วยให้ทุกอย่างกลับเข้าที่  เปิดทางให้กลไกอัจฉริยะทำงานได้”





ไคโรแพรคติก (Doctor of Chiropractic) ถือเป็นสาขาแพทย์ที่ใหญ่เป็นอันดับสาม รองจาก แพทย์ และทันตแพทย์  ที่มีคนนิยมเรียน โดยจะต้องใช้เวลาในการศึกษาเหมือนแพทย์ทั่วๆ ไป ประมาณ 6-8 ปี  การรักษาด้วยศาสตร์ไคโรแพรคติก นั้น Dr.Tom บอกว่า จะไม่มีการใช้ยา หรือผ่าตัด  ซึ่งขั้นตอนการตรวจ รักษา จะใช้มือ เป็นหลัก ในขณะที่บางแห่งมีจะใช้เครื่องกายภาพบำบัด ขึ้นอยู่กับเทคนิคการรักษาของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคน  ทั้งนี้ขั้นตอนการรักษาเริ่มจาก  การซักประวัติการเจ็บป่วย การตรวจร่างกาย เช็คลักษณะโครงสร้างร่างกาย ความผิดปกติ ตลอดจนการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท   การตรวจ X-Ray เพื่อวินิจฉัย จากนั้นก็ทำการรักษา โดยใช้มือ  ควบคู่กับการเครื่องกายภาพบำบัด เครื่องคลายกล้ามเนื้อ ปรับตำแหน่งโครงสร้างร่างกาย หรือที่เรียกกันทั่วๆไปว่า การจัดกระดูกสันหลัง โดยผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนก็จะมีเทคนิคต่างๆกัน

รักษาอะไร และใครควรไปรักษา

จากประสบการณ์การตรวจรักษาในประเทศไทย มากว่า 20 ปี  Dr.Tom ระบุว่า คนไข้ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดหลัง ปวดคอ ปวดไหล่ และปวดศีรษะ ซึ่งเมื่อตรวจเช็คโครงสร้างร่างกายก็จะพบว่า ข้อกระดูกสันหลัง มีการคลาดเคลื่อนจากตำแหน่ง ทำให้ระบบกล้ามเนื้อ ประสาท ต่างๆ ถูกรบกวน เกิดความเจ็บปวด และเจ็บป่วยต่างๆ ซึ่งหลังจากการปรับโครงสร้างร่างกายที่มีปัญหากลับเข้าที่ ก็จะทำให้ระบบการทำงานต่างๆของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล กลไกอัจฉริยะที่มาพร้อมกับร่างกายอยู่แล้ว ก็จะสามารถทำงานได้ อาการปวด หรือเจ็บป่วยก็จะลดลง  

Dr. Tom บอกว่า การปรับโครงสร้างร่างกายด้วยไคโรแพรคติกนั้นสามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย แม้ไม่มีอาการเจ็บป่วยก็ตาม ซึ่งในวัยเด็ก การปรับโครงสร้างร่างกาย ให้สมดุล ก็จะทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้น มีสมาธิ เพราะระบบโครงสร้างร่ายกายเปรียบเสมือนการจราจร ถ้าหากมีส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบโครงสร้างร้างกายติดขัด ก็ย่อมส่งผลให้ระบบประสาทต่างๆ ทำงานได้ไม่ดี

อย่างไรก็ตาม Dr.Tom ซึ่งมีประสบการณ์ในการรักษาคนไทยมากกว่า 20 ปี กล่าวว่า ทุกศาสตร์ต้องใช้เวลา และความต่อเนื่อง  ซึ่งปัญหาที่พบบ่อยคือคนไทยส่วนใหญ่ใจร้อน ต้องการหายในทันทีทันใด และเมื่อดีขึ้น ก็ลืมคำแนะนำที่ได้รับ  ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้าใจ เพราะระหว่างการรักษาผู้ป่วยจะต้องดูแลตัวเอง โดยการดื่มน้ำให้เพียงพอ ทำจิตใจไม่ให้เครียด และต้องปฏิบัติตามคำแนะนำจากไคโรแพรคเตอร์อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะคำแนะนำง่ายๆ อย่างเช่นการดื่มน้ำให้ได้วันละ 3 ลิตร  ก็มักจะพบว่าไม่ค่อยมีใครปฏิบัติตามคำแนะนำได้ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย เพราะการดื่มน้ำให้เพียงพอนั้น สามารถช่วยลดโอกาสเจ็บป่วยไปได้ถึง 50 % เลยทีเดียว

สำหรับประชาชนที่สนใจ ศาสตร์ของการรักษา และวิธีการรักษาแบบไคโรแพรคติก  สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่ http://www.chiropracticthailand.com และ www.chiropracticthailand.com

...