ผู้เข้าประกวดนางสาวไทย ปี 2553 เข้าเยี่ยมชมโครงการ.

...คนที่ไปดูก็เห็นได้ว่า เริ่มต้นด้วยไม่มีอะไรเลย แต่ว่าต่อมาภายในวันเดียว ทุกคนที่อยู่ในท้องที่นั้นก็เข้าใจว่าต้องช่วยกัน และยิ่งในสมัยนี้ ในระยะนี้ เราต้องร่วมมือกันทำ เพราะว่าถ้าไม่มีการร่วมมือกันก็ไม่ก้าวหน้า ไม่มีความก้าวหน้า ฉะนั้นการที่ท่านได้ทำแล้วมีความก้าวหน้านี้เป็นสิ่งที่ดีมาก หลักการก็อยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันเสียสละ เพื่อให้กิจการในท้องที่ก้าวหน้าไปด้วยดี

ก้าวหน้าได้อย่างไร ก็ด้วยการช่วยเหลือกัน แต่ก่อนนั้นเคยเห็นว่ากิจการที่ทำมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งทำ แล้วก็ทำให้ก้าวหน้า แต่อันนี้มันไม่ใช่กลุ่มหนึ่ง  มันทั้งหมดร่วมกันทำ  และก็มีความก้าวหน้าแน่นอน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์และเป็นสิ่งที่ทำให้มีความหวัง มีความหวังว่าประเทศชาติจะก้าวหน้า ประเทศชาติจะมีความสำเร็จ"

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 21 ส.ค. ปี 2552 ที่ ทางโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ ได้น้อมนำมาเป็นหลักปรัชญาในการดำเนินงาน พร้อมทั้งพิสูจน์ให้เห็นผลดั่งพระราชดำริ ในการร่วมมือกัน การช่วยเหลือเกื้อกูลและความเสียสละของทุกคน ทุกฝ่าย สามารถสร้างประโยชน์และความก้าวหน้ามาสู่ชุมชนและประเทศ ดังตัวอย่างใน โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี โครงการส่วนพระองค์ โครงการล่าสุดที่พลิกฟื้นพื้นที่แห้งแล้งของแปลงยูคาลิปตัส ให้กลายเป็นพื้นที่เขียวขจีอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์พืชทางเศรษฐกิจนำพารายได้ และยังเป็นโครงการตัวอย่างทางด้านพลังงาน

...

ปัจจุบัน  โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ นอกจากจะกลายเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้แล้ว ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบุรี ที่ทั้งภาครัฐและเอกชนสนใจเข้าไปดูงาน รวมทั้งคณะกองประกวดนางสาวไทย ประจำปี 2553 ที่ได้นำผู้เข้าประกวดไปศึกษาเยี่ยมชมโครงการ อันเป็นหนึ่งในกิจกรรมการเก็บตัวด้วย



โอกาสนี้ ชนินทร์ ทิพย์โภชนา ผู้จัดการโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ และเจ้าหน้าที่กองงานส่วนพระองค์ สำนักพระราชวัง ได้เล่าถึงโครงการอันน่าภาคภูมิใจที่ตนมีส่วนรับผิดชอบ โดยเกริ่นถึงที่มาของโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำรินี้ว่า

"โครงการนี้เริ่มมาจากเมื่อปลายปี 2551 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงซื้อที่ดินจากชาวบ้านที่บริเวณอ่างเก็บน้ำหนองเสือ บ้านหนองคอไก่ หมู่ที่ 5 ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ประมาณ 120 ไร่ ต่อมาเมื่อกลางปี 2552 ทรงซื้อแปลงติดกันเพิ่มอีก 130 ไร่ รวมเนื้อที่ทั้งหมด 250 ไร่ ทั้งนี้ เพื่อทำให้เป็นพื้นที่ปิดล้อม และพระองค์ทรงมอบหมายให้คุณดิสธร วัชโรทัย รองเลขาธิการพระราชวัง เข้ามาดูแลว่าบริเวณตรงนี้ทำอะไรได้บ้าง ซึ่งสภาพพื้นที่เดิมเป็นแปลงปลูกยูคาลิปตัส เป็นแปลงเก่า พื้นดินส่วนใหญ่จะเสีย มีแต่รากเน่า เรามาปรับปรุงรื้อรากหน่อยูคาลิปตัสเก่าออก ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากชาวบ้านยอมให้เราลากต้นยูคาลิปตัสผ่านที่ดิน และได้นำมันเทศมาปลูก"

ชื่อโครงการนี้มีความเป็นมาอย่างไรคะ

"จากที่คุณดิสธรเล่าให้ฟัง มีอยู่ว่า ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับที่วังไกลกังวล ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ ทรงมีพระประสงค์ให้นำมันเทศที่ชาวบ้านนำมาถวายวางไว้บนตาชั่งแบบโบราณ  ซึ่งอยู่ในห้องทรงงาน และเมื่อเสด็จพระราชดำเนินมายังวังไกลกังวลอีกครั้ง จึงพบว่ามันเทศที่วางไว้บนตาชั่งมีใบงอกออกมา พระองค์ทรงมีรับสั่งให้นำเอาหัวมันนั้นไปแยกกระถางปลูกไว้ในวังไกลกังวล   แล้วพระราชทานพันธุ์มันเทศที่งอกออกมานี้ มาปลูกไว้ที่นี่ พร้อมทั้งพระราชทานชื่อโครงการว่า ชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ อีกทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พัฒนาเป็นศูนย์รวมพืชเศรษฐกิจนานาชนิด และเป็นแนวทางให้เกษตรกรเรียนรู้และศึกษา และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโครงการด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ปี 2552"

...

การทำงานช่วงแรกเป็นอย่างไรบ้างคะ

"เรียนรู้ตลอด การปลูกมันเทศช่วงแรกแมลงกินหมด แต่เราพยายามที่จะปลูกเพื่ออนุรักษ์พันธุ์มันเทศนี้ไว้ จากนั้นพยายามทำให้เป็นไร่ทางเศรษฐกิจ โดยไปศึกษาข้อมูลจากร้านโกลเด้นท์ เพลส ว่า พืชผักชนิดไหนขายดีบ้าง ตอนนี้เลยมีพืชผักที่เชิดหน้าชูตาเยอะ ทั้งหน่อไม้ฝรั่ง, มะนาว ซึ่งมะนาวนี้เป็นพันธุ์โบราณ มะนาวแป้นเพชรบุรี เป็นพันธุ์เดิมที่มีอยู่ที่ไร่แล้ว ปัจจุบันภายในโครงการก็มียางพารา, สวนมะนาว, ไร่อ้อย, มะพร้าว, สับปะรด, หน่อไม้ฝรั่ง, ชมพู่เพชร, ข้าวโพด, พืชผักสวนครัวต่างๆ อาทิ มะเขือเทศ, กะเพรา, โหระพา แล้วยังปลูกข้าวด้วย"

นอกจากผลิตผลทางการเกษตรแล้ว โครงการยังผลิตไฟฟ้าด้วยใช่ไหมคะ

"ครับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสให้นำพลังงานลมมาใช้ให้เกิดประโยชน์   เนื่องจากโครงการมีลักษณะภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม จึงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ติดตั้งกังหันลมจำนวน 10 ตัว เพื่อเป็นตัวอย่างทางด้านพลังงาน อีกทั้งยังสามารถผลิตไฟฟ้าขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และบริษัทพระพายเทคโนโลยี จำกัด ร่วมกันออกแบบติดตั้งกังหันลมและระบบจำหน่ายไฟฟ้าด้วยครับ"

...

จุดเด่นของโครงการนี้คืออะไรคะ

"คือการบูรณะพื้นที่ครับ เราช่วยกันทำพื้นที่ที่แห้งแล้งจนกลายมาเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดนี้ ทีแรกไม่มีใครเชื่อหรอกครับว่า เราจะสามารถทำได้ขนาดนี้ แต่ทุกคนช่วยกันทั้งชาวบ้าน ทั้งหน่วยงานราชการและเอกชน เอาปุ๋ยคอกมาลง เอาพืชมาบำรุงดิน  มาทีแรกถอดใจเหมือนกัน  เพราะไม่มีน้ำ สุดท้ายก็ได้กำลังใจจากบุคคลต่างๆ ได้ชาวบ้านมาช่วยพระองค์ท่านครับ"

จึงกลายเป็นปรัชญาในการทำงานของที่นี่ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลและร่วมมือกันทำงาน

"ครับ ทางกองงานส่วนพระองค์ได้ประสานงานขอความร่วมมือจากหน่วย งานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ให้เข้ามาช่วยกันปรับปรุงพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการทำถนนทางเข้าโครงการ  ขุดสระเก็บน้ำ  ก่อสร้างอาคาร  ติดตั้งระบบไฟฟ้า ขุดเจาะบ่อบาดาล ฯลฯ รวมไปถึงความร่วมมือจากชาวบ้านละแวกนี้ด้วย โดยปกติทุกวันพฤหัสบดีจะมีชาวบ้านมาช่วยกันลงแขก มาช่วยกันทำงานเอาแรงงาน เอาเครื่องไม้เครื่องมือมาช่วยกันปลูกพืชไร่ ทางเราก็ออกค่าใช้จ่ายบางส่วน พอทำเสร็จผลผลิตเขาก็ยกให้ทางโครงการ แล้วเขาก็จะเวียนกันมา นัดกันมาเป็นกลุ่ม อย่างเมื่อเร็วๆนี้ลงมะนาวแปลงใหม่ กลุ่มเกษตรกรที่ปลูกมะนาว มาช่วยทำถวายพระองค์ท่านทั้งหมด เอามาตั้งแต่พันธุ์มาปลูกมาดูแล คือทุกคนก็มาด้วยใจ เห็นแล้วก็ชื่นใจครับ"

...

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาทรงดูงานที่นี่บ้างไหมคะ

"พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมา 3 ครั้ง ได้เสด็จฯมาทรงเปิดโครงการด้วยพระองค์เอง และเสด็จฯมาทรงดูงานอีก 2 ครั้ง ทรงพระสำราญทุกครั้งที่เสด็จฯมา เคยเสด็จฯตอน 3 ทุ่มแล้วเสด็จฯกลับตอนตี 3 เมื่อเสด็จฯมาแล้วจะให้รถยนต์พระที่นั่งจอดไว้ แล้วประทับรถยนต์พระที่นั่งคันเก่าๆ เสด็จฯดูพืชไร่ในโครงการ เวลาที่มาทรงงาน จะทรงแนะนำว่าตรงไหนควรปลูกอะไร ทำอะไร และรับสั่งให้เรารวบรวมปลูกพืชเศรษฐกิจ เพื่อทำให้ชาวบ้านดูว่าเราทำได้ ปลูกได้ เขาก็ทำได้เช่นกัน ซึ่งเราจะถ่ายรูปทำรายงานทูลเกล้าฯถวายทุกวัน ว่าวันนี้ปลูกอะไร ตัดอะไรขายบ้าง หรือมีปัญหาตรงไหน"

รู้สึกอย่างไรคะ กับการได้มีส่วนร่วมในการทำงานโครงการส่วนพระองค์

"ผมทำงานในส่วนกองงานส่วนพระองค์มา 12 ปีแล้วครับ ได้มาทำงานตรงนี้มีโอกาสรับใช้พระองค์ท่าน  และทำงานร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ต้องบอกว่าภูมิใจหาที่สุดมิได้ครับ เหมือนเราได้ทำงานเพื่อประเทศชาติ มันยิ่งใหญ่นะครับ อย่างโครงการนี้ รู้สึกภูมิใจที่เราทำมาได้ขนาดนี้ และดินแดนนี้เหมือนเนรมิต เพราะพอพระองค์ท่านมีรับสั่งให้ปลูกอะไร เดี๋ยวก็พรึ่บขึ้นมาเหมือนเนรมิตได้ จากที่เมื่อก่อนไม่มีอะไรเลย ทำให้เราเห็นถึงความร่วมมือร่วมใจกันจริงๆครับ"

โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ จึงเป็นโครงการต้นแบบแท้จริง และสะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาตามพระราชดำรัส ในความร่วมมือร่วมใจของทุกคน นำมาซึ่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นั่นเอง!!

ทีมข่าวหน้าสตรี