มาชู ปิคชู นครลึกลับบนเขาสูงของชาวอิน-คาเปี่ยมไปด้วยเทคนิคทางวิศวกรรมที่น่าทึ่ง.
เมื่อกล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับอาณาจักรของโลกยุคโบราณ เชื่อว่าเมโสโปเตเมีย อียิปต์ กรีก โรมัน อินเดีย และจีน ก็คงจะเป็นอารยธรรมอันดับแรกๆที่เราๆท่านๆน่าจะนึกถึง แต่เชื่ออีกเช่นกันครับว่าหลายๆท่านคงจะไม่ได้ฉุกคิดถึงอีกหนึ่งอู่ อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ท่ามกลางผืนป่าอันรกชัฏของทวีปที่เรารู้จักกันในชื่อ "อเมริกา" ดินแดนที่รวบรวมชนเผ่าโบราณมากมายหลายสิบเผ่าที่เคยรุ่งเรืองอยู่ในอดีต ขอเรียกขานพวกเขาว่า "ชนเผ่าอเมริกาโบราณ" แล้วกันครับ
ชาวยุโรปในยุคแรกที่บุกเข้าไปพบเห็นความยิ่งใหญ่ของนครในดินแดนของอเมริกากลางบริเวณประเทศเม็กซิโก ต่างพร้อมใจกันตัดสินว่ากลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้เป็นเพียงแค่ "คนเถื่อน" ที่ไม่สามารถสร้างสรรค์ความยิ่งใหญ่เหล่านี้ได้ด้วยตัวเองเป็นแน่ พวกเขาจะต้องได้รับการช่วยเหลือจากอารยธรรม หรืออาณาจักรโบราณอย่างอียิปต์ หรือเมโสโปเตเมีย ที่อพยพเข้ามายังดินแดนของพวกเขา เพื่อถ่ายทอดความรู้และวิทยาการต่างๆให้ ไม่เช่นนั้นความยิ่งใหญ่และปริศนาต่างๆที่หลงเหลืออยู่ในดินแดนแห่งนี้ก็คงจะไม่อาจเกิดขึ้นได้
...
เรื่องราวทั้งหมดของกลุ่มคนที่ชาวยุโรปยุคแรกขนานนามว่า "คนเถื่อน" ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 1,200 ปีก่อนคริสตกาล ชนเผ่าที่พวกเราขนานนามว่า โอลเมค ได้ถือกำเนิดขึ้นมาริมอ่าวเกมเปเชของประเทศเม็กซิโก พวกเขาเป็นชนเผ่าที่ถือได้ว่าเป็นอารยธรรมแม่ของอาณาจักรที่รุ่งเรืองอยู่ในอเมริกากลางอย่าง มายา และ แอสเท็กซ์ นครหลายแห่งของชาวโอลเมคกระจายตัวอยู่ในดินแดนของประเทศเม็กซิโก แม้ว่าชาวโอลเมคจะไม่โดดเด่นมากเทียบเท่ากับอารยธรรมอื่นๆที่รุ่งเรืองขึ้นทีหลังอย่างชาวมายาหรืออินคา แต่ก็ต้องถือว่ารูปศิลาหน้าคนขนาดยักษ์สูง 2 เมตร กว่าสิบชิ้นที่ชาว โอลเมครังสรรค์ไว้บนผืนดินของพวกเขานั้นเป็น ผลงานชั้นยอดที่เราคงจะมองข้ามความยิ่งใหญ่ของพวกเขาไปไม่ได้เลยทีเดียวครับ
พันกว่าปีต่อมา อารยธรรมมายาก็รุ่งเรืองขึ้นทางตอนเหนือของประเทศกัวเตมาลา พวกเขาเป็นหนึ่งในชนเผ่าที่มีประวัติที่น่าสนใจที่สุด และยังทิ้งปริศนาที่สำคัญที่สุดเอาไว้ให้มนุษยชาติต้องตะลึงหลากหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกำเนิด การล่มสลาย พิธีกรรมบูชายัญต่างๆที่น่าสยดสยอง และที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ ประเด็นเกี่ยวกับคำทำนายวันสิ้นโลกในปี ค.ศ.2012 นั่นเอง!!
ชาวมายาเป็นเกษตรกรและนักดาราศาสตร์ที่เก่งกาจ พวกเขาสามารถสร้างวิหารและแท่นปะรำพิธีที่สอดคล้องและเอื้ออำนวยต่อการทำนายการมาถึงของฤดูฝน ทำให้กษัตริย์ชาวมายาที่ประกอบพิธีกรรมขอฝนดูจะกลายเป็นผู้วิเศษที่สามารถควบคุมธรรมชาติเอาไว้ในอุ้งหัตถ์ได้ ชาวมายาโบราณยังสร้างวิหารและพีระมิดที่ยิ่งใหญ่เอาไว้มากมาย ที่เห็นได้ชัดก็เช่นวิหารแห่งคำจารึกของกษัตริย์ปาคาล ที่ 1 แห่งนครปาเลงเก ที่สลักลวดลายงดงามไว้บนฝาโลงพระศพ แสดงภาพพระองค์เสมือนกำลังขับขี่ยานอวกาศล้ำยุค!! ส่งผลให้นักวิชาการต้องเร่งหาคำตอบเกี่ยวกับศาสตร์ด้านการบินของชาวมายาโบราณกันขนานใหญ่ ว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นไรกันแน่
การล่มสลายของชาวมายาโบราณหลังยุคที่เคยรุ่งเรืองที่สุดก็เป็นอีกหนึ่งปริศนาที่นักวิชาการให้ ความสนใจที่จะค้นหาคำตอบ สิ่งใดที่สามารถหยุดความมั่งคั่งของชาวมายาโบราณเอาไว้ จนพวกเขาถึงกับต้องละทิ้งถิ่น ฐานของตนไปอย่างไร้ สาเหตุ เป็นที่น่าคิดว่า ด้วยระบบตัวเลขและปฏิทินที่ซับซ้อน รวมทั้งวิทยาการด้านดาราศาสตร์ที่ก้าวหน้า ทำให้ชาวมายาโบราณมีความ สามารถในการคาดเดาและทำนายเรื่องราวต่างๆได้อย่าง แม่นยำ แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่อาจทำนายวันสุดท้ายของอาณาจักรของพวกเขาได้ จนกระทั่งชาวสเปนสามารถยึดอาณาจักรมายาที่เคยรุ่งโรจน์ไว้ได้เมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 16
...
มหานครอีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจ เมื่อกล่าวถึงดินแดนอเมริกากลางก็คือ เต-โอติฮัวคาน ซึ่งแปลว่านครแห่งเทพเจ้า ที่ประดับประดาไปด้วยมหาพีระมิดถึง 3 แห่ง ที่มีความยิ่งใหญ่เทียบชั้น มหาพีระมิดของอียิปต์โบราณได้สบายๆ แต่ที่ดูจะโดดเด่นเกินกว่าพีระมิดของชาวอียิปต์ โบราณก็คือ หลักฐานของการบูชายัญมนุษย์ที่น่าสยดสยองของบรรพชนแห่งเตโอติฮัวคาน นักโบราณคดีค้นพบหลักฐานจำพวกซากโครงกระดูกมากมายหลายร่างที่ถูกฝังทั้งเป็น บ้างก็ถูกบั่นศีรษะอย่างโหดร้าย เพื่อเป็นการบูชายัญแด่องค์พีระมิด
พูดถึงเรื่องการบูชายัญก็คงต้องมองไปที่อีกอารยธรรมหนึ่งที่รุ่งเรืองอยู่ในช่วงประมาณปี ค.ศ.1400 พวกเขาคือชาวแอสเท็กซ์นั่นเองครับ ในยุคแรกนั้น นักวิชาการที่ศึกษาอารยธรรมมายาต่างลงความเห็นเอาไว้ว่า ชาวมายาโบราณเป็นกลุ่มที่รักสงบ อยู่กันอย่างสันติ และมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่หลังจากศาสตร์ด้านการอ่านอักขระมายาโบราณได้ก้าวหน้ามากขึ้นเป็นลำดับ นักโบราณคดีก็สามารถเข้าใจอารยธรรมมายาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และพบว่าชาวมายาโบราณก็เป็นพวกกระหายสงคราม และบ้าการบูชายัญไม่แพ้ชาวแอสเท็กซ์เลยทีเดียวครับ
...
ชาวมายาโบราณจะมีเกมการละเล่นชนิดหนึ่งที่เราเรียกกันว่าเกมบอล มีกติกาง่ายๆคือ ใช้ส่วนต่างๆของร่างกาย เช่น สะโพก เอว ต้นขา ในการกระแทกลูกบอลที่ทำจากยางตัน หนักกว่า 3 กิโลกรัม และเส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 1 ฟุต ให้ผ่านเข้าห่วงหินด้านข้างสนามให้ได้ โดยห้ามใช้มือช่วย ฝ่ายที่ชนะสามารถทำอะไรกับผู้พ่ายแพ้ก็ได้ แม้กระทั่งการปลิดชีวิต!! ดังจะเห็นได้จากภาพสลักบนผนังของชาวมายาโบราณ ที่แสดงภาพผู้พ่ายแพ้จากเกมบอลโดนตัดศีรษะอย่างโหดร้าย แล้วอย่างนี้จะเรียกว่ารักสงบยังไงไหวล่ะครับ
ชาวแอสเท็กซ์ก็ไม่แพ้กันครับ พวกเขามีตำนานความเชื่อว่ามนุษย์เป็นหนี้โลหิตของพระเจ้าที่ทรงสละชีพเพื่อสร้างโลกขึ้นมา ทำให้ชาวแอสเท็กซ์ต้องทำการบูชายัญมนุษย์ เพื่อป้องกันมิให้เทพเจ้าพิโรธ และทำลายโลกของพวกเขาลงไป ดังนั้น จากภาพพิธีกรรมของชาวแอสเท็กซ์ที่หลงเหลือมาให้พวกเราได้พบเห็น จึงเต็มไปด้วยความโหดร้ายของการบูชายัญ เช่น การควักหัวใจของเหยื่อเพื่อบูชาเทพเจ้า นับว่าสยดสยองเป็นอย่างยิ่ง
และด้วยความเชื่อเรื่องตำนานการสร้างโลก และทำลายล้างโลกของชาวแอสเท็กซ์ทำให้พวกเขามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับวันสิ้นยุคเช่นเดียวกับอารยธรรมมายาโบราณ พวกเขาบันทึกมันไว้บนศิลาสุริยะขนาดใหญ่ หนักร่วม 24 ตัน ทำนายว่ายุคสุดท้ายของพวกเขานั้นจะสิ้นสุดลงด้วยเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งร้ายแรง ซึ่งสอดคล้องกันกับคำทำนายจากอารยธรรมเพื่อนบ้านเช่นชาวมายาโบราณอย่างน่าประหลาดครับ
ความยิ่งใหญ่และปริศนาของชาวอเมริกาโบราณไม่ได้หมดลงแค่นี้ เมื่อเดินทางต่อลงมายังดินแดนทวีปอเมริกาใต้ ในเขตประเทศเปรู ก็จะพบชนเผ่าอีกมากมายที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาวมายาโบราณ แอสเท็กซ์ หรือเตโอติฮัวคาน ใช่แล้วครับ หนึ่งในนั้นก็คือชาว อินคา โบราณ เจ้าของนคร มาชู ปิคชู อันโด่งดังนั่นเอง
...
กล่าวถึงอินคา นอกจากนครมาชู ปิคชูบนเขาสูงที่สวย งามด้วยสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมที่น่าทึ่งแล้ว เชื่อว่าหลายๆท่านต้องนึกถึงทองคำอร่ามวาววับของพวกเขา ที่ชาวสเปนออกตามล่าหามันอย่างบ้าคลั่ง ถ้าจะกล่าวว่าชาวอินคาล่มสลายเพราะความโลภของชาวสเปนก็คงจะไม่ผิดทั้งหมด เพราะตามตำนานเล่าว่า หลังจากที่ชาวสเปนได้พบเห็นความมั่งคั่งในนครของชาวอินคา พวกเขาก็เริ่มสู้รบกัน และด้วยความได้เปรียบทางอาวุธของชาวสเปน ทำให้พวกเขาสามารถจับกษัตริย์อินคาไว้ได้ในที่สุด ชาวสเปนเรียกค่าไถ่จากกษัตริย์อินคาเป็นทองคำจำนวนมากมายมหาศาล แต่ด้วยการจ่ายค่าไถ่ที่ล่าช้า ทำให้ชาวสเปนคิดว่าชาวอินคา
คิดไม่ซื่อ จึงประหารกษัตริย์อินคาเสีย เมื่อกลุ่มคนที่ไปขุดทองมาเป็นค่าไถ่ได้รับทราบเรื่องจึงนำทองคำที่ขุดมานี้ไปซ่อนไว้ในป่า และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการค้นหา เอลโดราโด หรือนครทองคำนั่นเองครับ
ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่าน นครทองคำคือประเด็นที่ร้อนที่สุดที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ และออกตามหาอย่างไม่ลดละ ประกอบกับไม่กี่สิบปี
ที่ผ่านมา ได้มีการค้นพบ "แพทองคำจำลอง" ในดินแดนอเมริกาใต้ บริเวณใกล้เคียงกับนครทองคำในตำนาน ยิ่งทำให้เรื่องราวของนครทองคำดูน่าสนใจขึ้นไปอีกหลายเท่า ตัวครับ
ดินแดนอเมริกาใต้ โบราณไม่ได้มีเพียงแค่ชาวอินคาปกครองอยู่เท่านั้น อีกชนเผ่าหนึ่งที่หลายๆท่านน่าจะร้องอ๋อ เมื่อเอ่ยชื่อถึงก็คือชนเผ่า นาซกา และผลงานที่น่าทึ่งของพวกเขาที่เรารู้จักกันว่า "ลายเส้นนาซกา" ยังไงล่ะครับ ลวดลายรูปสัตว์ขนาดใหญ่ ถูกรังสรรค์ลงบนผืนทะเลทรายที่แห้งแล้ง ด้วยสาเหตุที่นักโบราณคดีทั่วโลกต้องฉงน เพราะลวดลายต่างๆนั้นสามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากบนฟากฟ้าเท่านั้นน่ะสิครับ แล้วชาวนาซกาสามารถสร้างผลงานต่างๆเหล่านี้จากบนพื้นดินได้ อย่างไร และสร้างไว้ให้ ใครเชยชมกันแน่
ยังมีปริศนาอีกมากมายที่ชาวอเมริกาโบราณได้รังสรรค์เอาไว้ หนึ่งในโบราณวัตถุที่หลายๆท่านน่าจะคุ้นกันดีก็คงจะเป็น "กะโหลกแก้วปริศนา" ที่ปรากฏโฉมในภาพยนตร์เรื่องอินเดียน่าโจนส์ นักโบราณคดีที่ น่าจะเป็นขวัญใจของหลายๆท่านมายาวนาน ถึงแม้ว่ากะโหลกผลึกของจริงเหล่านี้อาจจะไม่ได้มีบทบาทสวยหรูดังเช่นในภาพยนตร์ แต่มันก็โดดเด่นมากพอที่จะทำให้นักโบราณคดีตัวจริงและนักวิชาการจากทั่วโลกต้องหันมาสนใจความลึกลับของเจ้าโบราณ วัตถุชิ้นนี้
จากหลากหลายเรื่องราวที่ชาวอเมริกาโบราณได้รังสรรค์ไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ก็คงจะสามารถลบล้างคำว่า "คนเถื่อน" หรือ "อนารยชน" ที่ชาวยุโรปยุคแรกเคยเรียกขานให้ออกไปจากกลุ่มชนโบราณเหล่านี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ เพราะชนเผ่าโบราณแห่งทวีปอเมริกาก็ยิ่งใหญ่และเป็น "อารยะ" ไม่แพ้อาณาจักรโบราณอื่นๆเลยแม้แต่น้อย
ถ้าอยากรู้เรื่องราวของดินแดนอเมริกาในยุคโบราณอย่างแจ่มเจ๋งต้องอ่าน "ถอดรหัสปริศนาอเมริกาโบราณ" เขียนโดย "ชัค บาห์ลัม" อีกหนึ่งนักเขียนที่ทีมงานต่วย'ตูนภูมิใจนำเสนอ จะวางขายเป็นครั้งแรกในงานมหกรรมหนังสือนานาชาติ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 21-31 ตุลาคมนี้ พบกันที่โซน C1 บูธ O 07 นะครับ.
ทีมงาน ต่วย'ตูน