ความหอมอร่อยและมหัศจรรย์ของ "คริสปี้ ครีม" เป็นที่เลื่องลือมาหลายต่อหลายทศวรรษ จนทำให้โดนัทยี่ห้อเก่าแก่สัญชาติอเมริกันได้รับการยกย่องให้เป็นคิงออฟ โดนัท และมีแฟนๆหลายพันล้านคนกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก โดยหนึ่งในแฟนพันธุ์แท้ตลอดกาล ที่ติดอกติดใจโดนัทแสนนุ่มอันเลื่องชื่อ ก็คือ "ตุ๊ก-อุษณีย์ ลีโอณีโอ มหากิจศิริ" ทายาทสาวเนสกาแฟคนเก่ง ซึ่งยอมควักกระเป๋าถึง 30 ล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์คริสปี้ ครีม จากอเมริกา เพื่อนำความอร่อยระดับอินเตอร์มาให้ชาวไทยได้ลิ้มชิมรสชาติเป็นครั้งแรก ในราคาสบายกระเป๋า
"เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ตอน "ตุ๊ก" ไปเรียน MBA ที่บอสตัน ประเทศอเมริกา เพื่อนคุยให้ฟังว่ามีโดนัทยี่ห้อหนึ่งอร่อยมากๆ มีขายที่นิวยอร์ก กว่าจะได้ทานต้องเข้าคิวรอเป็นชั่วโมงๆ "ตุ๊ก" ฟังแล้วก็ยังเฉยๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ผ่านไปไม่กี่วัน เพื่อนอีกกลุ่มพูดถึงโดนัทยี่ห้อนี้อีก และมีคนมาคุยให้ฟังเรื่อยๆว่าอร่อย ทำให้เริ่มอยากชิม เลยฝากเพื่อนซื้อจากนิวยอร์ก ตอนนั้นที่บอสตันยังไม่มี ต้องขับรถไปถึงนิวยอร์กประมาณ 4 ชั่วโมง พอเพื่อนซื้อ กลับมาฝาก ได้ชิมโดนัทคริสปี้ ครีม ชิ้นแรก เป็นรสออริจินัล ...โอ้โห!! อร่อยสุดๆ กัดเข้าไปคำแรกรู้เลยว่ามันแตกต่างจากโดนัทที่เคยทานมา คือ อร่อยที่สุดในโลก ไม่เคยทานโดนัทอะไรที่เนื้อนุ่มและเบาขนาดนี้ ทาน แล้วเบาท้องมาก ตั้งแต่นั้นมา ก็เลยติดใจ ใครมีธุระต้องไปนิวยอร์กจะฝากซื้อตลอด ครั้งละ 2-3 กล่อง เก็บไว้ในตู้เย็น นำออกมาอุ่นแค่ 8 วินาที ยังนุ่ม อร่อยเหมือนเดิมเป๊ะ สมัยนั้นจะหวงมาก เก็บไว้ค่อยๆทานวันละ 2 ชิ้น พอเรียนจบกลับมาก็ยังฝากคนซื้อที่อเมริกาอยู่เรื่อยๆ ถ้าวันไหนได้ทานจะรู้สึกเหมือนให้ รางวัลชีวิต ทานแล้วแฮปปี้ หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง"...ทายาทสาวเนสกาแฟเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้หลง รัก "คริสปี้ ครีม" จนถอนตัวไม่ขึ้น
...
แล้วทำไมถึงอยากเป็นแม่ค้าโดนัทล่ะคะ
ถึงที่บ้านจะมีฐานะพอ สมควร เป็นเจ้าของธุรกิจเนสกาแฟ แต่คุณพ่อสอนลูกๆทุกคนเสมอว่า คนเราเกิดมาต้องยืนหยัดอยู่ได้ด้วยลำแข้งตัวเอง ถ้าวันไหนไม่มีเนสกาแฟ เราก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ "ตุ๊ก" คิดมาตลอดว่าสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สร้างไว้ให้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง อันนี้เรารู้สึกสำนึกและขอบคุณมาก แต่ตัวเราเองก็ต้องขวนขวายด้วย เราจะต้องมีอาชีพการงานที่ประสบความสำเร็จจนสามารถเลี้ยงตัวเองได้ตลอดรอด ฝั่งโดยไม่ต้องรบกวนคุณพ่อ คุณแม่ ยิ่งมามีครอบครัวเป็นของตัวเอง ยิ่งคิดหนักว่าเราจะอยู่เฉยไม่ได้แล้ว นอกจากงานประจำที่ทำอยู่คือการเป็นข้าราชการกระทรวงการคลัง ก็ควรหารายได้เสริมทางอื่นด้วย โดยเริ่มจากสิ่งที่เรารักและชอบก่อน
คุณพ่อไม่ว่าอะไรหรือคะ ที่ลูกสาวคนโตไม่ช่วยสานต่อกิจการที่บ้าน
โชค ดีที่คุณพ่อเข้าใจลูกๆมาก และจะพูดเสมอว่าต้องออกไปหาประสบการณ์ข้างนอก ส่วนเรื่องทำงานที่บ้านจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะยังไงก็เป็นของเราวันยังค่ำ พอเรียนจบปริญญาโทจากอเมริกา "ตุ๊ก" ขออนุญาตคุณพ่อสมัครเข้าทำงานราชการที่กระทรวงการคลัง เพราะอยากพิสูจน์ความสามารถตัวเอง และอยากทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติด้วย ตอนนั้นเดินดุ่ยๆเข้าไปสอบด้วยตัวเอง โดยไม่ได้ใช้เส้นสายใดๆทั้งสิ้น กว่าจะผ่านด่านเข้าไปได้ก็ต้องสอบสัมภาษณ์หลายรอบ ยังจำได้เลยว่าคณะกรรมการ ที่สัมภาษณ์ถามว่าบ้านหนูทำอะไร เราตอบซื่อๆว่าขายกาแฟค่ะ ทางโน้นก็ถามว่าแล้วจะไหวเหรอหนู ข้าราชการเงินเดือนน้อยนะ เราก็ยิ้มๆ พอสัมภาษณ์ รอบสองโดนถามอีกว่าเป็นลูกคุณประยุทธ มหากิจศิริ ใช่ไหม แล้วจะทำงานได้เหรอ ก็ยืนยันว่าทำได้ค่ะ เพราะมีประสบการณ์มาบ้าง เรียนจบปริญญาโท ด้านผู้ประกอบการมาโดยตรง และตอนอยู่อเมริกาก็ทำงานหลายอย่าง ทั้งเป็น อาจารย์พิเศษด้านเศรษฐศาสตร์ ที่แบ๊บสัน คอลเลจ เป็นนักวิเคราะห์การตลาดของบริษัทวอลเท็ค และผู้ช่วยผู้จัดการสาขาแบงก์ บอสตัน
ชีวิตข้าราชการสวยหรูอย่างที่ฝันไว้ไหมคะ
โอ้โห!! พอมาทำงานราชการถึงรู้ว่าเป็นงานที่เหนื่อยและหนักมาก เงินเดือนก็น้อยมากๆ ตอนนั้นสตาร์ตแค่เดือนละ 7,000 บาท แต่ถือว่าเป็นงานที่เราภูมิใจ ได้ใช้ ความรู้ความสามารถทำประโยชน์ เพื่อประเทศชาติ!! หน้าที่หลักของ "ตุ๊ก" คือ ข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เป็นตัวแทนกระทรวงการคลัง ประสานงานและบริหารกิจการต่างๆที่ทางกระทรวงเข้าไปถือหุ้น ก็ค่อยๆไต่เต้าตั้งแต่ซี 4 จนขณะนี้อยู่ระดับซี 7 แล้ว
ไปยังไงมายังไงถึงตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์ "คริสปี้ ครีม" มาเปิดเมืองไทย
"ตุ๊ก" รักโดนัทคริสปี้ ครีมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และชอบวัฒนธรรมองค์กรของแบรนด์นี้ ที่ไม่ได้ คิดแต่เรื่องธุรกิจอย่างเดียว แต่ยังเน้นการตอบแทนคืนสังคม และแบ่งปันความสุข เพื่อผู้ด้อยโอกาสด้วย พอทราบข่าวว่า"คริสปี้ ครีม" สนใจตลาดเมืองไทย และมีบริษัทใหญ่ๆหลายแห่งเสนอ ตัวเข้าไป ทางสามีของ "ตุ๊ก" คือ "มร.ลอภ์เรนฆ์ ลีโอณีโอ" ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจปิโตรลิฟท์ เกลี้ยกล่อมให้ลองติดต่อเข้าไปแข่งขันกับบริษัทอื่นๆ เพราะรู้ว่าภรรยาปลื้มแบรนด์นี้มาก และอยากให้ "ตุ๊ก" ได้เริ่มต้นลงมือทำธุรกิจของตัวเองซะที หลังจากจดๆจ้องๆมานาน สามีให้เหตุผลน่ารักว่า ตั้งแต่เป็นแฟนกันมา จนกระทั่งแต่งงานกัน ทุกครั้งที่เขาเดินทางกลับฟิลิปปินส์จะต้องหิ้วโดนัทคริสปี้ ครีม มาฝาก 8 กล่อง เป็นอย่างนี้อยู่ 10 กว่าปี หิ้วมาจนเหนื่อย กระทั่งมีลูกสาวด้วยกัน 2 คน เอาอย่างนี้แล้วกัน เรามาลงทุนซื้อไลเซ่นส์เปิดเองที่เมืองไทยดีกว่า
...
ครอบครัวอบอุ่นของแม่ค้าโดนัท
โดนัทยี่ห้อนี้มีประวัติความเป็นมายาวนานขนาดไหน
"คุณเวอร์ นอน รูดอล์ฟ" ผู้ก่อตั้งแบรนด์คริสปี้ ครีม ซื้อสูตรลับการทำโดนัทมาจากเชฟชาวฝรั่งเศส ในนิวออร์ลีนส์ เมื่อปี 1933 และเริ่มเปิดร้านขายโดนัทยี่ห้อคริสปี้ ครีม เป็นสาขาแรกในปี 1937 ที่วินสตัน-ซาเล็ม ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา ปรากฏว่าขายดิบขายดีมาก มีคนต่อคิวซื้อแน่นทุกวัน จนถึงวันนี้ "คริสปี้ ครีม" มีสาขามากกว่า 310 แห่งทั่วโลกแล้ว สามารถผลิตโดนัทวันละ 7.5 ล้านชิ้น และปีละไม่ต่ำกว่า 2,700 ล้านชิ้น แม้ในปัจจุบันจะมีการพัฒนาสูตรมาเรื่อยๆ แต่คนที่รู้สูตรลับความนุ่มของโดนัทคริสปี้ ครีม จะมีอยู่แค่ 6 คนในโลก และสืบทอดเป็นมรดก โดยแต่ละคนจะรู้ส่วนผสมคนละอย่าง เป็นเหมือนภาพจิ๊กซอว์ที่ต้องต่อๆกัน
ได้ข่าวว่าหินสุดๆกว่าจะฝ่ากฎเหล็ก "คริสปี้ ครีม" จนได้ลิขสิทธิ์
ต้อง บินไปนำเสนอบิสเนสแพลนกับทางคริสปี้ ครีม ถึง 5 รอบ ที่จริงจะส่งเอกสารไปเฉยๆก็ได้ แต่เราขอบินไปคุยด้วยตัวเอง เพราะอยากแสดงความจริงใจ "ตุ๊ก" กับสามีเริ่มติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ตั้งแต่เริ่มตั้งท้องลูกสาวคนเล็ก แต่กว่าจะได้เซ็นสัญญาเป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงเจ้าเดียวในเมืองไทยก็คลอดพอดี คือต้องคุยหลายรอบเพื่อให้เขาแน่ใจว่าเราสามารถทำได้ จริง ถึงจะไม่มีประสบการณ์มาก่อน ที่สำคัญเราอยากพิสูจน์ให้เห็นความจริงใจและความรักที่มีต่อแบรนด์นี้ ก็นำเสนอไปว่าจะขยายสาขาให้ได้ 20 สาขา ภายในเวลา 5 ปี โดยไม่ขายแฟรนไชส์ให้ใครเลย
...
ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ 30 ล้าน บาท โดนัทคงแพงน่าดู?!
คือไม่ อยากให้เป็นแค่ เทรนด์แฟชั่นขายเอากำไรมากๆ แต่คนซื้อครั้งเดียวแล้วไม่อยากกลับมาหาเราอีก "ตุ๊ก" ตั้งราคาโดนัทรสออริจินัล 27 บาทเท่านั้น เพราะเทียบกับข้าวราดแกงที่กระทรวงจานหนึ่งประมาณ 25 บาท ฉะนั้น โดนัทหนึ่งชิ้นไม่ควรแพงกว่าข้าวมื้อหนึ่ง ราคานี้ยังถูกกว่าที่อเมริกาด้วยซ้ำ เพราะที่โน่น ขายชิ้นละ 99 เซนต์ ประมาณ 30 บาท "ตุ๊ก" มองว่า "คริสปี้ ครีม" เป็นสินค้าคุณภาพ และตลาดโดนัทเมืองไทยยังโตได้อีกเยอะ มีมูลค่าตลาดประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท
คุณพ่อคุณแม่ใช้กำลัง ภายในช่วยให้ได้ลิขสิทธิ์ หรือเปล่า
"ตุ๊ก" กับสามีเดินเรื่องทุกอย่างเอง ไม่มีการวิ่งเต้นหรือใช้เส้นสาย แต่ต้องยอมรับว่าคุณพ่อคุณแม่สนับสนุนเรื่องเงินลงทุนทั้งหมด ท่านบอกเสมอว่าลูกคนไหนอยากทำอะไร ถ้ามีความสามารถก็ทำให้เต็มที่เลย พ่อแม่พร้อมให้การสนับสนุนทั้งกำลังใจและกำลังทรัพย์ แต่ไม่ว่าจะทำอะไร ทุกคนต้องรู้จักรับผิดชอบด้วย ทำให้ดีที่สุด และเมื่อมีโอกาสจะต้องรู้จักแบ่งปันให้คนอื่นในสังคม ก็ถือว่าโชคดีมากที่เกิดเป็นลูกพ่อแม่ คือลูกจะทำอะไร ในสิ่งที่ฝันก็สนับสนุน ถึงแม้เราจะไม่เก่งที่สุด แต่ก็พยายามพัฒนาตัวเองตลอด
จริงไหมคะที่ว่าความวุ่นวายในเมืองไทยเมื่อต้นปีทำเอาโปรเจกต์ นี้เกือบล่ม?!
(พยัก หน้า) จริงๆแล้วคุยกับสยามพารากอนว่าจะเปิดร้านคริสปี้ ครีม สาขา แรกในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่พอเกิดเหตุการณ์ไม่สงบ ทางบริษัทแม่ที่อเมริกาตัดสินใจยกเลิกแผนการเทรนทั้งหมด ขอดูสถานการณ์อย่างน้อยๆ 1 เดือน เพราะกลัวกระทบภาพลักษณ์บริษัท เวลาผ่านไปเดือนหนึ่งก็แล้ว สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย อย่างที่คิด ทางบริษัทแม่จึงแนะนำให้เลื่อนเปิดร้านออกไปอย่างไม่มีกำหนด ตอนนั้นปวดหัวสุดๆ เพราะทุกอย่างเริ่มรันไปหมดแล้ว บริษัทก็เปิดแล้ว ตั้งชื่อว่าบริษัทเคดีเอ็น จำกัด ส่วนพนักงานก็จ้างมาหมดแล้ว ต้องเสียค่าใช้จ่ายเปล่าๆอยู่หลายเดือน รอจนกว่าเหตุการณ์เรียบร้อย และฝรั่งยอมส่งคนมาสอนนวดแป้ง
ร่ำลือว่า "คริสปี้ ครีม" คุมมาตรฐานทุกอย่างเข้มข้นมาก
อัน นี้ "ตุ๊ก" เข้าใจนะคะ และชื่นชมในความตั้งใจจริงของแบรนด์ต้นสังกัด เพราะเขาเป็นแบรนด์เก่าแก่มากๆ และต้องการรักษามาตรฐานไว้ หลังเซ็นสัญญากับต้นสังกัด ในฐานะเจ้าของกิจการ "ตุ๊ก" ต้องเดินทางไปเรียนหลักสูตรทำโดนัท ตั้งแต่ต้นจนจบ ทางบริษัทแม่ให้เหตุผลว่า คุณจะเป็นเจ้าของที่ดีได้ ต้องรู้ซึ้งถึงจิตใจคนทำงาน ต้องรู้ว่าพนักงานเหนื่อยขนาดไหนกว่าจะทำโดนัทแต่ละชิ้น "ตุ๊ก" เลือกบินไปเทรนที่ฟิลิปปินส์ เพราะสามีมีบ้านอยู่ที่นั่น เทรนกันเป็นอาทิตย์ๆ วันแรกก็ต้องรับบทหนักแล้ว เขาให้ทำงานเหมือนพนักงานจริงทุกอย่าง คือยืน 5 ชั่วโมง พัก 1 ชั่วโมง และต้องเรียนรู้ขั้นตอนการผลิตทุกอย่าง ต้องแบกแป้ง ยกแป้ง ถูพื้น เช็ดอุปกรณ์เองทั้งหมด เรียนรู้เรื่องอุณหภูมิ และการทำความสะอาด โอ้โห!! เหนื่อยมาก คิดดูสิคะว่าถ้าจะทานโดนัทตอน 10 โมงเช้า พนักงานต้องตื่นขึ้นมาหมักแป้งตั้งแต่ตีหนึ่ง เพราะต้องใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมง เห็นโดนัทธรรมดาๆแบบนี้ แต่กฎกติกาเยอะมาก เวลายกแป้งก็ต้องไม่ถูกพื้น ต้องอยู่ในห้องเก็บอุณหภูมิ แม้แต่น้ำมันที่ทอดก็เป็นน้ำมันปราศจากไขมัน
ทรานส์-แฟต พอถึงเวลาเซตระบบในเมืองไทย ก็ต้องเป๊ะหมด ต้องขนอุปกรณ์ทุกอย่างมาจากอเมริกา แม้แต่น้ำยาล้างจาน หรือม็อบถูพื้น ยังต้องนำเข้าจากเมืองนอก อย่างร้านสาขาแรกที่พารากอนก็ต้องพิถีพิถันสุดๆ เพราะชั้นล่างเป็นตู้ปลาฉลาม เลยต้องจ้างช่างวิศวกรรมโยธาและวิศวกรรมไฟฟ้ามาวางระบบ ถ้าไม่งั้นทางเมืองนอกไม่ยอมให้ผ่าน เฉพาะที่พารากอนก็ต้องใช้พนักงานถึง 40 คน โดยแบ่งเป็นกะๆ แทบจะต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพราะต้องเฝ้าต้องดูแลตลอดเวลา จะลัดขั้นตอนไม่ได้ โดนัทมันจะฟ้องว่าหมักไม่พอ ร้านที่พารากอนจะเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 28 ก.ย.นี้ เราทำสดทำจริงทำโชว์ให้เห็นกันจะๆเหมือนร้านคริสปี้ ครีม ทั่วโลก "ตุ๊ก" ตั้งใจทำอย่างดีที่สุด เพราะอยากให้คนไทยรักคริสปี้ ครีม วันละนิด...แต่รักนานๆ!!
...