ความเสื่อมของกระดูก เป็นปัญหาทางสุขภาพอย่างหนึ่ง ที่หนีไม่พ้นเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งภาวะเสื่อมนี้จะมาเยือนช้าหรือเร็วนั้น ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง อย่างไรก็ตาม การรู้โอกาสเกิดความเสื่อมของกระดูกก่อนล่วงหน้า จะช่วยวางแผนควบคุมให้ความเสื่อมนั้น มาเยือนช้าลงได้

นพ.ชาย มหิทธิภาคย์ แพทย์ประจำศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า แม้ว่ากระดูกจะหยุดเจริญเติบโตในวัยผู้ใหญ่ แต่เซลล์กระดูกยังคงมีการสลายและสร้างอยู่ตลอดเวลา ที่เรียกว่า “bone remodeling” โดยจะเริ่มจากการสลายก่อนแล้วจึงสร้างขึ้นใหม่เสมอ เท่ากับว่ากระดูกจะมีกระบวนการเผาผลาญตลอดเวลา เป็นวงจรที่เรียกว่า “bone remodeling cycle” วงจรนี้มี 2 ระยะคือ ระยะสลายกระดูกและระยะสร้างกระดูกขึ้นใหม่ กระดูกที่แข็งแรงจะมีวงจรเช่นนี้ไปในทิศทางเดียวอย่างเป็นลำดับ ภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนและปัจจัยต่างๆ เริ่มต้นด้วยการทำลายและการสลายส่วนที่เป็นกระดูกเก่า แล้วตามด้วยการสร้างกระดูกใหม่เสมอ

ในหนุ่มสาวที่แข็งแรง การสลายของกระดูกจะมีความสมดุลกับการสร้างกระดูก ดังนั้นกระดูกที่แข็งแรงสมบูรณ์ จึงเป็นกระดูกที่มีกระบวนการที่มีการสลายกระดูก และการสร้างกระดูกที่เกิดขึ้นอย่างสมดุลกันนั่นเอง ส่วนในวัยหมดประจำเดือน หรือเมื่อเกิดพยาธิสภาพบางประการ กระบวนการเหล่านี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการสลายกระดูกเกิดขึ้นมากกว่า ทำให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูก ส่งผลให้กระดูกกร่อน เปราะหักง่าย เป็นที่รู้จักกันดีว่า “ภาวะกระดูกพรุน”

...

ตรวจ Bone markers พยากรณ์โอกาสเสี่ยงโรคกระดูกในอนาคต

กระดูก ประกอบด้วย เกลือแร่ เช่น แคลเซี่ยม แมกนีเซี่ยม ฟอสฟอรัสฯ ประมาณ 65% มี คอลลาเจน 23% อีก 2% เป็นโปรตีน และอีก 10% เป็นน้ำ ดังนั้นสิ่งที่นำมาตรวจวิเคราะห์คือ คอลลาเจนและโปรตีน เมื่อใดก็ตามที่กระดูกสร้างหรือสลายตัว จะมีสิ่งนี้ปรากฏในเลือดและปัสสาวะ

วิธีมาตรฐานที่ใช้วินิจฉัยภาวะกระดูกพรุน คือการวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Densitometry หรือ BMD) โดยใช้เครื่อง DEXA (Dual energy x-ray absorptionmetry) โดยวัดความหนาแน่นของกระดูกที่กระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก กระดูกต้นขา ปลายกระดูกข้อมือ และนำค่าที่ได้ไปเปรียบเทียบกับค่าปกติในเพศและอายุช่วงเดียวกัน อย่างไรก็ตาม BMD มีความจำเพาะสูง และก็เป็นวิธีที่ไม่มีความไวพอ ที่จะเตือนให้ทราบถึงปัญหาที่กำลังก่อตัวขึ้น

ปัจจุบัน แพทย์สามารถประเมินกิจกรรมการสร้างและการสลายกระดูกได้ ด้วยการตรวจหา Bone markers หรือสารชี้วัดกระดูก สามารถแสดงสภาวะการเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าการตรวจ BMD อีกทั้งค่าของ Bone markers เหล่านี้ มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักดีกว่า และยังสามารถใช้เพื่อการพยากรณ์ความหนาแน่นของมวลกระดูกในอนาคตได้

นอกจาก นี้ ยังพบว่าการตรวจ Bone markers เพื่อประเมินการสร้างกระดูก การสลายกระดูก สมดุลของการสร้าง และสลายของกระดูกในเลือด ให้ผลดีกว่าวิธีการ BMD อีกทั้งยังสามารถนำมาตรวจหาเอนไซม์ของเซลล์กระดูกในขณะทำงานได้ด้วย

สำหรับการตรวจ Bone markers ที่เป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน ได้แก่ total P1NP ดูการสร้างกระดูก และ β-crosslaps ดูการสลายของกระดูก

total P1NP และ β-crosslaps

การตรวจ Bone markers นอกจากจะช่วยประเมินสภาวะของกระดูก หรือวงจรพลวัตของกระดูกแล้ว ยังสามารถใช้ติดตามผลการรักษาผู้ป่วยกระดูกพรุนในระยะที่3 หรือ 6 เดือนได้ โดยการประเมินเริ่มแรกก่อนให้การรักษาควรทำการวิเคราะห์ total P1NP และ + β-crosslaps ทั้งนี้ ค่า total P1NP นิยมใช้เพื่อควบคุมการรักษาที่ใช้ยากลุ่มเสริมสร้างมวลกระดูก ส่วน β-crosslaps นั้น ใช้เพื่อควบคุมการใช้ยากลุ่มที่ลดการเสื่อมสลายของมวลกระดูก

ประโยชน์ของ Bone Markers

ใช้เพื่อควบคุมติดตามประสิทธิภาพในการรักษา ซึ่งทำได้ตั้งแต่ในระยะแรกๆ เช่น 3 เดือน หลังจากเริ่มการรักษา

ใช้เพื่อค้นหาว่าในกรณีที่การใช้ยาไม่ได้ผล เกิดจากการไม่ตอบสนองต่อยา หรือใช้ยาไม่สม่ำเสมอต่อเนื่อง

ใช้เพื่อพยากรณ์โอกาสในการเกิดกระดูกหัก และการเปลี่ยนแปลงค่า BMD

ใช้เพื่อพยากรณ์ความเสี่ยงในการสูญเสียมวลกระดูก

สำหรับ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป เมื่อเข้ารับการตรวจสุขภาพ ก็สามารถตรวจ Bone markers ร่วมด้วยได้ เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนป้องกันภาวะกระดูกพรุนก่อนวัย รวมถึงเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงสมบูรณ์ต่อไป


ศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com