ช่วงไม่กี่ปีมานี้ ภาพลักษณ์ของ "เจ้าชายแฮรี่" พระโอรสองค์เล็กของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารอังกฤษ ทรงเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอย่างสง่างามน่าทึ่ง จนแทบไม่เหลือเค้าลางความเป็นตัวปัญหาของราชวงศ์วินด์เซอร์ ที่เป็นอิมเมจติดตัวมาตลอดช่วงวัยรุ่น
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอายุที่มากขึ้นตามวัย โดยวันที่ 15 กันยายนนี้ ก็จะทรงมีพระชนม์ครบ 26 พรรษาเต็ม ทำให้ทรงเป็นผู้ใหญ่ขึ้น และหายเลือดร้อนไปโดยอัตโนมัติ แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดใกล้ชิดไม่ให้ห่างสายตาของพระบิดา คือ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ก็มีส่วนสำคัญยิ่ง ที่หล่อหลอมเจ้าชายน้อยให้ค่อยๆเติบใหญ่เป็นเจ้าฟ้าที่อยู่กับร่องกับรอย และสามารถวางพระองค์ได้เหมาะสมกับบทบาทหน้าที่ความเป็นรัชทายาทอันดับสามของราชวงศ์วินด์เซอร์
ย้อนกลับไปในช่วงวัยรุ่น "เจ้าชายแฮรี่" ทรงขึ้นชื่อลือชาในเรื่องความเฮี้ยวและคึกคะนองผิดวิสัยเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง โดยบ่อยครั้งที่สื่อแดนผู้ดีมักจะนำพฤติกรรมนอกลู่นอกทางของเจ้าชายน้อยจอมซนมาเปรียบเทียบกับความสุขุมลุ่มลึกของ "เจ้าชายวิลเลี่ยม" พระเชษฐาผู้เพียบพร้อม
...
ว่ากันว่า สาเหตุที่อยู่เบื้องหลังพระอารมณ์วู่วามของ "เจ้าชายแฮรี่" เป็นเพราะทรงสูญเสียพระมารดา คือเจ้าหญิงไดอาน่า ตั้งแต่ยังเยาว์วัย โดยขณะนั้นเพิ่งจะมีพระชนม์เพียง 12 พรรษาเท่านั้น ภาพของเจ้าชายน้อยที่ทรงก้มหน้านิ่ง และกัดริมฝีปากแน่น ขณะเดินตามรถเคลื่อนขบวนพระศพของเจ้าหญิงไดอาน่า เป็นภาพแสนเศร้า ที่ยังติดอยู่ในความทรงจำของใครหลายๆคน
เมื่อยังเล็กๆ "เจ้าชายแฮรี่" ทรงเป็นเด็กติดแม่มาก ทรงขี้อ้อน และต้องการความอบอุ่น ทรงชอบกอดพระมารดา และชอบย่องไปที่เตียงของ "เจ้าหญิงไดอาน่า" ในตอนเช้าๆ เพื่อนอนกอดกัน และด้วยความที่หวง พระมารดามาก เจ้า ชายน้อยจึงมักจะโดดขึ้นนั่งตักพระมารดา เพื่อให้ได้อยู่ใกล้ชิดที่สุด และจะไม่ยอมให้พระ เชษฐาเข้ามาใกล้ โดยทรงบอกพระมารดาเสมอๆว่า แม่ต้องอยู่กับผมคนเดียว!!
ดูเหมือน "เจ้า หญิงไดอาน่า" จะทรงรู้ ถึงธรรมชาติของพระ โอรสองค์เล็กดี จึงทรงกำชับทุกครั้งให้ "เจ้า ชายแฮรี่" ได้มีส่วนร่วมกับ "เจ้าชายวิลเลี่ยม" ในทุกเรื่อง เพราะทรงห่วงว่าลูกคนเล็กจะกลายเป็นส่วนเกินที่ถูกมองข้าม!! เนื่องจากใครๆก็พากันโอ๋พระโอรสองค์โต
และเพื่อชดเชยกับความอ่อนด้อยด้านการเรียน "เจ้าชายแฮรี่" ทรงทุ่มเทพระองค์ให้กิจกรรมนอกห้องเรียนทุกประเภท ทรงเป็นนักกีฬาดาวเด่นของครอบครัวมาตั้งแต่เล็ก โดยโปรดกีฬาโปโล และการเล่นสกีเป็นพิเศษ
สำหรับข้าราชบริพารใกล้ชิด จะทราบกันดีว่า "เจ้าชายแฮรี่" ทรงมีบุคลิกสองด้านมาตั้งแต่เล็กๆ ทรงเป็นจอมซนเที่ยวแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกคนไปทั่ว ขณะเดียวกันก็มีพระอารมณ์ร้อนพอๆกับพระเกศาสีแดง ซึ่งถือเป็นมรดกที่ตกทอดจากตระกูลสเปนเซอร์ของพระมารดาผู้ล่วงลับ
...
สมัยเป็นวัยรุ่น ผลจากความกล้าลองแบบไม่ยั้งคิด และวู่วามใจร้อน ทำให้เจ้าชายน้อยวินด์เซอร์ทรงทำเรื่องผิดพลาดไว้มากมายนับไม่ถ้วน ทรงเคยลองสูบกัญชาจนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ทำเอาวังเกือบแตก และยังเคยบันดาลโทสะกระโจนเข้าทำร้ายช่างภาพปาปาราซซี่จนปากแตก เพราะไม่พอใจที่ถูกดักถ่ายรูปตอนออกจากไนต์คลับดังช่วงตี 3 และเพื่อชดเชยความผิด "เจ้าชายแฮรี่" จึงถูกส่งตัวไปประเทศอาร์เจนตินา และต้องทรงทำงานหลายสัปดาห์อยู่ในไร่เลี้ยงม้าสำหรับกีฬาโปโล
หลังจากนั้นไม่นาน ด้วยความห้าวและคึกคะนองตามประสาวัยรุ่น "เจ้าชายแฮรี่" ตกเป็นข่าวใหญ่หน้าหนึ่งแท็บลอยด์ทุกฉบับอีกครั้ง เมื่อทรงสวมชุดเครื่องแบบทหารนาซี ติดเครื่องหมายสวัสติกะไปร่วมงานวันเกิดของนักขี่ม้าเหรียญทองโอลิมปิก อดีตคู่รักของเจ้าฟ้าหญิงแอนน์ โดยถูกประณามว่าไม่มีความคิด!! งานนี้เจ้าชายจอมซนต้องชดใช้ความผิดอีกครั้ง ด้วยการทำงานล้างคอกหมูในไร่ ตามคำสั่งของพระบิดา
การแสวงหาบทบาทที่เหมาะสมสำหรับการเป็นโอรสองค์รองไม่ใช่ เรื่องง่ายๆ และปัญหาเดียวกันนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับเจ้าชายหลายๆพระองค์ รวมถึง "เจ้าฟ้าชายแอนดรูว์" พระราชโอรสองค์รองของควีนอังกฤษ ในช่วงพระชนม์ 16 พรรษา "เจ้าฟ้าชายแอนดรูว์" ทรงก่อเรื่องโด่งดังไว้ที่ลอสแอนเจลิส ระหว่างเสด็จเป็นผู้แทนพระองค์ไปต่างประเทศครั้งแรก โดยฉีดหัวดับเพลิงเข้าใส่กลุ่มช่างภาพ เพราะไม่พอใจที่ถูกตามถ่ายรูป เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความอับอายอย่างมากให้ราชวงศ์วินด์เซอร์ และนี่เองคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ควีนอังกฤษทรงตัดสินพระทัยส่งพระราชโอรสองค์ที่ 2 เข้ากองทัพ เพื่อหล่อหลอมให้เป็นชายชาติทหารที่มีระเบียบวินัยในชีวิต เดินตามรอยของ "เจ้าชายฟิลิป"
...
เมื่อถึงคราวของพระราชนัดดา "เจ้าชายแฮรี่" ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ก็ได้กำชับให้ "เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์" คุมเข้มเรื่องพฤติกรรมใกล้ชิดเช่นกัน โชคดีที่เจ้าชายน้อยจอมเฮี้ยว ทรงสนพระทัยด้านการทหารอยู่แล้วตั้งแต่เล็กๆ จึงไม่เป็นการยากที่จะวางอนาคตให้เดินไปตามเส้นทางที่ขีดไว้
สมัยยังมีพระชนม์ชีพอยู่ "เจ้าหญิงไดอาน่า" ทรงเล่าว่า "แฮรี่ชอบด้านทหารมาก เขาชอบเล่นเป็นทหารตั้งแต่ยังเล็ก มีชุดพรางแบบทหารครบเครื่อง ถ้าลองได้ใส่แล้วจะไม่ยอมถอด ตอนพาไปเยี่ยมกรมทหาร แฮรี่จะนั่งในรถถังแล้วก็ทำท่ายิงปืน"
หลังจบไฮสกูลจากอีตัน และเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในฟาร์มปศุสัตว์ที่ประเทศออสเตรเลีย รวมทั้งไปคลุกคลีอยู่กับเด็กกำพร้าแอฟริกันในเลโซโท จนหนำใจเป็นเวลา 1 ปีเต็ม ปฏิบัติการไล่ล่าหาความฝัน ที่อยากเป็นทหารอาชีพเต็มตัวก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อ "เจ้าชายแฮรี่" ทรงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายร้อยแซนด์เฮิร์สต์ และรับการฝึกเข้มทางทหารต่อเนื่องยาวนานถึง 44 สัปดาห์เต็ม ก่อนจะจบออกมาพร้อมกับการติดยศทหารชั้นร้อยตรี ประจำกองพันทหารบลูส์ แอนด์ รอยัลส์ ของกรมทหารม้ารักษาพระองค์แห่งกองทัพบกอังกฤษ ทรงเป็นผู้บัญชาการรถหุ้มยานเกราะ นำกลุ่มทหารในหน่วยยานพาหนะลาดตระเวนหุ้มเกราะ
...
ตอนที่มีพระชนม์ 21 พรรษา ทรงขอพระบิดาเข้ารับการฝึกเข้มในหน่วยอบรมปฏิบัติการรบพิเศษด้วย เพื่อเตรียมพระองค์ให้พร้อมสำหรับการเดินทางไปร่วมสมรภูมิรบที่อิรัก ซึ่งถือเป็นการเดินตามรอยพระปิตุลา "เจ้าชายแอนดรูว์" ที่เคยเสด็จไปร่วมรบในสงครามฟอล์กแลนด์ "เจ้าชายแฮรี่" แสดงปณิธานอันแน่วแน่ว่า พร้อมปกป้องอธิปไตยของราชอาณาจักรอังกฤษ
"เราขอยืนยันตรงนี้ว่า เราพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ เฉกเช่นเดียวกับเพื่อนทหารทั้งหลาย เราสู้อุตส่าห์ร่ำเรียนจนจบจากแซนด์เฮิร์สต์...ไม่มีทางที่จะยอมนิ่งเฉยอยู่กับบ้าน แล้วปล่อยให้เพื่อนทหารไปออกรบตามลำพังเพื่อปกป้องประเทศชาติ!!"
อย่างไรก็ดี แม้ปฏิบัติการร่วมรบที่อิรักจะถูกยกเลิก เพราะหวั่นเกรงปัญหาเรื่องความปลอดภัย แต่ความมุ่งมั่นปรารถนาที่จะร่วมรบในสมรภูมิจริง ก็เป็นจริงในที่สุด เมื่อ "เจ้าชายแฮรี่" ได้รับไฟเขียวให้เสด็จไปร่วมรบกับกองทัพอังกฤษอย่างลับๆที่ฐานทัพในสมรภูมิเดือดทางตอนใต้ ของอัฟกานิสถาน ช่วงปลายปี 2007 โดยประจำการอยู่ที่เขตเฮลมานด์
อันเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แรกเริ่มตั้งพระทัยว่าจะประจำการอยู่จนครบ 2 เดือนครึ่ง แต่เมื่อความลับถูกเปิดเผยโดยสื่อออนไลน์ของอเมริกา จึงจำใจต้องยุติปฏิบัติการรบ เหลือเพียง 10 สัปดาห์ เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มตาลีบัน และกลุ่มก่อการร้าย
ทรงภูมิใจมากที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติในครั้งนี้ และยังเป็นราชนิกุลพระองค์แรกของอังกฤษ ที่เสด็จไปร่วมรบในสมรภูมิจริง นับตั้งแต่ "เจ้าฟ้าชายแอนดรูว์" ร่วมรบในสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เมื่อปี 1982 "เจ้าชายแฮรี่" ประทานสัมภาษณ์กับสื่อที่ตามเสด็จไปเก็บภาพปฏิบัติการรบว่า
"หากพระมารดายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์ก็น่าจะทรงภูมิใจในตัวพระองค์ และทรงคาดหวังว่าประชาชนชาวอังกฤษจะสนับสนุนการตัดสินใจประจำการในอัฟกานิสถาน เช่นเดียวกับพวกที่เคยสบประมาทว่าทรงขี้ขลาดที่ไม่เสด็จไปรบในอิรัก ก็คงต้องกลืนน้ำลายตัวเอง"
ถือเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงสูงสุดในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์อังกฤษ แต่ก็คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม เพราะแม้แต่ควีนอังกฤษ ยังทรงสนับสนุนพระราชนัดดา ให้แสดงความกล้าหาญ เพื่อเป็นแบบอย่างแก่เยาวชนรุ่นใหม่
อีกหนึ่งความฝันของ "เจ้าชายแฮรี่" บนเส้นทางของการรับใช้ชาติ และพิทักษ์สถาบันกษัตริย์ ที่ตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่าเจ้าชายน้อยทรงโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบเต็มตัวแล้วจริงๆ ก็เห็นจะเป็นความสำเร็จที่ทรงผ่านการฝึกเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์อย่างสมบูรณ์แบบตามที่ฝันไว้ โดยเพิ่งได้รับการติดปีกอย่างเป็นทางการจากพระบิดา "เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์" เมื่อเดือน พ.ค.2010 ทรงประกาศไว้ว่าจุดหมายต่อไปที่จะต้องทำให้สำเร็จคือการเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ประจำหน่วยจู่โจมอาปาเช่ ซึ่งออกแบบเพื่อตามล่า ทำลายรถถัง และใช้กันมากในสมรภูมิรบอัฟกานิสถาน นอกจากจะเป็นความฝันที่อยากทำให้พระอัยกา "เจ้าชายฟิลิป" ทรงภาคภูมิใจแล้ว อันที่จริงยังทรงแอบหวังลึกๆว่าจะได้เสด็จกลับไปลุยแนวหน้าอีกครั้ง
ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารหาญอังกฤษ เช่นเดียวกับการเดินหน้าสานต่องานด้านการกุศลจากพระมารดาผู้ล่วงลับ.
ทีมข่าวหน้าสตรี