ถือว่าเป็นอีกครอบครัวหนึ่งที่มีคำว่ารักนำทาง เนื่องในโอกาสวันแม่ ไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสเปิดบ้าน สถาบันศาสตร์แห่งชีวิต แห่งประเทศไทยบ้าน ย่านรามอินทรา กม.5 ของ “สุวิมล” และ “คมสัน พันธุ์วิชาติกุล” เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความรักระหว่างแม่กับลูกในวันแม่แห่งชาติ...
ไทยรัฐออนไลน์: ทั้ง 2 คนถือได้ว่าเป็นแม่ลูกที่สนิทสนมกันมากไหม
สุวิมล: สนิทกันมาก เพราะไม่เพียงเป็นแม่ลูก เรายังเป็นเพื่อน พี่ ที่ปรึกษาในคราวเดียวกัน เหมือนอย่างน้อย ที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่า อ.โจ้ เขาเรียนมา เมื่อเขามีปัญหา สิ่งแรกที่เขานึกถึงก็คือคุณแม่ ไม่เคยไปปรึกษาเพื่อนเลย เช่น เรียนแบบนี้แล้วเป็นอย่างไร เจอเพื่อนแบบนี้แล้วทำตัวแบบไหน กลายเป็นว่า ตั้งแต่หมือนกับโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ สิ่งที่เขาคิดถึงก็คือแม่ ถึงแม้แม่จะอยู่ที่สุราษฎร์ธานี เขาก็จะโทรคุยสมัยก่อนไม่มีมือถือก็เป็นโทรศัพท์ในบ้าน
เวลาเครียดแล้วเขาก็โทรมา พอได้คุยแล้วเขาก็จะสบายใจ ดังนั้นเราคิดว่าการเป็นแม่ต้องเป็นได้และให้ทุกๆ อย่างทั้งหมด ทั้งให้คำปรึกษาคำชมคำชี้แนะ ถึงแม้ว่าลูกจะมาเรียนกรุงเทพ แต่เราอยู่ต่างจังหวัด เราจะติดต่อกันตลอด
ไทยรัฐออนไลน์: ตอนเด็กๆ ถือว่าเป็นเด็กที่เลี้ยงยากไหม
สุวิมล: เลี้ยงง่ายมาก (เน้นเสียง) คือตอนนั้นเราทำโรงแรมอยู่ที่สุราษฎร์ธานี เช้ามาก็จะแต่งตัว ปะแป้งและก็นั่งบนเคาน์เตอร์ของโรงแรม คุณแม่ก็ค่อยเก็บเงิน เขาก็คอยนั่งนิ่งๆ ไม่ไปไหน (หัวเราะ) ไม่วอกแวก โจ้ถือว่าเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายมาก ๆ ซึ่งโชคดีที่ระหว่างการท้อง 9 เดือนอยู่นั้น คุณยายก็มาช่วยดูแลโจ้ จนกระทั่งโจ้คลอดมาคุณยายเขาก็ให้ความรักและดูแล ความอบอุ่นอย่างใกล้ชิด
คมสัน: เรื่องของผู้ใหญ่สำคัญ จริงๆ อยากจะบอกว่าบางคนบอกว่ามีปัญหาเพราะว่าผู้ใหญ่ไม่ดูแล จริงๆ มันเกี่ยวกับความใส่ใจของตัวเราด้วยส่วนหนึ่ง เพราะทุกๆ ครั้งที่เจอคุณแม่ก็จะให้ความรัก และก็สั่งสอนเราก็ซึมซับและก็ปรับตัวมาเรื่อยๆ แม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ตาม แต่เราก็ยังจำสิ่งที่แม่สอน ความรักที่แม่มอบให้ตลอดเวลา ขอให้ความรักความเอาใจใส่ถึงแม่ว่าคุณจะไม่มีเวลาก็ตาม
สุวิมล: คุณแม่โชคดีที่มีคุณยายอยู่ต่างจังหวัด คุณยายช่วยดูแล และคุณแม่ก็ช่วยดูแล โจ้ก็อยู่กรุงเทพ เขาก็มคุณป้าดูแล ทุกๆ อย่างโจ้ได้ความรักมาอย่างเต็มที
...
ไทยรัฐออนไลน์: แล้วจุดเปลี่ยนที่ทำให้ต้นไม้หล่นใต้ต้นคืออะไร
สุวิมล: จริงๆ ที่บ้านเราอย่างที่บอกว่ามีมีธุรกิจโรงแรมอยู่ ซึ่งเราก็ไม่ได้บังคับให้เขามาทำ เพราะพวกเราก็ทำกันได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เราอยากให้เขามีสิทธิในการเลือกชีวิตของเขา ว่าจะเป็นอะไร ให้ไปค้นหาด้วยตัวเอง ไม่เคยบังคับว่าต้องเป็นนั่นต้องเป็นนี่ ต้องเรียนหมอ เรียนวิศวะ ไม่ใช่ เราจะปล่อยให้เขามีอิสระ เพราะว่าเราอยู่กับเขาไม่ได้ตลอดชีวิต เราเพียงแค่ทำหน้าที่ชี้แนวทางให้เขาได้คิดก่อน เมื่อรักที่จะทำมันก็จะใฝ่ดี ความสำเร็จจะมาถึงเขาแน่นอน
ไทยรัฐออนไลน์: เขาเคยบอกไหมว่า ความฝันแรกของเขาคืออยากเป็นดูดวง
สุวิมล: จริงๆ ตอนเด็กๆ เขาอยากเป็นนักแสดงมากกว่า (หัวเราะ) เป็นความฝันเหมือนกับวัยรุ่นทั่วๆ ไป เราก็บอกเขาแนะนำว่าชอบได้ แต่ต้องไม่ปักใจชอบ 100 % ซึ่งตอนนั้นเขาก็ทำได้ดี ได้แสดงความสามารถตามละครเวทีที่โรงเรียนจัด คนก็ชื่นชม แต่ก็ไม่ได้รับบทเป็นพระเอก ซึ่งจุดหักเหที่ทำให้เขาอยากเป็นหมอดู ต้องชมคุณพ่อเขาเนื่องจากท่านเป็นนักโหราศาสตร์จีน ซึ่ง อ.ภาณุวัฒน์ ท่านได้รับสืบทอดวิชามาจาก คุณแม่เสี๊ยม (ปรมาจารย์เรื่องการดูโหวเฮ้ง) แล้วก็ถ่ายทอดมาให้ อ.ภาณุวัฒน์ ซึ่งจริงๆ แล้วถึงแม้ว่าพ่อ-แม่จะเป็นนักโหราศาสตร์ ลูกอาจจะไม่ชอบก็ได้ แต่อาจารย์โจ้ตั้งแต่เล็ก แล้วเราเห็นแวว ให้เขาช่วยพิมพ์ตำราหมอดูให้หน่อยนะ เพราะโจ้เป็นคนที่พิมพ์เร็วมากๆ
คมสัน: พิมพ์ดีดคือความสามารถพิเศษ ช่วงนั้น 15 (หัวเราะ) เราพิมพ์เร็ว 70 -80 คำต่อนาทีจนเกือบจะลงแข่งขัน พ่ออยู่กับตำราโหราศาสตร์มานาน ดูให้พิมพ์ตามซะเลยจะได้ซึมซับ 12 นักษัตรจีน ตั้งแต่เขาอายุ 15 ปี ซึ่งในตอนนั้นเราก็รบเร้าให้พ่อซื้อคอมพิวเตอร์ให้หน่อย อยากทำงานแบบนี้ และอยากเรียนรู้ ตอนซื้อมาเราก็ทำหนังสือดวง แล้วก็ทำหนังสือรุ่น เราก็เอาดวง การบรรยายมาเรียบเรียงใหม่ ก็ครูพักลักจำมาเรื่อยๆ จนเริ่มจะดูดวงเป็นบ้าง
ตอนนั้นเพื่อนๆ รู้ว่าพ่อผมเป็นซินแสชื่อดังเขาก็ให้เราดูดวงให้หน่อย ดูแล้วก็เลยปากต่อปาก ว่าเราแม่น เจอใครก็บอกว่า โจ้ดูดวงให้หน่อยนะ ซึ่งก็เริ่มดูเป็นกิจลักษณะ อายุ 17 ดูแบบดวงจีน ฟิตแบล็กค่อนข้างดีพอเริ่มมั่นใจ หลังจากนั้นก็เริ่มมาดูดวงการกุศล ที่คุณแม่ชอบจัดรวบรวมหมอดูเพื่อหารายได้ไปช่วยการกุศล พอได้ลงสนามจริง ก็ชอบศาสตร์นี้ ศาสตร์ที่มันช่วยแก้ไขปัญหา จริงๆ บางทีเวลาที่เราดูดวง ถ้าเป็นเขาแล้วเราจะแก้อย่างไร โอเค เขาสบายใจ เขาหาทางออกให้ตัวเองได้ผมก็ดีใจ มันเลยเป็นความสุขตรงนั้นไป
สุวิมล: เขาถือว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์พอสมควร แต่มาผนวกกับความตั้งใจค้นคว้าหาความรู้ อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดของวงการนี้ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะเรื่องความน่าเชื่อถือ เพราะว่าตอนนั้นเขายังเด็ก และคุณพ่อคุณแม่ยังเป็นหมอดูระดับชาติอีก จึงความกดดันเล็กๆ แต่ที่สุดเขาก็เอาความใฝ่ดี และตั้งใจ ใจรัก ผิดกับน้องๆ เขาบางคนก็รับไม่ได้ แต่โจ้เป็นคนที่ชอบศึกษา ต้องให้แม่นและให้เป๊ะ ซึ่งยิ่งเป็นเด็กวัยรุ่นเมื่อทายแล้วไม่แม่นเขาก็จะท้อ แต่ว่าเขายิ่งทายยิ่งแม่น คนยิ่งมาหาเขาก็เริ่มมีควารู้สึกมั่นใจมากทำให้เขามีวันนี้ได้
ถามว่าเราแนะนำเขาอย่างไร จริงๆ หลักวิชาโจ้เขามีอยู่แล้ว แต่ความนาเชื่อถือ หลายๆ อย่าง ก็ต้องรอ เพียงแต่ว่าถ้าเราอยู่ในกรอบ ที่มีการถ่ายทอดกันมาไม่เป็นไรแน่นอน หลักของเราคือรู้วิชา มีคุณธรรมมีจรรยาบรรณ เพราะว่าวิชาหมอดู เป็นเหมือนวิชาที่เหมือนกับต้องคำสาป ถ้าเราหลอกลวงหากินแล้วรุ่นลูกรุ่นหลายมันก็จะไม่เจริญ แต่พอเราเรียนมารุ่นเราก็เจริญเติบโต รุ่นลูกก็ยังเจริญรอยตามเราไปอีก อันนี้เป็นสิ่งที่เราบอกได้ว่า ศาสตร์เราเป็นศาสตร์ที่แม่นยำ
จุดเด่นของอาจารย์โจ้ อย่างน้อยโหวงเฮ้งหน้าตา บุคลิกหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะไปไหน ก็ผู้ใหญ่เห็นก็รัก เพราะอุปนิสัยที่อยู่กับญาติผู้ใหญ่มาตั้งแต่เล็กๆ เขาก็ความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนใจดี ก็เลยติดตัวมา 11 ปีที่เขาอยู่ตรงนั้น แต่ถามว่าดีเอ็นเอมีส่วนไหม น่าจะมีส่วนเหมือนกัน
คมสัน: ที่คุณแม่บอกสิ่งที่เราได้มาจากท่านโดยทางตรง นอกจากศาสตร์ในการดูดวงแล้ว ส่วนหนึ่งเราเห็นคุณแม่ดูแลคุณยายดีมาก เราก็เห็นภาพดีๆ ทุกวันอย่างคุณแม่เอง ดูแลคุณยายดีมาก เอากับข้าวมาดูแลคุณยายอย่างดี เราตั้งใจว่าอนาคตเราจะดูแลคุณแม่แบบนี้บ้าง
ไทยรัฐออนไลน์: ภาพความรักความผูกพันตรงนั้นมันมีผลกับเด็กมาก...?
คมสัน: ใช่ มีมาก เหมือนโบราณบอกว่าปลูกถั่วก็ได้ถั่วปลูกงาก็ได้งา ทำดีได้ดี เหมือนกับทำให้เราเห็นภาพตรงนั้นตลอดเวลา มันทำให้เราซึมซับไปในตัว ก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าคนเรา ถ้ามีความกตัญญูกับใครสักคนหนึ่ง วันหนึ่งลูกหลานก็จะมีกตัญญูกับเราเหมือนกัน
ไทยรัฐออนไลน์: เนื่องในโอกาส ปีนี้คิดว่าจะทำอะไรให้กับท่าน..?
คมสัน: สำหรับผมทุกๆ วันคือวันแม่ครับ (ตอบเร็ว) ไม่ใช่ว่าวันแม่แล้วเราต้องพิเศษ ซึ่งจริงๆ เราจะโทรคุยกับแม่ทุกวัน เช้าโทรแล้ว เย็นโทรแล้วว่ากินข้างหรือยังทำอะไรอยู่ปฏิบัติแบบนี้เป็นประจำหลายสิบปีแล้ว
ไทยรัฐออนไลน์: คุณแม่ไม่คิดว่ามากไป..?
สุวิมล: (หัวเราะ) ไม่รำคาญค่ะ เบอร์ลูกโชว์มาแล้วเราก็ดีใจ อยากรู้ว่าเขาทำงานเป็นอย่างไร เหนื่อยไหม กินข้าวแล้วหรือยัง แค่นี้ก็สุขใจแล้ว
คมสัน: ผมยังจำได้เลยว่าเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา คุณแม่เคยเขียนจดหมายเอาไว้ให้ผมว่า ลูกโจ้ตั้งใจเรียนให้ดีนะ แม่ตั้งความหวังอยากให้ลูกเรียนเก่งๆ นะ ยังเก็บไว้อยู่ ซึ่งความรักตรงนี้มันยังส่งต่อไปถึงลูกของผมที่ได้รับรู้สึกรักและเอาใจใส่อย่างเต็มอิ่ม เหมือนกันการที่คุณจะแผ่เมตตาให้ใครคุณต้องเต็มซะก่อนถึงจะให้คนอื่นได้ ซึ่งผมได้รรับความรักจากคุณแม่และคุณพ่อ ผมรู้สึกมากแล้วก็แบ่งปันให้คนอื่นบ้าง
ไทยรัฐออนไลน์: นิยามคำว่าแม่สำหรับคุณคืออะไร..?
คมสัน: ทุกๆ อย่าง มันหาคำพูดไม่ได้ คือทุกๆ ครั้งที่คิดว่าวันเกิดเรา เรารู้สึกว่าเป็นวันที่แม่อุ้มท้องคลอดเราแม่เจ็บ เวลาที่เราโตมา แล้วเราท้อคนรอบข้างไม่มีใครเลย แม่แต่แม้ยืนเคียงข้างกันพูดไปแล้วผม...(น้ำตาคลอ) แม่คือทั้งหมดของชีวิตครับ
ไทยรัฐออนไลน์: และนิยามคำว่าลูกสำหรับคุณคืออะไร..?
สุวิมล: แก้วตาดวงใจ เราเกิดมาเราตั้งท้องมา 9 เดือนทะนุถนอมเขามา ทุกๆ อย่างแม่ก็ต้องให้สิ่งดีๆ กับเขาอยู่แล้วถึงแม้บางครั้งอาจจะมีงอแงบ้าง แม่จะต้องเป็นที่ยึดให้กับลูก บางคนลูกเกเรแค่ไหนทำไมแม่ยังรักลูกได้ อย่างน้อยๆ ทำกับพ่อแม่มาอย่างไรผมตอบ ผู้เป็นแม่จะต้องเป็นทุกอย่างให้กับลูกได้.
...