เมื่อเอ่ยถึง "โรคออทิสซึม" สังคมไทยเข้าใจมากน้อยเพียงใด นี่เป็นคำถามที่จุดประกายให้ ดร.ขวัญ หารทรงกิจพงษ์ นักจิตวิทยาด้านการบำบัดเด็กที่เป็นออทิสติก มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกลุ่มอาการออทิสซึม ให้กับสังคมไทย จึงก่อตั้งชมรมเมืองไทยเข้าใจออทิสซึม (Autism Awareness Thailand) ขึ้น
นักจิตวิทยาสาวรูปร่างบอบบางแต่มีไฟแรงกล้าคนนี้ เป็นลูกสาวคนโตของพงษ์ศักดิ์-อุทัยวรรณ หารทรงกิจพงษ์ นักการเงินการธนาคารที่เป็นที่รู้จัก แม้จะเกิดมาในครอบครัวที่ทั้งพ่อและแม่ทำงานเกี่ยวกับการเงิน แต่ ขวัญ บอกว่า ตอนเด็กๆชอบทางด้านภาษาและทำคะแนนได้ดี เลยวาดฝันว่าอยากเป็นนักการทูต หรือทำงานเป็นล่ามในองค์กรใหญ่อย่างสหประชาชาติ เลยขอทางบ้านไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ หลังจากเรียนจบชั้น ม.3 ที่โรงเรียน สาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม โดยไปเข้าโรงเรียนประจำที่ Oldfields School ที่รัฐแมรีแลนด์ สหรัฐอเมริกา การเรียนที่นั้นทำให้ได้เรียนวิชาบางวิชาที่ไม่เคยเรียนอย่างจิตวิทยาและ จิตแพทย์ ซึ่งเป็นวิชาที่รู้สึกสนุกน่าสนใจ เลยทำให้ฝันที่มีมาแต่เด็กล้มไป แล้วกลับมาเรียนทางด้านจิตวิทยาอย่างจริงจังในระดับปริญญาตรีที่ Carnegie Mellon University ที่เมืองพิตต์สเบิร์ก และจบปริญญาโทควบเอกด้านเดียวกันที่ California School of Professional Psychology
ในช่วงที่เรียน ขวัญ เล่าว่า ได้ทำงานทั้งภาคปฏิบัติในหลักสูตรและเป็นอาสาสมัครในการดูแลและบำบัดผู้ที่ เป็นโรคออทิสซึม พอจบปริญญาเอกเลยเข้าทำงานที่ Childrens Hospital & Research Center ที่เมืองโอ๊คแลนด์ ซานฟรานซิสโก ในฐานะนักจิตวิทยาคลินิกและนักพฤติกรรมบำบัด พร้อมกับ ได้ใบประกอบโรคศิลปะ สาขาจิตวิทยา American Board of Psychology ทำงานได้ 3 ปี เลยคิดที่อยากจะทำประโยชน์ให้บ้านเกิด และอยากให้คนไทยเข้าใจเกี่ยวกับโรคออทิสซึม จึงสมัครเรียนปริญญาโททางด้านสาขาจิตวิทยาสมองและการศึกษาที่มหาวิทยาลัย Harvard ก่อนที่จะกลับมาทำงานที่เมืองไทย
"ที่ขวัญตั้งใจไว้คือจะ เปิดศูนย์สำหรับเด็กที่เป็นออทิสติกและครอบครัว Little Sprout แล้วได้ตั้งชมรมเมืองไทยเข้าใจออทิสซึม ทั้งนี้ เพราะอยากสร้างความรู้ ให้คนไทยเข้าใจถึงโรคออทิสซึมอย่างถูกต้อง เมื่อรู้แล้วจะได้ไม่กลัวแล้วเปลี่ยนความคิดที่ว่าเด็กกลุ่มนี้ที่มีความ ก้าวร้าว ที่จริงเกิดจากความรู้สึกสับสนในการที่ไม่สามารถสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้ ต่างหาก เด็กที่เป็นโรคนี้เขามีความ ต้องการเข้าสังคม แต่ปัญหาหลักของเขาคือการสื่อสาร เขาไม่สามารถทำได้เหมือนเด็กปกติ หากเขาได้มีการบำบัดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เล็ก เขาจะพัฒนาความสามารถทั้งการสื่อสาร การดูแลตัวเองได้ จนบางคนพอโตแล้วดูไม่ออกเลยว่ามีอาการออทิสซึมเลย นอกจากนี้ก็อยากให้สังคมไทยยอมรับและให้โอกาสผู้ที่เป็นโรคนี้ได้เข้ามาใช้ ชีวิตอยู่ร่วมกัน"
สาวรุ่นใหม่ไฟแรงคนนี้คงเป็นอีกแรงกำลังหนึ่งที่จะช่วยสร้างให้สังคมไทยของเรามีพื้นที่สำหรับเด็กพิเศษเหล่านี้.
...