ต้องยอมรับกันว่าปัญหาความขัดแย้งในชายแดนภาคใต้ของประเทศ ไทยเป็นปัญหาเรื้อรังซับซ้อนที่ยากแก้ไข โดยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีความรุนแรงและการเสียชีวิตเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความตื่นตระหนกของสังคมไทย และความหวังอันริบหรี่ในการหาทางออก โชคดีที่ยังมีแสงสว่างตรงปลายถ้ำ ช่วยจุดประกายความหวังถึงอนาคตอันงดงาม เมื่อดินแดนปลายด้ามขวานทองของเมืองไทยคือ "ยะลา" ได้พ่อบ้านหนุ่มไฟแรง "พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ"  มาเป็นนายกเทศมนตรีนครยะลา  เทศบาลนครยะลา โดยเขาขันอาสาว่าจะฟื้นฟูความรักใคร่ปรองดองระหว่างชาวไทยพุทธกับมุสลิมให้กลับคืนมาอีกครั้ง ผ่านการหว่านเพาะเมล็ดพันธุ์ดีๆลงในหัวใจเยาวชนรุ่นใหม่ของยะลา

"ตั้งแต่ปี 2547 ที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ บอกตามตรงว่าผมในฐานะคนยะลาไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ และรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ผมเป็นลูกคนจีน เกิดและโตที่ยะลา ในเขตเทศบาลนคร  แต่ผมเกิดในฝั่งตลาดเก่า ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิม มีคนพุทธอาศัยอยู่ไม่ถึง 10% แต่ก็โตมาแบบมีความสุขสงบดี  จำได้ว่าสมัยก่อนทุกคนเป็นเพื่อนกันได้หมด ว่ายน้ำด้วยกัน เตะฟุตบอลด้วยกัน  เรียนโรงเรียนเดียวกัน  มีการไปมาหาสู่ ระหว่างครอบครัวไทยพุทธกับมุสลิม แต่ทุกวันนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว มีแต่ความหวาด ระแวง และไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน"

...


จากที่ได้สัมผัสใกล้ชิด อะไรคือสาเหตุแท้จริงของความบาดหมาง

ในความรู้สึกผมคิดว่าเรื่องการแบ่งแยกดินแดนก็มีจริง เพราะคนมุสลิมรู้สึกว่า ถ้ามีการแบ่งแยกดินแดนแล้ว คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่น่าจะดีขึ้น บวกกับความรู้สึกที่คิดว่าไม่ได้รับความยุติธรรม ถูกปฏิบัติเหมือนลูกเมีย น้อย พวกเขาเลยคิดว่าถ้ามาดูแลกันเองก็น่าจะดีขึ้น แต่ผมว่าไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งทางศาสนาแน่นอน!! อีกอย่างก็อาจจะด้วยค่านิยมของชาวมุสลิมในปัจจุบันที่นิยมส่งลูกเรียนโรงเรียนศาสนามากกว่าโรงเรียนสามัญ ทำให้เด็กมุสลิมกับเด็กไทยพุทธห่างเหินกันออกไป สมัยก่อนยังมีพื้นที่กลางเยอะ ทำให้ เด็กๆได้มาเล่นด้วยกัน มีความเป็นเพื่อนกัน  แต่ทุกวันนี้ไม่มีแล้ว

"ยะลา" ในความทรงจำสมัยก่อน แตกต่างจากสมัยนี้ยังไงบ้าง

จากสมัยก่อนที่มีแต่ความรักใคร่ปรองดอง กัน กลับกลายเป็นความหวาดระแวงกันระหว่างชาวไทยพุทธกับมุสลิม โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ ไม่สงบ เมื่อปี  2547  ช่วงนั้นมีแต่ความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน มีแต่อคติที่เกลียดชังกันระหว่างคนไทยพุทธกับมุสลิม เด็กๆได้ซึมซับความรุนแรงจากผู้ใหญ่ ทำให้บ่มเพาะเป็นอคติต่ออีกฝ่ายหนึ่ง เช่น สมมติครูสอนศาสนาถูกยิง คนมุสลิมจะรู้สึกว่าเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐทันที ก็จะเกลียดชังคนไทยพุทธ หรือถ้ามีระเบิดในเมือง เด็กพุทธจะมองว่าเป็นฝีมือชาวมุสลิมทันที ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่ เพราะคนที่ทำคือคนไม่มีศาสนา ผมมองว่าถ้าปล่อยไว้แบบนี้ให้ซึมซับความเกลียดชังกันไป สังคมคงอยู่ไม่ได้!!

ทำไมถึงคิดใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือสร้างความปรองดองในภาคใต้


ผมได้รับการชักชวนจากนายกเทศมนตรีคนก่อน ให้ลงเล่นการเมือง และเมื่อชนะเลือกตั้งได้เป็นนายกเทศมนตรีนครยะลาคนแรกที่มาจากการเลือกตั้งทางตรงในปี 2547 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงปะทุใหญ่ ก็คิดมาตลอดว่าถ้าสังคมยะลายังเป็นแบบนี้ ถึงเราได้รับเลือกให้มาเป็นผู้บริหารก็คงทำงานให้ดีไม่ได้ จึงตั้งเป้าว่าต้องมีกระบวนการอะไรสักอย่างเพื่อสร้างความปรองดอง ผมมองไปที่เยาวชนเป็นจุดแรก เพราะเชื่อว่าเยาวชนก็คือผ้าขาว ที่ถูกแต่งแต้มเป็นอะไรก็ได้ ฉะนั้น เราควรเริ่มจากการสร้างเยาวชนที่รักใคร่ปรองดองกัน  เพื่อปูรากฐานสู่ความเข้าใจกันในอนาคตระหว่างคนไทยพุทธกับมุสลิม

อะไรคือกลยุทธ์สำคัญในการสร้างเยาวชนเพื่อสันติภาพ

ผมทำกิจกรรมในทุกระดับ ทั้งกิจกรรมในโรงเรียนและนอกโรงเรียน โดยเน้นวางรากฐานด้านการศึกษาก่อน เริ่มตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงมหาวิทยาลัย ผมยึดหลักว่าทำยังไงให้เยาวชนได้เรียนรู้วัฒนธรรมซึ่งกันและกันผ่านระบบการศึกษาและกิจกรรมในโรงเรียน  ผมเชื่อว่าถ้าเด็กพุทธกับเด็กมุสลิมรับรู้ในวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ในที่สุดก็จะเกิดความเข้าใจกันและเคารพซึ่งกันและกัน  นอกจากนี้ ผมยังพยายามสร้างความรักบ้านเกิดให้พวกเขา  เพราะผมเชื่อว่าคนเราถ้ามีความรักในถิ่นเกิด ย่อมไม่อยากให้บ้านเราเสียชื่อเสียงก็จะช่วยกันดูแล โดยผมได้เอาเด็กยากจนจากฐานต่างๆในชุมชน คัดมาชุมชนละ  5 คน รวม 37 ชุมชน และดึงเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงมาร่วมด้วย รวมประมาณ 180 คน มาเข้าค่ายเพื่ออยู่ร่วมกัน  45  วัน และจะจัดให้เด็กๆได้มาทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกิจกรรมง่ายๆที่เน้นการบำเพ็ญประโยชน์ แล้วปิดท้ายด้วยการให้การบ้าน  2  ชิ้น  เขียนเรียงความว่า  ถ้าคุณได้เป็นนายกเทศมนตรีนครยะลาคนต่อไป คุณจะสร้างเมืองยังไง  และถ้าคุณเป็นเยาวชน  คุณจะนำสันติสุขกลับมาบ้านเกิดยังไง

ทราบมาว่า  ยะลาก็มีอุทยานการเรียนรู้ทีเค  ปาร์ค  เป็นของตัวเอง

นอกจากกรุงเทพฯแล้ว ก็เพิ่งมีอุทยานการเรียนรู้ทีเค  ปาร์ค  ที่ยะลา เป็นแห่งที่ 2 ของประเทศ ผมสร้างมาตั้งแต่ปี 2548 แต่เปิดใช้จริงๆปี 2550 มี
โครงการเล่านิทานให้เด็กฟังทุกวันเสาร์  โดยเอาเรื่องราวจากหนังสือนอกเวลาที่จัดทำขึ้นโดยทีมงานคนยะลามาเล่าให้เด็กๆได้ซึมซับแนวคิดดีๆ ขณะเดียวกัน ก็มีลานสานฝันเปิดโอกาสให้เด็กๆได้แสดงออกและทำกิจกรรมร่วมกัน อย่างช่วงที่มีเหตุการณ์วุ่นวาย เราก็ให้เด็กเขียนเรียงความและจัดเข้าค่ายประวัติศาสตร์ พาไปชมสถานที่ประวัติศาสตร์สำคัญๆ ทั้งของไทยพุทธและมุสลิม ตกกลางคืนก็มีการสานเสวนาระหว่างเยาวชน เพื่อสร้างความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน

มีการนำกีฬามาใช้เยียวยาบาดแผลในภาคใต้ด้วยไหมคะ


ผมทำโครงการค่ายฟุตบอล โดยคัดเลือกคนในชุมชนยะลา และมีจิตอาสา ส่งไปฝึกเป็นโค้ชที่กรุงเทพฯ และกลับไปเปิดค่ายฟุตบอล เรามี 4 สนามใหญ่ในเทศบาล สนามหนึ่งรองรับได้ 150-200 คน ในแต่ละวันเปิดให้เด็กในชุมชนใกล้เคียงได้มาทำกิจกรรมด้วยกันทุกเย็น ตอนนี้มีโค้ชทั้งหมด 42 คน ให้ค่าตอบแทนวันละ 90 บาท พอใกล้สอบก็จะหยุดสอน แล้วเปิดเทอมก็เริ่มใหม่ ไม่มีเงื่อนไขอะไรทั้งนั้น เด็กทุกคนมาร่วมโครงการได้หมด ไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กในโรงเรียนเทศบาล จนถึงปัจจุบันมีเด็กในโครงการ 600-700 คน การสอนฟุตบอลไม่ใช่เรื่องของความสามารถทางกีฬา แต่เป็นเรื่องการปลูกฝังน้ำใจนักกีฬา


สำหรับเรื่องดนตรีล่ะคะ น่าภูมิใจมากที่ยะลามีวงออร์เคสตร้า เยาวชนด้วย


ผมเข้ามาทำวงออร์เคสตร้าเยาวชนเทศบาลนครยะลา เมื่อปี 2549 เพราะเห็นว่าดนตรีน่าจะช่วยกล่อมเกลาจิตใจของเด็กๆ ซึ่งต้องเติบโตมาท่ามกลางความรุนแรง พอคิดได้ผมก็เดินทางขึ้นมากรุงเทพฯ มาหาคณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกท่านว่าอยากทำวงออร์เคสตร้าที่ยะลา และขอเอาครูดนตรี ที่ผมมีทั้งหมดที่ยะลามาเรียนที่มหิดลเป็นเวลาสั้นๆ ปรากฏว่าท่านเมตตาสนับสนุนทุกอย่าง แต่ตอนนั้นยังมองไม่เห็นความเป็นไปได้ จนกระทั่งมีคนแนะนำให้รู้จักกับ "อาจารย์วีระศักดิ์ อักษรถึง" ซึ่งเป็นคอนดักเตอร์คนปัจจุบัน อาจารย์เป็นคนยะลาแท้ๆ ผมเลยเชิญท่านมาคุยด้วย  และบอกตรงๆว่า  วันนี้ถึงเวลาที่ อาจารย์ต้องกลับมาทำงานรับใช้บ้านเกิดแล้ว  ตอนนั้นหลายคนขู่ว่าอุปกรณ์แพงมากเป็น 10 ล้านบาท ผมก็บอกว่า  ผมมีแค่ล้านสี่ล้านห้า  ผมไม่เน้นแบรนด์ยี่ห้อดังๆ ขอแค่สีแล้วมีเสียงก็ใช้ได้ ผมเปิดกว้างให้เด็กมาสมัครซ้อมกันทุกวันเสาร์อาทิตย์ ประมาณ 8-9 เดือน ก็คุยกับอาจารย์วีระศักดิ์ว่าอยากจะจัดคอนเสิร์ต เล่นครั้งแรกปี 2550 เพื่อเทิดพระเกียรติถวายในหลวงครบ 60 พรรษา พวกเราเปิดตัวครั้งแรกที่หอประชุมราชภัฏยะลา ทุกคนตื่นเต้นมาก เคยฟังเด็กๆเล่นแต่เพลงช้างๆ ๆ  แต่วันนั้นเขาเล่นเพลงสรรเสริญพระบารมีได้ คนทั้งยะลาก็ตื่นเต้นกันมาก ทุกคนมานั่งดูในฮอลล์แบบมืออาชีพ เล่นกันนานชั่วโมงครึ่ง

จนกระทั่งปี 2552 ผมคิดจัดงานรวมพลคนยะลา เพราะมองว่าอิสราเอลก็อยู่ท่ามกลางประเทศ อาหรับ  แต่ทำไมเขาอยู่รอดมาได้ ก็เพราะคนอิสราเอลจากทั่วโลกยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ผมก็ยืมคอนเซปต์ตรงนี้มาใช้กับคนยะลา  โดยจัดงานรวมพลคนยะลาทั่วประเทศ ผมทำโรดโชว์ประมาณ 6 เดือน เพื่อระดมคนยะลา แล้วขึ้นมาจัดงานรวมพลคนยะลาที่กรุงเทพฯ ในปี 2552 พร้อมกับถือโอกาสเอาวงออร์เคสตร้าขึ้นมาทั้งวง  มีสมาชิก  120  คน  ได้รับการอนุเคราะห์จากโรงละครอักษรา  คิง  เพาเวอร์ เพื่อให้วงออร์เคสตร้าของเยาวชนเทศบาลนครยะลาได้เปิดคอนเสิร์ตเต็มตัว และไปเปิดแสดงที่มหาวิทยาลัยมหิดลอีกรอบ แล้วจึงมาเล่นในงานรวมพลคนยะลา ก็ประสบความสำเร็จดีมาก คาดว่าจะมีคอนเสิร์ตอีกครั้งเดือน ต.ค.นี้

สิ่งที่สร้างไว้น่าจะเป็นโรลโมเดลให้ท้องถิ่นอื่นนำไปใช้บ้าง?!

ตอนนี้เรานำแนวคิดนี้ไปช่วยการทำงานของท้องถิ่นอื่น สสส.มีโครงการร่วมกับเราให้นำโมเดลที่ทำสำเร็จไปทำคู่กับท้องถิ่นอื่น เริ่มจากการพัฒนา 4 ท้องถิ่น ในจังหวัดปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส และสงขลา ซึ่งล้วนแต่เป็นพื้นที่สาหัสทั้งสิ้น เราก็ไปช่วยเรื่องการพัฒนาเยาวชน  และทำศูนย์เด็กเล็ก  เอาประสบการณ์ของเราไปร่วมทำกับเขา และปรับให้เข้ากับพื้นที่ของพวกเขา

ทำไมถึงอาสาทำงานการเมืองท้องถิ่น ทั้งๆที่มีพรรคการเมืองใหญ่จีบให้ลงเลือกตั้งระดับประเทศ

ผมเป็นคนแรกในบ้านที่ทำงานการเมือง ที่จริงคุณแม่ห้ามมาตลอด แต่ผมชอบการเมืองตั้งแต่เด็ก กระนั้น ผมจะบอกคนตลอดว่า การที่เราเล่นการเมืองต้องไม่ยึดติด เพราะถ้ายึดติดเมื่อไหร่ โอกาสที่จะทำให้บ้านเมืองก็มีไม่มาก อย่าผูกขาด เพราะอาจขัดขวางความเจริญที่จะมีขึ้นในอนาคต ถ้าเราไปยึดว่าเป็นของเรา มันอันตรายมาก!! เราต้องสร้างทุกอย่างให้ชาวบ้านรู้สึกเป็นเจ้าของ และเทศบาลเป็นที่พึ่งของพวกเขาได้ เมื่อเขารักบ้านเกิดของตัวเอง นักการเมืองที่ไม่ดีก็เข้ามาลำบาก

ยังมีโปรเจกต์อะไรที่อยากทำเพื่อชาวยะลาอีกไหมคะ

ใจผมจริงๆแล้วลงเลือกตั้งสมัยหน้าอีกสมัยเป็นสมัยที่สาม  ผมก็หยุดแล้ว!! แต่ตอนนี้มีโครงการที่อยากทำคือ การสร้างอุทยานการเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติฯ ถวายในหลวง 7 รอบ 84 พรรษา ผมซื้อที่ดิน 93 ไร่ ใช้งบประมาณ 165 ล้านบาท จะแบ่งเป็น 3 โซน คือ โซนนันทนาการ ซึ่งปัจจุบันเรามีศูนย์เยาวชนที่มีชื่อเสียง มีคนมาใช้บริการวันละ 3-4 พันคน แต่ค่อนข้างแออัดแล้ว จึงอยากสร้างใหม่ เป็นแห่งที่สอง นอกจากนี้ ผมอยากสร้างสถาบันฟุตบอล อะคาเดมี สร้างทีมฟุตบอลยะลาระดับอาชีพ ทำเป็นแบบสองภาษา จะได้ส่งไปแข่งที่มาเลเซียด้วย และตั้งใจทำมิวเซียมเกี่ยวกับการสร้างเมืองยะลา อยากให้เยาวชนรุ่นใหม่รู้ว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าจะสร้างเมืองได้ ต้องเกิดจากความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างคนไทยพุทธ คนจีน และคนมุสลิม.

ทีมข่าวหน้าสตรี